การหารือยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

การหารือยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

21231

ข่าวคราวการเดินทางของท่านนายกรัฐมนตรี ที่เดิน ทางไปประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ล้วนเป็นข่าวดีหลายมิติ ที่เป็นผลบวกต่อประเทศไทยในภาพกว้าง ประเมินอย่างผิวเผิน หลายภาพของการปรากฏตัวในหลายสถานะ  หลายวาระของการประชุมพบปะกับชุมชนนานาชาติ ภาพสถานะอันแท้จริงชัดเจนของประเทศไทย โดดเด่นเป็นที่เข้าใจ เป็นที่ยอมรับดีมากทีเดียว

คนในประเทศไทย ดูจะมองการเดินทางของนายกฯ ไปปฏิบัติภารกิจของประเทศในองค์การโลกเช่นสหประชาชาติ สังเกตกันให้ดี ดูจะมีข้อกังวลกันอยู่บ้างกับข่าวที่จะมีคนไทยบางคนที่จะไปชุมนุมประท้วง ประจาน ประณาม ตัวท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยปัจจุบัน  เราคงประเมินได้ถึงความล้มเหลวดังกล่าว เมื่อปรากฏว่ามีคนไทยในสหรัฐดีกว่า มากกว่าคนกลุ่มดังกล่าว ที่ไปประชุมให้กำลังใจ และสนับสนุนผู้นำของประเทศไทย

นั่นเป็นภาพที่งดงามกว่าภาพกเฬวราก ขลาดเขลาของคนบางกลุ่ม ต่อการเดินทางของผู้นำไทย เชิดชูศักดิ์ศรี เกียรติยศประเทศไทย ต่อชุมชนโลกคราวนี้ คำสัมภาษณ์ของคนไทยที่ร่วมขบวนสนับสนุน บอกความแตกต่างของเหตุผลต่อภาพลักษณ์ที่เขามองผู้นำไทย  คือการสนับสนุนคนที่ซื่อสัตย์ รักชาติแผ่นดิน ไม่โกงคอร์รัปชัน มันบ่งชี้อยู่แก่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินขบวนต่อต้านคัดค้าน คัดค้านเพื่อสนับสนุนคนขี้โกง ใช่หรือไม่เล่า

ผมเฝ้าจับตาดูว่าจะมีปฏิกิริยาอะไรในทางที่เป็นลบต่อประเทศ จากการแสดงของฝ่ายตะวันตกโดยเฉพาะก็คือสหรัฐ อเมริกานั่นเอง ว่าจะมีถ้อยแถลงใดระคายเคืองใจกันอีก เช่นดังที่สหรัฐและลิ่วล้อพากันก่นประณามประเทศไทย หลายครั้งในช่วงของการเข้ามาของ คสช. แน่ละเพียงการไอ-จามของสหรัฐ เราก็อึดอัดแล้ว แต่โดยทั่วไปโดยภาพรวมของการเดินทางมาถึงที่สหรัฐอเมริกาเอง  สหรัฐประพฤติตัวกับมิตรประเทศอย่างไทยดีมาก อย่างน้อยก็ดีกว่าทูตสหรัฐสตรีที่ประจำประเทศไทยคนก่อน

ภาพของการชุมนุมของคนไทยสองกลุ่มคราวนี้ มีส่วนช่วยอธิบายสถานการณ์อันจำเป็นของประเทศไทยต่อการพยายามขจัดคนและพวกที่โกงชาติโกงแผ่นดิน  คนที่ทำให้ประชาธิปไตยเสียหาย เปิดตาสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นของฝ่ายสหรัฐอยู่บ้าง และเราน่าจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐต่อประเทศไทยดีขึ้น และตระหนักซึ้งถึงความเป็นมิตรภาพเก่าแก่ 182 ปีระหว่างสองเรา

 

ท่าทีที่ปรับเปลี่ยนดีขึ้น เห็นได้จากข่าวของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่แถลงว่า “ฝ่ายสหรัฐยืนยันว่าจะยังคงความร่วมมือกับไทย จัดการฝึก “คอบร้าโกลด์” ต่อไป และยังแถลงความพร้อมที่จะจัด การหารือเรื่องยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 5 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหลังจากว่างเว้นไปหลายปี”

มันก็คือการฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีแต่เดิม ที่ถูกฝ่ายสหรัฐอเมริกานั่นเอง ตีกระหน่ำซ้ำเติมจนช้ำชอก ในช่วงหลายปีมานี้ เหตุหนึ่งเกิดจากประพฤติปฏิบัติของทูตสตรีของสหรัฐ ที่ฝักใฝ่แทรกแซงกิจการทางการเมืองภายในของประเทศไทยนั่นเอง วงการทูตประจำประเทศไทยจะต้องจดจำพฤติกรรมของทูตสหรัฐเยี่ยงนี้ไว้ และจะต้องเป็นสิ่งที่เตือนต่อทูตสหรัฐคนใหม่ประจำประเทศไทย จะเก่งกาจสามารถแค่ไหน ก็อย่าได้ประพฤติปฏิบัติการใดๆ อย่างไร้ศักดิ์ศรีความเป็นทูตขึ้นมาอีก

