อ.สุริยะใส กตะศิลา อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า

ไม่ง่ายเลยสำหรับผม ที่จะกล่าวถึงในลักษณะเป็นการกล่าวต้อนรับ“นักศึกษาใหม่” ในยุคสมัยที่เรามักเรียกกันว่า “สังคมสมัยใหม่” ที่วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทั้งในเชิงเนื้อหา คุณค่า และรูปแบบการใช้ชีวิตซึ่งดูเหมือนถูกจัดระเบียบใหม่กันหมด กระทั่งต้องจัดแบ่งมนุษย์ออกเป็นรุ่นๆ เป็นช่วงๆ หรือที่เรียกกันว่า เจเนอเรชั่น (Generation) จนเกิดช่องว่างและเกิดคำถามข้อสงสัยมากมายทั้งในครอบครัว ในห้องเรียน รวมทั้งส่งผลให้โครงสร้างของความสัมพันธ์ในสังคมดูเปราะบางมากขึ้น

ในสังคมสมัยใหม่และในเมืองใหญ่หลายที่ อาจจะกล่าวได้ว่า คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้พกพาโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน (Smart Phone) กันแทบทุกคน บางคนอาจเรียกว่า “เครื่องติดตามตัว” หรือ ”เครื่องติดตามโลก” ก็ได้ คนรุ่นใหม่บางส่วนก็ใช้เพื่อการทำงานที่สะดวกขึ้น การติดต่อเชื่อมประสานชีวิตที่ง่ายขึ้น การหาข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น บางส่วนก็ใช้เพียงเพื่อเล่นโปรแกรมโซเซียล มีเดีย (Social-Media) ต่างๆ เช่น เฟสบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) หรือ อินสตาแกรม (Instagram) เท่านั้น บางส่วนอาจใช้เพื่อไว้ถ่ายภาพต่างๆ ไม่ต่างจากการบันทึกความทรงจำลงในโทรศัพท์ หรือบางส่วนก็อาจเพียงแค่ไว้โชว์พกพาตามกระแสบริโภคนิยมตามๆ กันไป และเปลี่ยนรุ่นใหม่ๆ ไปตามโฆษณาที่ออกวางสู่ตลาดตามสมัยนิยม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรมมนุษย์ของคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นพวกเราชอบถ่ายรูปตนเอง แล้วโพสต์ (Post) ลงในโซเชียล เน็ตเวิร์ค (Social Network) ต่างๆ รวมถึงอาหารการกินและสถานที่ต่างๆ ที่ตนเองอยู่ จนกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ไปแล้วในขณะนี้ ซึ่งเหมือนเป็นการย่อโลกให้คนใกล้ชิดกันมากขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ต (Internet) แต่น่าสนใจมากว่า พวกเราจ่อมจมอยู่กับโลกอินเทอร์เน็ต หรือโลกเมทริกซ์ (Matrix) ทางโทรศัพท์เหล่านั้นมากไปกว่าจะสนใจสังคมแวดล้อมรอบข้างจนเกินพอดีหรือไม่

เราคุยกับโทรศัพท์มากขึ้น แต่คุยกับตนเองน้อยลงหรือไม่ พวกเราพบเจอกันตามร้านอาหารหรือสถานที่ต่างๆ แต่กลับก้มลงคุยกับโทรศัพท์ของตนเองมากเกินไปหรือเปล่า จนการใช้ประสาทสัมผัสภายนอกทั้ง 5 ของมนุษย์แทบจะไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

คำถามสำคัญคือ เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ทำให้พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนไปอย่างสร้างสรรค์เพียงใด มนุษย์เราได้เป็นนายเทคโนโลยีอย่างแท้จริงหรือจริงๆ แล้ว เทคโนโลยีเป็นนายเรา คงไม่มีใครปฏิเสธว่าในกระบวนการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา หรือแม้แต่นอกห้องเรียนในชีวิตประจำวัน คำถามและความสงสัยของเรา ถูกขจัดปัดเป่าด้วยกูเกิล แทบไม่ต้องคิด ไม่ต้องค้นคว้าให้เสียเวลาเหมือนแต่ก่อน

