ดร. สมิทธ์ ตุงคะสมิต อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า

เมื่อหลายปีก่อนตอนไปนำเสนองานวิจัย ผมเคยถูกตั้งคำถามโดยศาสตราจารย์ผู้มีชื่อเสียงทางเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาท่านหนึ่งว่า “คุณเชื่อจริงๆ หรือว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้?” ท่านยักคิ้วหลิ่วตาทำนองเย้ยหยัน ว่าแล้วท่านก็ฟันธงเลย โดยไม่ปล่อยให้ผมได้ตอบคำถามว่า “ทุกๆ อย่างที่มนุษย์ทำ ไม่ว่าเรื่องธุรกิจ สังคม หรือการเมือง ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดในกรอบของตัวเองเท่านั้น”

คำพูดของศาสตราจารย์ท่านนั้นยังคงก้องอยู่ในความคิดของผมจนบัดนี้ แน่นอนว่า ภารกิจหลักของการพัฒนาคือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม แต่หากผลของการพัฒนา ซึ่งอาจริเริ่มจากนักการเมืองหรือนักธุรกิจนั้น เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยตรง เช่น การทำธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยใช้แสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนพื้นที่ห่างไกลในชนบท ก็น่าจะนับรวมเป็นหนึ่งใน “นวัตกรรมสังคม” ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เมื่อนึกถึงบริบทของสังคมวัตถุนิยมที่ต้องการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อัตราการเจริญเติบโต (Growth rate) จึงเป็นเรื่องที่นักการเมืองและนักธุรกิจให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุดยั้งวิธีคิดที่อิงอัตราการเจริญเติบโตเป็นสรณะลงได้ นอกเสียจากว่าปัจจัยของการเจริญเติบโตจะขาดแคลนหรือหมดไปเอง อันหมายถึงการที่ทรัพยากรธรรมชาติแร่ธาตุ และพลังงานที่เป็นปัจจัยหลักในการผลิตและบริการเริ่มหายากขึ้นและมีราคาแพง

ในโลกยุควัตถุนิยม นอกเหนือจากสินค้าและบริการที่มีความหลากหลายและมีคุณภาพสูงขึ้นแล้ว ผลพลอยได้ในทางลบอันเกิดจากการผลิตและการบริโภค ซึ่งอิงอัตราการเจริญเติบโตในปัจจุบัน ก็ได้ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมที่ซับซ้อนและรุนแรงขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพของโลกและสังคมของมนุษย์อย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน เช่น สภาวะโลกร้อน ภูมิอากาศแปรปรวน ความแห้งแล้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากขึ้น ช่องว่างระหว่างรายได้ความรุนแรงทางสังคม ความแออัด และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องโยงใยกันอย่างซับซ้อนจนยากที่จะทำนายและวินิจฉัย

ในมุมมองของผม ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเพียง “อาการ” อันเป็นผลจากวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของความพยายาม ที่จะคงตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้นั่นเอง ซึ่งหากจะต้องก้าวเดินกันบนโลกใบนี้ต่อไป จำเป็นที่จะต้องหยุดทบทวนเพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้สังเกต “บทเรียนจากธรรมชาติ” ซึ่งสอนเราว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาในธรรมชาติล้วนแต่มีประโยชน์ (Intrinsic value) ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กล่าวคือธรรมชาติเป็นห่วงโซ่อันยิ่งใหญ่ ที่ไม่เคยมีส่วนเกินหรือ “Waste” หลงเหลือให้เป็นภาระ และก็ไม่มีความขาดแคลนอย่างแร้นแค้น หากเรายึดหลักความพอดีในการขับเคลื่อนสังคม

