ไทยพีบีเอส-สสส.-ตกลงใครทำอะไร

ไทยพีบีเอส-สสส.-ตกลงใครทำอะไร

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ต้องถือว่าสร้างความประหลาดใจมากพอสมควรทีเดียว กับข่าวคราวการตรวจสอบองค์กรสาธารณะอย่าง “สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส” หรือ “สสส. ” นั่น เฉพาะที่ไทยพีบีเอสนั้นถึงกับมีคำสั่งกระชากหัวใจกันเลยทีเดียว ให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แห่งนั้นออกจากตำแหน่งภายใน 24 ชั่วโมง คือชนิดที่เก็บเสื้อผ้าข้าวของออกจากที่ทำงานกันแทบไม่ทันประมาณนั้น

มูลเหตุตื้นลึกหนาบางเพียงใดกับเหตุอันเกิดแก่องค์กรสาธารณะเช่นไทยพีบีเอสนั้น ยากที่สาธารณชนจะหยั่งรู้ แต่คำสั่งปลดออกกะทันหันเช่นนี้ ความรู้สึกทั่วๆ ไปก็คงนึกถึงเหตุร้ายแรงอันจะชะลอไว้ไม่ได้แล้ว ข้อโต้แย้งจะอยู่ที่การยอมรับและยอมตามต่อเหตุผลของการปลดอย่างกะทันหันนั้นแค่ไหน และตรงนี้ไงเรื่องคงไปยุติกันอีกทีที่ศาลปกครอง

ผลการตัดสินของศาลปกครองจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคอยติดตามดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป แต่ผลที่เกิดกับชีวิตและจิตใจของคนคนหนึ่งที่ถูกกระทำรุนแรงร้ายกาจ ทั้งที่ทำงานมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน คำสั่งยุติการทำงานลักษณะดังกล่าวจึงกลายเป็นตำหนิใหญ่ของชีวิต ซึ่งหากพิสูจน์ได้ไม่แน่ชัดก็คงต้องสู้กันหลายยก ลบล้างได้หรือไม่กับตำหนิชีวิตนี้

ผมเองเป็นแฟนรายการของสถานีดังกล่าวมาตลอด และรู้สึกอยู่เสมอว่าผังรายการของสถานีดีและก้าวหน้ามีสาระกว่าหลายสถานี ก็เลยนึกเสียดายหากเกิดเหตุจะกระทบการจัดราย การอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ถึงเวลานี้เรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว และกับกรณีดังกล่าวก็มีเพียงความหวังน้อยนิดที่เหลืออยู่ คือเราจะยังมีสถานีโทรทัศน์สาธารณะเช่นไทยพีบีเอสนี้ต่อไปหรือเปล่า

เรื่องน่าจะเกิดจากกระบวนการทำงานของผู้อำนวยการนั่นก็เป็นได้ และไม่น่าจะเกี่ยวกับรายการที่ดีอยู่แล้วของสถานี ก็ต้องดูกันต่อไปว่าผู้อำนวยการสถานีจะเป็นใคร มีฝีไม้ลายมือจริงแค่ไหนกับการทำโทรทัศน์สาธารณะให้มีประสิทธิภาพตามเป้าหมายของคณะกรรมการ และจะสร้างศรัทธาค่านิยมต่อสา ธารณชนได้มากมายพอสมควรเช่นขณะนี้ไหม

เราเริ่มเห็นสถานะอันง่อนแง่นขององค์กรสาธารณะเหล่านี้มากขึ้น โดยเฉพาะกับข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสและ สสส. เพราะกระแสข่าวที่แรงขึ้นนั้นเลยเถิดไปถึงมีข้อเสนอให้ยุบองค์กรเหล่านี้ด้วยซ้ำไป มันจะเป็นความคิดคร่ำครึไปหรือเปล่าไม่ทราบ แต่อะไรที่คิดว่าจะปรับปรุงปฏิรูปนั้น บางทีมันต้องถอยหลังเข้าคลองจนสุดคลองก็ได้ กระบวนทัศน์ของเราไม่ได้ไปไหนเล้ย

กับ สสส. กรณีที่กำลังเกิดถึงขั้นสั่งระงับโครงการของ สสส.นั้น น่าจะไม่มีอะไรร้ายแรงเช่นของไทยพีบีเอส ไม่งั้นเราก็คงได้ข่าวปลดภายใน 24 ชั่วโมงตามมา หากแต่ดูว่ามีข้อตำหนิว่างบประมาณในโครงการมีการพบการเบิกจ่ายหละหลวมและไม่ตรงวัตถุประสงค์เบิกจ่ายงบประมาณให้เฉพาะบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีการดำเนินการตามเป้าหมาย

เพิ่งมาค้นเจอ เพิ่งมารู้สึก เพิ่งมาระงับการใช้เงินไว้ก่อนด้วยเหตุผลข้างต้น จนท่านนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงกับต้องสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบอย่างละเอียด บ่งชี้การทำงานอย่างหละหลวม ปล่อยเลยมาจนดักดานของหน่วยงานเหล่านี้หรือเปล่า ตรงนี้เองที่มันเดือดร้อน เป็นคำถามของประชาชนว่าตกลงเขาทำงานกันยังไงทั้งขบวน

