การเมืองเรื่อง “โรดแมป”

การเมืองเรื่อง “โรดแมป”

อ.สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

27

พลันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญและจบสถานะของแม่น้ำ 2 สาย คือ สปช.กับกรรมาธิการยกร่างฯ ไปด้วยนั้น ดูเหมือนกระบวนการปฏิรูปก็ต้องสะดุดตามไปชั่วขณะ อาการสะดุดยังมีทางแพร่งเข้ามาให้ต้องพิจารณากันอีกว่า จากนี้ไป คสช.และ/หรือผู้เป็นเจ้าภาพของการปฏิรูปจะกาง “โรดแมป (Road Map)” เดินต่อกันแบบไหนอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่การสรรหา 21 อรหันต์กรรมการยกร่างฯ (กรธ.) หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เท่านั้น หากแต่ยังมีประเด็นใหม่ ข้อห่วงใยและข้อกังวลไม่น้อยจากสังคมตามมามากมายว่า “วาระปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง” จะออกดอกออกผลเมื่อไหร่ คสช.แก้เกมด้วยการชิงประกาศโรดแมปใหม่ด้วยสูตร 6:4 และ 6:4 ทั้งช่วงเวลาการเขียนรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ การออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และการเตรียมการเลือกตั้ง ปักธงช่วงเวลาเลือกตั้งราวๆ กลางปี 2560 ดูเหมือนกรอบเวลาชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครรับประกันฟันธงว่าโรดแมปนี้เป็นโรดแมปสุดท้าย และจะไม่ทดเวลาต่อไปอีก ในขณะเดียวกัน สุ้มเสียงจากฟากฝ่ายนักการเมืองก็ไม่ค่อยจะพอใจนัก เพราะ คสช.เลื่อนเวลาเลือกตั้งออกไปอีก

หากสำรวจตรวจตราวิวาทะว่าด้วยโรดแมป ดูเหมือนหลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่กรอบเวลาว่าจะสั้นหรือยาวเท่าไร จะมีเลือกตั้งเมื่อไร เลือกตั้งจะกลับมาวุ่นวายอีกรอบหรือไม่ แต่ส่วนที่เป็นเนื้อหาของการปฏิรูปประเทศกลับเริ่มหดหายและอ่อนกำลังลง หลักไมล์ของวันเลือกตั้งถูกปักธงแทนที่หลักไมล์ของการปฏิรูปประเทศ

“ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงเห็นแต่กรอบเวลาทำคลอดหรือ  “โรดแมปของการเขียนรัฐธรรมนูญ” แต่ยังไม่เห็นกรอบเวลาหรือ “โรดแมปของการปฏิรูป” ใดๆ จาก คสช. หรือผู้ที่ถูกมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพในการปฏิรูป”

แน่นอน แม้จะยังมีเวลาอีกกว่า 2 ปีก่อนเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นหลักประกันใดๆ ว่าการปฏิรูปประเทศในเรื่องใหญ่ๆ ที่สังคมคาดหวังจะสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ ยกตัวอย่างเช่น การปฏิรูปตำรวจ ที่โพลสำนักใดต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปมากและเร่งด่วนที่สุด แต่ 1 ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นการริเริ่มใดๆ หรือแม้แต่ในเวที สปช. หรือในร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกคว่ำไปนั้น การปฏิรูปตำรวจก็เป็นการเมืองของฝ่ายต้านและฝ่ายสนับสนุนไปเสียจนขาดทิศทางที่ชัดเจน ยากจะคาดหวังได้ และก็คงอีกนั่นแหละ 2 ปีจากนี้ไป

กล่าวเฉพาะประเด็นปฏิรูปตำรวจก็ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย เป็นหมู่หรือจ่า ไม่นับรวมการปฏิรูปในเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ก็คงต้องใช้เวลาถกเถียงกันไม่รู้อีกนานเท่าใดถึงจะเริ่มลงมือได้อย่างจริงจัง