นักการเมืองและนักธุรกิจจำเป็นจะต้องเข้าใจความละเอียดอ่อนของโยงใยอันสลับซับซ้อนในธรรมชาติ ซึ่งพัฒนาการมาเป็นเวลายาวนานกว่าเมื่อเทียบเคียงกับช่วงเวลาของพัฒนาการทางการผลิตและการบริโภคของสังคมมนุษย์ อุปมาเหมือนระยะเวลาเพียงชั่วเสี้ยววินาทีในหนึ่งวันที่มี 24 ชั่วโมง กล่าวคือ เรายังคงเข้าใจธรรมชาติน้อยมาก องค์ความรู้เพื่อที่จะก้าวต่อไปไม่เพียงแต่เป็นไปเพื่อการ “เติบโต” อย่างไม่สิ้นสุดเท่านั้น หากแต่ต้องเป็นองค์ความรู้ที่เอื้ออำนวยต่อสภาวะ “สมดุล” ในเงื่อนไขที่ธรรมชาติมอบให้อีกด้วย

ผมได้คำตอบเบื้องต้นว่า กิจกรรมหรือกิจการเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ที่สามารถทำกำไรเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืนอาจเรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมสังคม” ได้อย่างเต็มรูปแบบ และจะค่อยๆ จืดจางลงตามความสอดคล้องกับธรรมชาติ ที่ถูกลดทอนลงในทุกๆ ขั้นตอนของกิจกรรม หรืออีกนัยหนึ่ง กิจกรรมหรือโครงการภาครัฐและเอกชน ที่ก่อมลภาวะและสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ถึงแม้จะได้กำไรและปันกำไรนั้นไปบริจาคช่วยเหลือคนยากจน ย่อมไม่อาจเรียกว่าเป็น “นวัตกรรมสังคม” ได้ ซึ่งในแง่นี้อาจต้องมีการทบทวนกระแสความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ หรือ ซีเอสอาร์ (Corporate social responsibility : CSR) ที่มาแรงในปัจจุบันกันใหม่ว่า เรื่องใดจริงเรื่องใดเป็นเพียงภาพลวงตา

ฟริตจอฟ คาปร้า (Fritjof Capra) ศาสตราจารย์และนักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เบิร์กเลย์ ผู้มีชื่อเสียงจากการเชื่อมโยงทฤษฎีด้านฟิสิกส์กับปรากฏการณ์ทางสังคม โดยสะท้อนจากหนังสือและบทความวิชาการ ที่มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศรวมทั้งภาษาไทยมากมาย กล่าวถึงบริบทของ “นวัตกรรมสังคม” ไว้ในหนังสือ The Hidden Connection หรือชื่อฉบับภาษาไทยว่า “โยงใยที่ซ่อนเร้น” ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“…เมื่อเรามองดูโลกรอบๆ ตัว เราพบว่า เราไม่ได้ถูกโยนเข้ามาในความไร้ระเบียบอย่างสะเปะสะปะ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบอันยิ่งใหญ่ เป็นเพลงซิมโฟนีของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ทุกๆโมเลกุลของร่างกายเรา ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตและจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอื่นๆ ในอนาคตต่อไป ในแง่นี้ร่างกายของเราจะไม่ตาย แต่จะมีชีวิตต่อไป ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งนี้เพราะว่าชีวิตจะดำรงอยู่ต่อไป…เราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เราอยู่กับจักรวาลเช่นเดียวกับอยู่บ้าน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งนี้ทำให้ชีวิตของเรามีความหมายอันลึกซึ้ง…”