ด้วยเหตุดังนั้นอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้คนสมัยใหม่ตั้งคำถามกับตัวเอง และเรื่องราวรอบตัว หรือสังคมน้อยลง สมองทำงานน้อยลง คิดน้อยลงเพราะกูเกิล (Google) ทำงานแทน คำถามที่ดี ที่สร้างสรรค์ หรือคำถามที่ชวนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็น้อยลง เพราะคำตอบที่ดี ย่อมมาจากคำถามที่ดี ฉะนั้นในแง่นี้คำถามจึงอาจสำคัญกว่าคำตอบ

เมื่อไม่นานมานี้ นิตยสารไทม์ (Time) ได้เสนอข่าวชื่อ เดอะ มี มี มี เจเนอเรชั่น (The Me Me Me Generation) ซึ่งกล่าวถึงคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันว่าเป็นพวกมิลเลนเนียลส์ (Millennials) หรือกลุ่มคนที่มีอาการ “หลงตัวเอง” สูงมาก เขาบอกว่าพวกเราเป็นพวกที่หมกมุ่นในกิจกรรมที่ตนเองทำอยู่และชอบเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา พวกเราให้คุณค่าเพื่อนฝูงด้วยกันมากไปกว่าพ่อแม่ และชอบเล่นเฟสบุ๊ก หรือไลน์ อย่างต่อเนื่อง ชอบถ่ายรูปตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือกินอะไร ถ่ายภาพเสร็จก็นำรูปภาพลงอินสตาแกรมอย่างรวดเร็ว และก็รอดูว่า จะมีใครกดไลค์ (like) รูปภาพของตัวเองมากเท่าใร

หรือพวกเราเป็นกลายเป็นคนยุคเจเนอเรชั่น มี (Generation Me) ที่หลงตัวเองที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติไปแล้ว เป็นกลุ่มคนที่มองตัวเองสำคัญที่สุด และเห็นว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง ตามที่ไทม์อ้างข้อมูลของ เดอะ เนชั่นแนล อินสติติวส์ ออฟ เฮลท์ (The National Institutes of Health)

คำถามสำคัญคือ เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ทำให้พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนไปอย่างสร้างสรรค์เพียงใด มนุษย์เราได้เป็นนายเทคโนโลยีอย่างแท้จริง หรือจริงๆ แล้ว เทคโนโลยีเป็นนายเรา

สิ่งนี้คือการตั้งคำถาม และคำตอบคือความหมายของชีวิต หากเราไม่มีคำถามต่อเรื่องใดๆ เลย ชีวิตเราก็เลื่อนลอยไร้ค่า แต่เมื่อเรามีคำถามต่อชีวิต ต่อการใช้ชีวิต ต่ออะไรก็ตาม มันทำให้เราดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา และหากเรามีคำตอบแก่มัน มันทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย และเราจะอยู่อย่างมีความหมาย เมื่อเรามีคำตอบให้ชีวิต

โลกซึ่งเป็นกลไกทุนนิยมทุกวันนี้ ล้วนทำให้เราเป็นปัจเจกมากขึ้นสร้างสายสัมพันธ์ที่โดดเดี่ยวมากขึ้น จากสังคมชุมชน มาสู่สังคมปัจเจกที่เล็กลงและไม่มีเยื่อใยต่อกัน ซึ่งนั่นขัดกับลักษณะของสัตว์สังคมกับมนุษย์มาก เราจึงหาสิ่งทดแทนจากความแปลกแยกนั้น โดยการตั้งกลุ่มซุ้มมาตุภูมิ ตั้งชมรมคนรักชอบแนวเดียวกัน สมาคมคนบ้านเดียวกัน หรืออุดมการณ์เหมือนกันต่างๆ นานา ก็ล้วนเพื่อทดแทนสายสัมพันธ์ที่โดดเดี่ยวในโลกทุนนิยมนั้น ที่มหาวิทยาลัยและการศึกษาในระบบหยิบยื่นให้ ที่กลไกตลาดและโรงงานหยิบยื่นให้ ฯลฯ