เป็นการดีต่อการทบทวนยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยสหรัฐอเมริกา ที่ควรต้องตั้งอยู่บนฐานแห่งความเข้าใจในความมีศักดิ์ศรีเสมอกัน แม้เราจะยอมรับความเป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ควรจะปรับเปลี่ยนจากแบบ “เจ้านายกับลูกกะจ๊อก” ลดลงไปได้บ้างแล้ว แน่นอนในความสัมพันธ์ระหว่างกันนั้น มีเนื้อแท้ของความร่วมมือพึ่งพาระหว่างกัน แต่ไม่ใช่การครอบงำบงการพันธมิตรของสหรัฐอยู่ร่ำไป ไม่มีใครอยากได้ชื่อว่า เป็นขี้ข้าใคร

182 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา  จะไม่เป็นไปอย่างราบรื่นยาวนานได้เลย หากแม้สหรัฐจะวางสถานะแห่งความสัมพันธ์กับประเทศไทยเพียง “เจ้านายกับลูกกะจ๊อก” เช่นที่เป็นมา นั่นมันเป็นจิตวิญญาณของลัทธิเจ้าอาณานิคม ซึ่งจะใช้ไม่ได้กับประเทศไทยซึ่งไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของใครมาก่อน ก็ชาติอาณานิคมเดิมนั่นไม่ใช่หรือ ที่ต้องใช้นโยบายต่างประเทศของตน ในทางซึ่งต้องลดความอัปยศอดสูของตน สหรัฐถูกเกลียดชังเพราะเหตุนี้ หากแต่หาได้รู้สำนึกตนไม่

สหรัฐจะต้องเข้าใจสิ่งซึ่งเป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้ถ่องแท้ชัดเจนยิ่งกว่านี้ ไม่ใช่แต่จะประกาศเป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์เอาเองของสหรัฐแต่ฝ่ายเดียว นั่นมีแต่ทำให้เกิดแต่การเผชิญหน้าท้าทาย นโยบายปักหมุดเอเชีย (Pivot Asia) นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความพยายามของการกลับเข้ามาแสดงอิทธิพลและอำนาจบาตรใหญ่ของสหรัฐมากกว่านั่นเอง

กับกรณีของประเทศไทย และกับการก้าวเข้าสู่บูรณาการ ของการเป็นประชาคมอาเซียนหนึ่งเดียว โดยสภาพทางภูมิรัฐ ศาสตร์ ที่ประเทศไทยเป็นดังหนึ่งศูนย์กลางของอาเซียน เราน่าจะตระหนักรู้ว่าการปักหมุดเอเชียของสหรัฐ จะมีหมุดหลักสำคัญอยู่ที่ประเทศไทยนี่เองหมุดหนึ่ง การขับเคลื่อนความเป็นประชาคมอาเซียน จะมีพลวัตหนึ่งไปจากจุดหมุดหนึ่งของประเทศไทยอย่างสำคัญ เราต้อนรับการกลับมาของสหรัฐ แต่เราจะต้องก้าวไปด้วยกันไม่ใช่เอาแต่ก่นประณามกัน สหรัฐได้อะไรบ้างเล่า

แน่นอนที่ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ จะเป็นสิ่งซึ่งไม่ควรจะขาดหายไป เราจึงควรคาดหวังได้ว่า การจัดการหารือ เรื่องยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกาที่จะมีขึ้น จะเป็นการทบทวนความขรุขระขลุกขลักความสัมพันธ์อันดีที่มีขึ้น ทั้งประเทศไทยจะต้องแสดงตัวแสดงสถานะที่แท้จริงของตนให้สหรัฐทราบโดยชัดเจน โดยเฉพาะกับทัศนคติและความรู้สึกต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐ ซึ่งไม่ได้อินังขังขอบอะไรนักหนาแล้ว กับประพฤติปฏิบัติทางการทูตของสหรัฐ

สิ่งนี้เริ่มเพาะเชื้อขยายตัวกว้างขวางขึ้นกับคนไทย ดูจะเริ่มไม่ต่างไปกับความรู้สึกของกลุ่มคนไม่น้อย ทั้งในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กับอีกบางประเทศของโลกทางแถบนี้ การเดินขบวนขับไล่กองกำลังของสหรัฐ ให้ถอนออกไปจากประเทศเหล่านี้ หลายครั้งหลายหนที่เกิดขึ้น มองเห็นได้ถึงทัศนคติอันเป็นปฏิปักษ์ (Hostile attitude) ที่เกิดขึ้นในสังคมเหล่านั้น แม้ทั้งที่ล้วนเป็นพันธมิตรเก่าแก่กับสหรัฐมายาวนาน

เพียงภายหลังปี 1992 อิทธิพลอันถดถอยของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็หดหายไปนาน หลังจากที่ต้องถอนกองกำลังออกไปจากอ่าวซูบิกและสนามบินคลาร์กในฟิลิปปินส์ กับการต้องถอนกองกำลังออกจากฐานทัพที่อุดรฯ นครสวรรค์ อู่ตะเภา จากการพ่ายแพ้สงครามอินโดจีนครั้งที่สอง เมื่อปี ค.ศ.1975 จากเวียดนาม นโยบายปักหมุดเอเชียจึงน่าติดตามยุทธศาสตร์นี้ กับการที่จะมาปักหมุดที่ประเทศไทยอีก

หากยังแสดงท่าทีสนับสนุน กลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่าโกง กินคอร์รัปชัน และมุ่งร้ายหมายทำลายสถาบันที่คนไทยเทิดทูน เสียเวลาเปล่ากับการหารือความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกา.

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — พฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558