โลกยุคไร้พรหมแดนแห่งโลกาภิวัตน์ที่สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันปัจจุบันทันทีผ่านระบบออนไลน์ ทำให้โลกแคบลงและมนุษย์สามารถปฏิสัมพันธ์ต่อกันสลับซับซ้อนมากขึ้น จากที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อกันเชิงอุดมการณ์เศรษฐกิจการเมืองในยุคสงครามเย็นระหว่างค่ายเสรีและค่ายคอมมิวนิสต์

ปัจจุบันต่างปรับท่าทีหันมาทำมาค้าขายกันมากขึ้นในยุคหลังสงครามเย็นโดยลดความเป็นศัตรูทางลัทธิอุดมการณ์ลง เมื่อทิศทางโลกเปลี่ยนไป คนไทยโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาก็จำต้องปรับตัวเรียนรู้ให้เท่าทัน ทั้งนี้ไม่เพียงจะเป็นประโยชน์ต่อความอยู่รอดของตนเองและสังคมไทยเท่านั้น แต่น่าจะยังประโยชน์ต่อมนุษยชาติและโลกโดยรวมด้วย

เส้นทางเดินของสังคมไทยที่กำลังไหลเรื่อยไปตามกระแสทุนนิยม ทำให้การศึกษาไทยมีแนวโน้มพัฒนาไปในทางก้าวสู่ความทันสมัยเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เพื่อผลิตบุคลากรสนองตอบการพัฒนาประเทศแนวนี้ ศักยภาพและขีดความสามารถของบัณฑิตไทยจึงโน้มเอียงไปในทางทักษะเชิงวิชาชีพในสาขาต่างๆเป็นสำคัญ ต่อกรณีนี้ก็ต้องนับเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ยากจะปฏิเสธ เพราะเป็นฟันเฟืองส่วนต่างๆ ที่จะช่วยให้เครื่องจักรหมุนไป ทว่าอย่างไรก็ดี ภายใต้สภาวะการแข่งขันรุนแรงดังกล่าว เรียกร้องให้แต่ละสังคมพัฒนาความรู้ความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะจากระดับนิสิตนักศึกษาที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมในมิติองค์รวม (Holistic) ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้ยั่งยืนสืบไป

นวัตกรรมหรือการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น มิใช่เป็นเรื่องเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ที่เน้นประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงมิติทางมนุษยศาสตร์ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm) ทางความคิดของคนเราไปสู่โลกทัศน์และชีวทัศน์ใหม่ๆที่สร้างสรรค์อีกด้วย โดยเฉพาะมิติทางสังคมศาสตร์ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมสังคมไปสู่สิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์กว่า อาทิ จากแนวทางการพัฒนาตามลัทธิทุนนิยมที่เน้นการเจริญเติบโตทางวัตถุเป็นหลัก โดยการพิจารณาจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่รายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัวประชากร (Gross National Product: Per Capita Income) ปัจจุบันได้เกิดนวัตกรรมสังคมที่หันไปเน้นที่ดัชนีวัดความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness Indicators) และแนวทางการพัฒนาแบบยั่งยืน(Sustainable Development Approach) กันมากขึ้น เพื่อให้ประโยชน์ที่จะพึงเกิดจากการพัฒนาเชิงคุณภาพตกถึงมือประชาชนวงกว้างอย่างยั่งยืนและทนทานต่อกาลเวลา