ที่จริง มุมมองของคาปร้าเป็นการจุดประกายความคิดที่ว่า ทุกๆสิ่งในระบบธรรมชาติล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ สังคม หรือการเมือง นอกจากนี้ การกระทำใดๆ ก็ตามของมนุษย์ ย่อมส่งผลย้อนกลับมาสู่มนุษย์เองอีกด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบของธรรมชาติได้สร้าง “กลไกการหมุนเวียนของสสารและพลังงาน” ที่สมบูรณ์แบบไว้เรียบร้อยแล้ว หากแต่เรายังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอที่จะทำความเข้าใจ กับโยงใยที่ซ่อนเร้นในธรรมชาตินี้ได้ เราจึงเอาเสียงส่วนใหญ่เข้ามาตัดสินใจและเรียกมันว่า “ประชาธิปไตย” เพื่อใช้ขับเคลื่อนสังคมตามความอยากได้ใคร่ดีของเราจะเห็นได้ว่ามนุษย์เรามักมองทุกๆ อย่างรอบตัวเราแบบแยกส่วน เช่น ระบอบการปกครองของเรา เมืองของเรา ธุรกิจของเรา เป็นต้น โดยไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนระหว่างระบบต่างๆ ถึงแม้จะให้ความสนใจบ้าง เราก็จะมองเพียงสิ่งที่ชั่ง ตวง วัด และจับต้องได้ เรามักละเลยตัวแปรใดๆ ก็ตามที่สลับซับซ้อนเกินไป และตีกรอบความคิดในวงจำกัด เป็นต้นว่า หากเราได้รับมอบหมายให้ควบคุมโครงการก่อสร้าง เรามักจะลงมือทำตามแบบที่มีผู้ออกแบบไว้ให้แล้ว ซึ่งหลายครั้งเราพบว่าสิ่งที่ปรากฏในแบบกับความเป็นจริงนั้นขัดแย้งกัน แน่นอน นั่นเป็นผลจากการที่ผู้ออกแบบสร้างสมมุติฐานขึ้นมาเพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโครงการสร้างเสร็จ เรามักจะพบว่าสิ่งก่อสร้างที่เราสร้างขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนกว่าตามมา เช่น สร้างอุโมงค์แก้ปัญหาจราจรที่สี่แยกหนึ่ง กลับทำให้การจราจรอีกแยกหนึ่งติดมากขึ้น หรืออาจกระทบต่อคนเดินเท้าที่จะข้ามถนนมากขึ้นกว่าเดิม

สรุปง่ายๆ ว่า “นวัตกรรมสังคม” นั้นต้องเริ่มจากการย้ายมุมมองจาก “องค์ประกอบ” ไปสู่ “องค์รวม”

เป็นที่ทราบกันดีว่าองค์รวมเป็นมากกว่าผลรวมขององค์ประกอบของมัน (The whole is more than the sum of its components) และสิ่งที่มากกว่านั้นก็คือ “สัมพันธภาพ” ซึ่งชั่งตวงวัดไม่ได้ แต่เขียนเป็นแผนผัง (Mapping) ได้ แต่ก็ยากที่จะทำความเข้าใจเนื่องด้วยเป็นการวิเคราะห์ในเชิงคุณภาพ อย่างไรก็ตาม เวลานี้งานวิจัยทั่วโลกระบุให้คำว่า “การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ” เป็นศัพท์เทคนิคแล้ว ดังนั้น ในเบื้องต้น “ผู้นำ” จะต้องเข้าใจบทบาทของธุรกิจ สังคม และการเมือง ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และสามารถขยายกรอบจากปริมาณสู่คุณภาพได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ เรื่องของ “นวัตกรรมสังคม” จึงให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อ คุณค่า (Value) และคุณภาพ (Quality) ของสังคมโดยรวมเป็นพิเศษ

แน่นอนว่า “นวัตกรรมสังคม” เป็นเรื่องใหม่และค่อนข้างจะเป็นนามธรรม ดังนั้น เราคงต้องยึดถือความสอดคล้องต่อธรรมชาติของกระบวนการทางธุรกิจ สังคมและการเมือง ที่เราสร้างขึ้นหรือกำหนดขึ้นเป็นเกณฑ์พื้นฐาน และนี่คือความท้าทายของวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม

ผมขอต้อนรับผู้มาใหม่สู่หนทางแห่งความเป็น “นวัตกรสังคม” ซึ่งจะเป็นผู้ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ และของสังคมโลกในอนาคตด้วยความภาคภูมิใจครับ!