เรื่องน่าจับตาเฝ้ามอง โดย อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

เรื่องน่าจับตาเฝ้ามอง โดย อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต
อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

21231

ผมเชื่อว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่คอยติด ตามเฝ้าดูการเดินทางของท่านนายกรัฐมนตรีประ ยุทธ์ จันทร์โอชา ไปประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งในการประชุมระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 ที่น่าสนใจมากกว่านี้ น่าจะเป็นคำกล่าวแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ซึ่งประเทศไทยจะเป็นจุดสนใจเด่นประเทศหนึ่งในการประชุมของสหประชาชาติคราวนี้

จุดอันน่าสนใจนั้น มีมาแต่เดือนพฤษภาคม ที่ คสช. ก้าวเข้ามาแทนที่บริหารประเทศแทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั่นเอง เพราะเพียงจุดเริ่มต้นนี้ เสียงก่นประณามรูปแบบการเมือง การปกครองใหม่ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ก็กู่ก้องมาจากชาติมหาอำนาจตะวันตกแล้ว โดยเฉพาะก็คือพันธมิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป

มีเสียงในลักษณะกดดัน กล่าวหาตามมาไม่ได้หยุด แม้ขนาดเอกอัครราชทูตคนใหม่ของอังกฤษประจำประเทศไทย ก็หยาบคายล่วงหน้าด่าประณามประจานประเทศไทย ก่อนเดินทางมารับตำแหน่งประจำในประเทศไทยด้วยซ้ำไป

ตรงนี้น่าสนใจนะครับ กับตัวตนของทูตอังกฤษคนใหม่ ว่าเขาจะทำงานทูตได้อย่างราบรื่นในฐานะตัวแทนของอังกฤษแค่ไหน และเขาจะต้องเจอกับทัศนคติปฏิปักษ์ของคนไทยยังไง เริ่มตั้งแต่ความเป็นชายรักชายของเขาในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทั่วไปนั่นเชียว

เราได้เห็นและมีประสบการณ์กับประพฤติปฏิบัติอันน่ารังเกียจและขาดคุณลักษณะของความเป็นทูต ของทูตคนที่แล้วของสหรัฐประจำประเทศไทย กับการเย้วๆ ร่วมกิจกรรมฝักใฝ่อยู่กับพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งนำมาต่อปัญหาต้นเหตุของสถานการณ์ อันเป็นที่มาของ คสช. ปัจจุบัน สิ่งชี้แสดงล่วงหน้ามาก่อนของทูตอังกฤษคนใหม่ จะต้องเป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องจับจ้องมองดู หรือถึงกับไล่แห่กันต่อไป

ในขณะที่ประเทศเหล่านี้ กล้าที่จะด่าประณามเรา  ซึ่งแม้จะเป็นที่เข้าใจได้ต่อลัทธิอุดมการณ์ทางการเมือง การปกครองของเขา โดยที่จะเข้าใจหรือจะแกล้งไม่เข้าใจสถานการณ์ของไทยอย่างไรก็ตาม คนไทยจะต้องกล้าที่จะกล่าวประณามหยามเหยียดประพฤติปฏิบัติของผู้เป็นทูตชาติใดๆ ด้วย ต่อประพฤติปฏิบัติต่ำค่า ต่ำกว่าศักดิ์ศรีความเป็นทูต ท่านเป็นทูต ไม่ใช่เจ้านายที่จะมาครอบงำบงการสั่งการกับเรา

ความเกี่ยวพันกับการเดินทางไปปรากฏตัวของผู้นำไทย ในองค์การสหประชาชาติอยู่ตรงนี้ มันเริ่มมาแต่การก่นประณามของชาติมหาอำนาจกับลิ่วล้อของพวกเขา ไม่ว่าสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สหภาพยุโรป หรือประเทศที่คบกับสหรัฐอย่างออสเตรเลีย ถ้อยคำประณามหยามเหยียดประเทศไทยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บอกอะไรไม่ได้มากกว่าสถานทูตของประเทศเหล่านี้ในไทย ไม่ได้เข้า ใจสถานการณ์ที่แท้จริงเลยหรือ และจะยังตะแบงตะบันให้ประชาธิป ไตยอย่างของเขาสร้างหายนะให้กับไทยอีกต่อไปหรือ

นั่นคือแนวทางซึ่งมุ่งหมายผลักดันให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะยากลำบากกับการอธิบายสถานะอันแท้จริงต่อสายตาของชุมชนนานา ชาติในการประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติปีนี้ ทัศนคติอันเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทยจากประเทศ เช่น สหรัฐ อังกฤษ และ ลิ่วล้อของพวกเขา จะต้องดูจากปฏิกิริยาที่แสดงออกของชุมชนนานา ชาติในที่ประชุม และมันจะเป็นสิ่งบอกให้พันธมิตรเก่าแก่ของไทย เช่น สหรัฐ อังกฤษ รู้ตระหนักถึงกะลาหัวเสียบ้างว่า ได้ทำกับประเทศไทยอย่างไร