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นักศึกษาและเยาวชนคนหนุ่มสาว มีบทบาทอย่างสำคัญในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยและการพัฒนาสังคม เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้างขวาง เพราะการเมืองเป็นตัวกำหนดระบบเศรษฐกิจเพื่อให้มีความเป็นธรรม และวิถีจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเหล่านั้นเป็นตัวกำหนดสังคมและวัฒนธรรมต่อมา แม้ในวันนี้อาจดูเหมือนว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งเติบโตมาอย่างยาวนาน ได้กลับเป็นตัวกำหนดการเมืองไปแทบทั้งหมดแล้ว จนดูเหมือนว่า ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดการเมืองที่แท้จริง เพราะพวกเขาอยู่เบื้องหลังนักการเมือง

การลุกขึ้นต่อสู้อำนาจเผด็จการของนักเรียนนักศึกษามีมาอย่างต่อเนื่อง แม้ภาวะที่ความสนใจการเมืองน้อยในยุคสายลม-แสงแดด ที่เกิดบทกวีของอาจารย์วิทยากร เชียงกูล ที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อการศึกษากับสังคมว่า “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย แต่สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”..

ภายหลังจากนั้นมา ได้เกิดขบวนการเรียนรู้สังคมขนานใหญ่ จนเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติของคนหนุ่มสาวครั้งใหญ่ของโลก ในเหตุการณ์ปฏิวัติประชาชนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่ทำให้ทั่วโลกตกตะลึงและยกย่องบทบาทของคนหนุ่มสาวในเมืองไทย ที่สนใจปัญหาบ้านเมืองและลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคม แต่ดูเหมือนสังคมการเมืองไทยก็ยังดูไร้ระเบียบ วุ่นวาย โกลาหล มีความขัดแย้งแตกแยกและสลับซับซ้อนมากขึ้น

แน่นอนวันนี้สังคมไทยมีความขัดแย้งกันมากขึ้น ทั้งทางการเมืองและปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งได้มีคำตอบว่า ที่ผ่านมาเราต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยทางการเมือง แต่โครงสร้างทางเศรษฐกิจยังถูกทุนผูกขาดครอบงำอยู่ ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำอันดับหนึ่งในเอเชีย ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หรือสังคมไทยไม่เคยเรียนรู้บทเรียนในประวัติศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัจจุบันและสร้างอนาคตที่ดีร่วมกันของสังคมไทยเรามีรัฐเพื่อจัดวางการอยู่ร่วมกันของสังคมที่เป็นธรรมจริงหรือ หรือแท้จริงแล้วมีคนไม่มากนักผูกขาดการเมืองไทยและชักใยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่

การชุลมุนวุ่นวายทางการเมืองที่ต่อความยาว สาวความยืดมาจนถึงทุกวันนี้ และอาจเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มประชาชนต่างๆ ออกมาแสดงออกทางการเมืองมากขึ้นๆ รวมถึงนักเรียน นิสิต นักศึกษาและเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่

จึงเป็นโจทย์ของสังคมไทยของเยาวชนคนหนุ่มสาวและนิสิต นักศึกษาในวันนี้ว่า จะตีความปัญหาและความขัดแย้งทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างไร และจะเดินเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือไม่ท่ามกลางความขัดแย้งแบบขั้วข้าง ที่มีมิติความซับซ้อนซ่อนอยู่ในหลักการและเหตุผล แต่ไม่น่าจะเกินเลยภูมิปัญญาของคนรุ่นใหม่สมัยนี้ ที่เสพข้อมูลข่าวสารและเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนรุ่นก่อนๆซึ่งได้สร้างประวัติศาสตร์มากมายขึ้นในโลกอันกว้างใหญ่นี้ อันเป็นคุณูปการต่อสังคมอย่างกว้างขวาง

ชีวิตของพวกเขาล้วนถูกจารึกเกียรติประวัติและคุณค่า ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวทั้งสิ้น อาจเป็นเพราะวัยหนุ่มสาว วัยนักศึกษา คือวัยที่บริสุทธิ์และจริงใจที่สุด เพราะปราศจากผลประโยชน์ทางการเมืองโดยตรง และความเป็น “ปัญญาชน” ที่แท้จริงเหล่านั้นคือ การลุกขึ้นมาใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาการเมืองและสังคมร่วมกันโดยไม่เดินหนีหน้าอย่างเห็นแก่ตัว

ขอต้อนรับนักศึกษาทุกคนมาร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่น่าอยู่ สังคมที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสังคมที่ที่ดีกว่าต่อไปครับ…