บางสกุลความคิดก็ขายตรรกะว่าการปฏิรูปทุกเรื่องทุกประเด็นต้องรอรัฐธรรมนูญเสร็จก่อนถึงจะเริ่มนับหนึ่งได้ คงลืมไปว่าการปฏิรูปไม่จำเป็นต้องรอรัฐธรรมนูญทุกเรื่องเสมอไป และบทเรียนที่ผ่านมาการปฏิรูปหลายเรื่องสำเร็จได้ทั้งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญทางจริยธรรมของผู้นำว่ากล้าใช้อำนาจตัดสินใจดำเนินการผ่าตัดปรับปรุงปฏิรูป หรือกำหนดนโยบายสาธารณะ วางยุทธศาสตร์ในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงหรือไม่

แม้แต่วาระปฏิรูปที่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็ยังเคยถูกผู้มีอำนาจเล่นแร่แปรธาตุตีความสารพัดเพื่อเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาแล้วก็มี ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ที่เข้าใจและยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กระบวนการออกแบบและเนื้อหาสมบูรณ์แบบกว่าทุกฉบับ แต่สุดท้ายก็พังครืนไม่ต่างจากเรือไททานิค เพราะไม่สามารถป้องกันกลุ่มธนกิจการเมืองที่ถืออำนาจขนาดใหญ่เข้ามาสัมปทานอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้งและครอบงำกลไกในรัฐธรรมนูญไว้เบ็ดเสร็จ จนคนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ยอมรับเองว่า “รัฐธรรมนูญ 40 ตายแล้ว” ตายก่อนจะถูกฉีกโดยคณะรัฐประหาร คมช.เสียอีก

มิพักต้องพูดถึงบรรดากฎหมายเก่าที่ภาครัฐราชการถืออยู่หลายร้อยฉบับ บางฉบับใช้มากว่า 100 ปี ไม่เคยถูกปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  ส่งผลให้บทบัญญัติที่ก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญหลายๆ  มาตราไม่มีผลในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุเพราะเจตนารมณ์เป็นคนละอย่างกับกฎหมายที่รัฐราชการถืออยู่ นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ยืนยันได้ว่า ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเราจะได้การปฏิรูปตามมาด้วย

อย่าลืมว่าช่วงวิกฤติความขัดแย้งในสังคมการเมืองกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ตรรกะแบบนักรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) ที่มองว่ารัฐธรรมนูญเป็นยาวิเศษหรือแก้วสารพัดนึก ได้เสื่อมมนต์ขลังไปไม่น้อย ปัญหาการเมืองไม่ได้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น นอกรัฐธรรมนูญก็มีปัญหาที่รัฐธรรมนูญเอื้อมไปจัดการไม่ได้ เช่น วัฒนธรรมการเมือง คุณธรรมผู้มีอำนาจ หรือแม้แต่ดุลอำนาจทางสังคมเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรอันสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปอย่างมีพลวัต กล่าวในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าการออกแบบรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวแปรชี้ขาดของการปฏิรูป หากแต่ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นถึงการปฏิรูปนั้นมีเครื่องมือหลายแบบไม่ใช่แค่ตัวกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญเท่านั้น

สนามการปฏิรูปจึงไม่ควรจำกัดวงไว้แค่ในรัฐธรรมนูญหรือตัวบทกฎหมายเท่านั้น หากแต่ต้องขยับจากอำนาจที่มีอยู่จริง โดยเริ่มจากการวางยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ จากนั้นก็ขยับไปตามขั้นตอน ซึ่งถ้า คสช.นับหนึ่งปฏิรูปในเรื่องเร่งด่วนได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะสามารถต่อยอดการปฏิรูปในระยะกลางและระยะยาวต่อไป ไม่เสียของ ไม่เสียเวลา ยิ่งผ่าตัดหรือปฏิรูปได้เร็วเท่าไร ยิ่งยับยั้งอาการป่วยของสังคมไทยได้มากขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างการริเริ่มที่ดีๆ ของ คสช. ที่สร้างยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” โดยใช้กลไกรัฐร่วมมือกับพลังภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศก้าวข้ามประชานิยมนั้น เป็นการริเริ่มที่มีนัยสำคัญ และอาจจะสามารถปรับดุลอำนาจทางสังคมได้ในระยะยาว ถ้าภาครัฐเข้าใจ เข้าถึง และมีความจริงใจ แต่ต้องไม่วางตำแหน่งประชาสังคมเป็นเพียงไม้ประดับหรือตัวประกอบ ปล่อยให้ภาครัฐเป็นพระเอกเหมือนที่ผ่านมา ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในนโยบายสำคัญๆ หรือโครงการขนาดใหญ่ของรัฐภายใต้กรอบคิด Win-Win