อันที่จริง นวัตกรรมมิใช่เพิ่งจะเกิดในยุคนี้ หากย้อนไปดูในอดีตจะพบว่ามีมายาวนานมากแล้ว ทั้งนี้เพราะไม่ว่ายุคไหน โลกก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีนักปราชญ์หรือนักคิดแห่งยุคสมัยเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น นวัตกรรมโลกที่เปลี่ยนแปลงมาตามลำดับนั้น มักมีรากฐานมาจากพื้นฐานวิทยาศาสตร์เป็นลำดับ อาทิ จากยุคก่อนสมัยใหม่ (Pre-modern) ที่มนุษย์เคยยึดเชื่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ค้นพบความรู้ทางวิทยาศาสตร์จนพัฒนาไปสู่ยุคสมัยใหม่ (Modern) ก็ช่วยให้มนุษย์รู้จักใช้เหตุผลอย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ทว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมจากการค้นพบเครื่องจักรไอน้ำที่นำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิต และเศรษฐกิจสมัยใหม่แบบทุนนิยมต่อมา กลับทำให้มนุษย์พัฒนาความเจริญทางวัตถุอย่างรีบเร่งจนถึงขั้นเอารัดเอาเปรียบกัน นวัตกรรมสังคมจากแนวคิดปฏิวัติสังคมของนักคิดคนสำคัญเช่นคาร์ล มาร์กซ จึงเกิดขึ้นมาท้าทายแนวคิดนวัตกรรมสังคมของระบบทุนนิยมซึ่งเน้นการแข่งขันเสรี ที่เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาศักยภาพมนุษย์ไปสู่จุดสูงสุดได้ กระทั่งต่อมาส่งอิทธิพลให้สังคม ทุนนิยมต้องยอมปรับปรุงเอาแนวคิดดังกล่าวมาผสมผสาน เพื่อลดแรงกดดันจากลัทธิคอมมิวนิสต์ อันเป็นที่มาของการเกิดลัทธิเสรีนิยมยุคใหม่ (New liberalism) หรือลัทธิรัฐสวัสดิการ (State Welfarism ) ที่รัฐทุนนิยมหันมาเพิ่มสวัสดิการช่วยคนยากจน

อย่างไรก็ดี ต่อมาโลกคอมมิวนิสต์ก็ค้นพบว่านวัตกรรมสังคมที่เน้นความเสมอภาคมากกว่าเสรีภาพ ก็มีจุดอ่อนที่ปิดกั้นศักยภาพสำคัญของมนุษย์ ในมิติด้านพลังสร้างสรรค์จากการแข่งขันเช่นกัน โลกยุคโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติข้อมูลข่าวสารด้วยระบบดาวเทียมข้ามทวีป จึงเข้ามามีอิทธิพลต่อการเกิดนวัตกรรมสังคม ที่มีการผสมผสานระบบทุนนิยมกับระบบสังคมนิยมเข้าด้วยกัน และหันมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันโดยลดอคติต่อกันลง อาทิ การเกิดระบบสังคมนิยมการตลาดของจีน เป็นต้น จน

กระทั่งจีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจแซงหน้าเยอรมนีและญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาสำเร็จ และเพิ่งจะมีข้อมูลใหม่ว่า เมื่อคำนวนตัวเลขเศรษฐกิจโลกโดยรวม จากทั้งด้านการส่งออกและสั่งเข้าแล้วเศรษฐกิจจีนสามารถแซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปได้ในปี พ.ศ.2555 ที่ผ่านมาโดยตัวเลขมูลค่ารวมของสหรัฐฯอยู่ที่ 3.82 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ตัวเลขของจีนคือ 3.87 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นวัตกรรมสังคมจีนของเติ้งเสี่ยวผิงที่เน้นการพัฒนาสี่ทันสมัย ด้วยการนำระบบทุนนิยมการตลาดไปผสมจนประสบผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้จีนจำเป็นต้องก้าวรุดหน้าต่อไป แม้จะยังจำเป็นต้องหันไปมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจภายในมากขึ้น เพื่อปรับสมดุลและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทลง

ประสบการณ์จากการพัฒนาเศรษฐกิจยุคสี่ทันสมัยสอนให้จีนเรียนรู้การปรับตัวให้ภาคเอกชนเข้าร่วมมีบทบาทเพิ่มขึ้นจากการชี้นำตามระบบทุนนิยมโดยรัฐ และทิศทางที่จีนจะเร่งส่งเสริมบทบาทเอกชนด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศนั้น นับเป็นมิติที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่จีนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษผ่านเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรู้เท่าทัน และไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของจีนอย่างปราศจากข้อต่อรอง

การปรับตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 นั้น ก็ต้องนับเป็นนวัตกรรมสังคมในรูปการรวมตัวส่วนภูมิภาคด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะมีการสร้างนวัตกรรมทำนองนี้มาก่อนแล้วในภูมิภาคส่วนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟตา หรือสหภาพยุโรป หรืออียู และอื่นๆ ทว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็มีนวัตกรรมของตน ที่มีการผสมผสานการรวมตัวกันในเรื่องการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายสินค้า การบริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือเช่นกัน แม้ว่าจะยังคงมีความแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะด้านระบอบการเมืองการปกครองอยู่บ้าง

นวัตกรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนดังกล่าว เรียกร้องการเตรียมตัวและปรับตัวของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะในหมู่พลเมือง ซึ่งรวมทั้งนิสิตนักศึกษาเป็นอย่างมาก ตัวแสดงที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภูมิภาคแถบนี้ของโลกจึงมิใช่มีแต่ประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรวมถึงไทยด้วยเท่านั้น คงจะต้องรวมจีนเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างพลังเอกภาพไปสู่การร่วมมือและแข่งขันกับภูมิภาคอื่นของโลกไปพร้อมกัน ทั้งนี้โดยไม่มองข้าม หรือละเว้นพันธมิตรสำคัญอื่นๆในภูมิภาค โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ด้วยเหตุนี้ การที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เป็นผล ย่อมจำเป็นต้องสร้างรากฐานทั้งด้วยการ “เข้าใจจีน เข้าถึงอาเซียน” จึงจะสามารถ“พัฒนาเศรษฐกิจไทย” ได้สำเร็จ โดยไม่ลืมว่าอุดมการณ์พัฒนาที่มุ่งเน้นปกป้องสิ่งแวดล้อม เป็นหนทางแห่งความอยู่รอดของโลกที่ไม่อาจปฏิเสธได้

นอกจากปัจจัยภายนอกทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศไทยแล้ว ปัจจัยภายในไทยเองก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ผลพวงจากการพัฒนาตามเส้นทางทุนนิยมมากกว่าห้าทศวรรษนอกจากจะเกิดผลบวกต่อความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลเสียต่อความเหลื่อมล้ำยากจนทางสังคมคู่ขนานกันไป รวมทั้งผลกระทบทางลบต่อการพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมืองของไทย ที่แม้จะมีการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญผ่านรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ซึ่งก็ต้องนับเป็นนวัตกรรมสังคมชิ้นสำคัญของไทยเรา แต่ก็ยังไม่บังเกิดผลดีต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง กระนั้นก็ดี นวัตกรรมสังคมยุคใหม่ทั้งหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เพื่อก่อให้เกิดการเมืองการปกครองที่ดี หลักบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) และหลักความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ หรือซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility: CSR) เพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคม ก็ดูจะเป็นความหวังใหม่ให้กับสังคมไทยได้ไม่มากก็น้อย ในยุคที่บ้านเมืองไทยกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต ทั้งทางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านการคอร์รัปชั่นของนักธุรกิจการเมือง โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล

ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมไทยดังกล่าวคงจะสำเร็จมิได้ หากปราศจากรากฐานด้านทรัพยากรมนุษย์อันถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะคุณภาพนิสิตนักศึกษาที่พึงประสงค์เพื่อเป็นจักรกลสำคัญช่วยผลักดัน ทั้งนี้รวมถึงบทบาทของวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตอันถือเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆตัวหนึ่งของสังคม ที่จะมีส่วนช่วยเติมเต็มความสำเร็จให้กับประเทศไทย ผู้เขียนจึงอดคาดหวังไม่ได้ว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาบัณฑิตสาขา “ผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง” ทั้งในระดับดุษฎีบัณฑิตมหาบัณฑิต และปริญญาบัณฑิต ตลอดจนมหาบัณฑิตสาขา “จีนและอาเซียนในระบบเศรษฐกิจโลก” รวมทั้งปริญญาบัณฑิตสาขา “บริหารการพัฒนาสังคม” ทั้งนี้แน่นอนว่า ปณิธานดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ด้วยความตระหนักในคุณค่าอุดมการณ์ และความร่วมมือร่วมใจของนักศึกษาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม รวมทั้งคณาจารย์และบุคลากรทุกคน ที่จะมีส่วนร่วมในภารกิจครั้งนี้

……………………………………………………………………….