ข่าวที่มีออกมาล่วงหน้าการเดินทางของท่านนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปประชุมสหประชาชาติ เรื่องที่จะมีกลุ่มคนไทยที่เป็นปฏิปักษ์กับสภาพปัจจุบันของประเทศไทย จะพากันไปชุมนุมประท้วงที่หน้าตึกที่ทำการของสหประชาชาติ ถ้าข่าวเป็นความจริงที่ว่า กลุ่มผู้จะมาประท้วงกลุ่มนี้ เป็นบุคคลไทยที่หนีออกจากประเทศไทย ด้วยข้อหาหลายข้อหา และปรากฏชัดว่าเป็นกลุ่มคนของพรรคการเมืองหนึ่งในประเทศไทย จุดนี้จะน่าสนใจพิเคราะห์กันให้ดี

เราน่าจะรู้จักตัวตนของคนที่จะมาประท้วงคราวนี้กันอยู่บ้าง กับสังกัดพรรคการเมืองของคนเหล่านี้ ก็คือพรรคการเมืองที่ทูตสหรัฐคนก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ ที่กระดี๊กระด๊าเข้าร่วมกิจกรรมสนับ สนุนทางการเมืองอย่างออกหน้าออกตา ถึงขั้นเปิดป้าย เปิดงาน เปิดกิจกรรมอย่างโอ่อ่าโอ้อวด ก็ถ้าอย่างนั้นจะสันนิษฐานได้ไหมว่า การเดินกลุ่มมาประท้วงรัฐบาลไทยและนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา คราวนี้อาจอยู่ภายใต้การยุยงก่อการและการสนับสนุนอย่างลับๆ ของสหรัฐนั่นเอง

ผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ในสถานะอันยากลำบากมากพอควรทีเดียวกับการอธิบายสภาพสถานะที่แท้จริงของประเทศไทย แม้จะได้มีการเตรียมตัวในการไปกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติคราวนี้ การไปกล่าวชื่นชมและชี้ชวนให้เห็นความดีงามในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เหมาะสมสวยงามดีกับการประชุมเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลัง ค.ศ. 2015

แต่การอธิบายสถานะของรัฐบาลและสภาพสถานะของประเทศต่อที่ประชุมนานาชาตินั้น ในสภาพปัจจุบัน น่าเป็นเรื่องน่าอึดอัดมากกว่า ตัวอย่างของพม่าในช่วงที่อยู่ใต้ระบอบเผด็จการทหาร และถูกสหรัฐกับตะวันตกกดดันเช่นเดียวกับที่ทำกับไทยขณะนี้ พม่าในที่ประชุมสหประชาชาติช่วงนั้น ไม่ได้ถูกมองอย่างมีศักดิ์ศรีเสมอกันเลย

การกอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศ คงไม่ใช่เรื่องของท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียว หรือของ คสช. กับการสร้างตัวตนที่แท้จริงของประเทศไทยขณะนี้  หากแต่เป็นเรื่องเป็นเวลาที่คนไทยทั้งมวล ควรจะได้ตระหนักถึงภาระต่อประเทศชาติและประชาชน และนี่คือสิ่งหนึ่งที่ คสช. ดูเหมือนจะเรียกร้องตลอดมา คือ ความรัก ความสามัคคี และร่วมจิตร่วมใจสร้างชาติ ปฏิรูประเทศด้วยความปรองดองร่วมกัน แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และพัฒนาประเทศร่วมกัน

และนี่คือสิ่งหนึ่งอันเป็นที่คาดหวังของคนไทยไม่น้อย ในท่ามกลางความอับโชคจากการเกิดสถานการณ์เลวร้ายกับประเทศ จะโดยพรรคหรือคนของฝ่ายใดก็ตาม หายนะนั้นเกิดขึ้นกับประเทศแล้ว ซึ่งจะต้องเยียวยาแก้ไข ปรับปรุง และปฏิรูปกันใหม่ จุดสำคัญจุดนี้จึงอยู่ที่จิตวิญญาณความเป็นไทย ดังที่นายกฯ พร่ำร้องขอว่า หยุดทะเลาะกันเองเสียทีเถอะ

เราสะดุดเท้าตัวเองกับสถานการณ์เลวร้ายที่ผ่านมา และยังกำลังเผชิญกับสภาวะแวดล้อมนอกประเทศไทย ที่ทำให้สภาพเศรษฐกิจถดถอยอย่างน่าเป็นห่วง เราแทบก้าวตามไม่ทันกับพลวัตของโลกปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง การนิ่งอยู่กับที่วันนี้ คือความล้าหลังที่จะถูกปล่อยทิ้งไว้ ตามใครไม่ทัน

ทำไมนักการเมืองผู้ชั่วร้ายก่อเหตุหายนะแก่ประเทศ จึงไม่สงบปากสงบคำเสียบ้าง เมื่อก้าวลงจากเวทีแล้ว และก็รู้ว่านี่เป็นบทเล่นใหม่ที่ตัวเองจะต้องเป็นผู้ดูเสียบ้าง ไม่คิดหรือว่า คนไทยที่ไม่โง่เขลาจนเกินไปนัก เห็นอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว กับการเมืองสมัยใหม่จากนี้ คงจะมีข้อพิสูจน์บ้างหรอกว่า การเมืองในแบบในยุคขโมยประโยชน์ของประเทศจะไม่มีใครอยากเห็นท่านเข้ามาอีกแล้ว.

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — ศุกร์ที่ 25 กันยายน 2558