พันธสัญญาของการปฏิรูปไม่ใช่เกิดจากคำโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง แต่คือเจตจำนงร่วมของคนในสังคมว่าเราต้องอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและความเท่าเทียม การจัดการทรัพยากรในชาติต้องถัวเฉลี่ยให้ผู้คนอย่างเป็นธรรม ไม่มีใครได้ร้อยเสียร้อย ปฏิรูปประเทศจึงต้องไม่เป็นแค่วาทกรรมที่สวยหรู แต่คือทางออกที่เราต้องเดินร่วมกันอย่างจริงจัง

อย่าลืมเป็นอันขาด มวลมหาประชาชนจำนวนมหาศาลก้าวออกมาต่อสู้เรียกร้องท่ามกลางความเสี่ยงสารพัด ไม่ได้ถูกกระตุ้นจากอำนาจรัฐที่ฉ้อฉลเท่านั้น แต่พวกเขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศ เช่นนี้แล้วพวกเขาก็คงไม่อยากเห็นใครเอาการปฏิรูปมาเป็นเกมอำนาจหรือปล่อยให้เงียบหายไปแล้วกลับไปสู่การเมืองที่ล้มเหลวอีกครั้ง

ด้วยเหตุดังนั้น กว่า 2 ปีจากนี้ไปคงจะดีไม่น้อย และเป็นการประกันว่าจะไม่เสียของ ถ้า คสช.จะกางโรดแมปปฏิรูปในส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระหรือการปรับปรุงแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง วางหลักปักฐานการปฏิรูปในเรื่องใหญ่ๆ ตั้งแต่ตอนนี้ โดยอาจเลือกดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ เร่งด่วน เช่น การปฏิรูปตำรวจ มาตรการป้องกันปราบปรามการทุจริต การปฏิรูปพลังงานและการจัดการทรัพยากรที่เป็นธรรม ปฏิรูประบบภาษีการผูกขาดและลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ การศึกษา เป็นต้น

แน่นอนว่า การปฏิรูปทำทุกเรื่องให้เสร็จพร้อมกันไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้และความเข้าใจ แต่ถ้าดูประเด็นใหญ่ๆ 6 เรื่องที่ผู้เขียนเสนอข้างต้น แทบจะเรียกได้ว่าสังคมตกผลึกมานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเราขาดผู้นำที่กล้าหาญเท่านั้น แม้ต้นทุนผู้นำที่มาจากรัฐประหารจะต่ำกว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อจำกัดในการแสดงความกล้าหาญและตัดสินใจทำเรื่องใหญ่ๆ เพื่อประเทศชาติ

กล่าวเช่นนี้จึงเป็นนาทีทองของ คสช. “เสียของ” หรือ “ไม่เสียของ” เขาวัดกันตรงนี้ ไม่ได้วัดกันว่าใครอยู่ในอำนาจได้นานกว่าใคร หรือใครลงจากอำนาจได้สงบราบเรียบมากกว่ากัน

ฉะนั้น “โรดแมปใหม่” ที่จะก้าวข้ามความเป็นการเมือง ความได้เปรียบเสียเปรียบของกลุ่มอำนาจ กลุ่มผลประโยชน์ และเพื่อกระชับทิศทาง ความเห็น ความหวังของผู้คนที่เริ่มกระจัดกระจาย ปลายแผ่ว ไร้เสาหลักในระยะยาวคือ การจัดทำ “โรดแมปปฏิรูป” ในช่วงเวลากว่า 2 ปี ให้เป็นรูปธรรมก่อนเลือกตั้ง…

หมายเหตุ * สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) มหาวิทยาลัยรังสิต กำลังเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร “ผู้นำธรรมาธิปไตย รุ่นที่ 3” ท่านใดสนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2997-2222 ต่อ 5310

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — จันทร์ที่ 21 กันยายน 2558 00:00:44 น.