เราทราบกันแล้วว่าองค์กรสาธารณะทั้งสองหน่วยนี้ ใช้เงินส่วนเกินของภาษีที่เรียกว่าภาษีบาป อันเกิดจากการประกอบธุรกิจบางประเภทที่ถือเป็นต้นเหตุเภทภัยสุขภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ หรือสุรา รัฐจัดเก็บภาษีร้อยละ 2 ของยอดภาษีที่เสียไปแล้ว เพื่อนำเงินต่อปีหลายพันล้านบาทมาใช้ดำเนินงานสนองตอบต่อความรับผิดชอบของสังคม และนี่ไงคือที่มาของการกำเนิดไทยพีบีเอสและ สสส.ที่เป็นข่าวกระฉ่อนอยู่ขณะนี้

กับ สสส.นั้นโด่งดังแข็งขันมาแต่เริ่มต้น หลายๆ งานก็เห็นกันว่าดีและมุ่งหมายงานให้บรรลุเป้าหมาย โครงการหลายโครงการมีลักษณะเชิงโครงการพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตที่ดีของชุมชน ในแนวหลักของการพัฒนาแบบยั่งยืน แต่ก็มาแบบไทยๆ นั่นแหละครับ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอลงท้ายก็จะเป็นบ้องกัญชาเสียทุกที ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไม่มีข้อกังขาและต้องตรวจสอบ สสส.กัน ความหละหลวมทั้งหลายแหล่เหล่านี้มีอยู่ในโครงสร้างการบริ หารงานของ สสส.มาแต่ต้นเริ่ม แต่การคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการใหญ่ ซึ่งล้วนมาจากบางคนและหลายคนไม่รู้เรื่องอะไรนักกับการบริหารโครงการ วิเคราะห์โครงการไม่เป็น เต็มไปด้วยข้อเสนอโครงการขอรับเงินสนับสนุนจาก สสส. จากกลุ่มเดียว โดยเฉพาะก็คนในกลุ่มของกระทรวงสาธารณสุขนั่นเองเป็นส่วนใหญ่ลองตรวจดู

ด้วยองค์ประกอบของคณะกรรมการแบบไทยๆ อย่างที่เป็นอยู่เป็นมา การวางนโยบายวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์จึงพวกใครพวกมันเสียมากกว่า อย่างที่มีข้อกล่าวหาขณะนี้ แนวคิดโครงการที่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนหาได้ยาก เป็นแต่โครงการกระหยิบมือชั่วครั้งชั่วคราว (Ad hoc) ซึ่งง่ายต่อการอนุมัติ และเช่นอย่างข้อกล่าวหาว่าไม่ตรงกับเป้าประสงค์ไม่ส่งผลถึงประโยชน์ประชาชนแท้จริง

หลายงานทำแบบไม่เกิดผลในลักษณะของการบริหารโครงการที่จะต้องก่อผลทวีคูณ (Multiplier effect) เห็นได้ชัดเช่นอย่าง “เมาไม่ขับ” พูดรณรงค์อยู่ชั่วนาตาปีผลทวีคูณ ถ้าเกิดองค์กรเอกชนหรือภาคส่วนอื่นคงนำไปรณรงค์ร่วมด้วยแล้วมากมาย เราไม่เห็นภาพอย่างนั้นซึ่งไม่แสดงผลให้เห็นชัดเจน เพราะพอถึงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายนคนก็ยังขับรถประสบอุบัติเหตุตายกันเป็นเบือ

การวางรูปแบบและกระบวนการบริหารหละหลวมอยู่มาก กับการติดตามตรวจสอบและประเมินให้เห็นจริงถึงการใช้งบประมาณของ สสส. สมคุณค่าและได้ผลคุ้มกัน ความอ่อนด้อยในการติดตามตรวจสอบยังเกิดจากกระบวนการที่ให้สภาผู้แทนต้องรับรายงานของ สสส.แต่ละปีเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนตรวจสอบในสภา หลายปีที่มี สสส.มา ผมยังไม่เห็นเลยว่าสมาชิกสภาผู้แทนรู้เรื่องหรือตรวจสอบอะไรอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พูดกันพอเป็นพิธีในสภาแล้วก็แล้วกัน

ลักษณะดังกล่าวบอกอะไรบ้างไหม หากไม่ใช่ สสส.นั้นถูกแทรกแซงหรือมีความพยายามแทรกแซงจากนักการเมืองมากมายเหลือเกิน เพราะงบของ สสส.นั้นเหมือนขนมเค้กก้อนใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากขอแบ่งปัน ขอได้ง่ายเพราะเหมือนอยู่นอกงบ และหากให้ ส.ส.สอบการทำงานของ สสส.แล้ว มันจะไปเจออะไรกับวีรกรรมที่ตัวเองซ่อนเอาไว้

ความไม่ชัดเจนมากมายแฝงอยู่ในเงื่อนงำอันน่าสงสัยหลายเรื่อง รวมทั้งความเข้าใจของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ที่คิดว่างานของ สสส.เป็นเรื่องของสุขภาพประชาชนด้านเดียว ซึ่งไม่ใช่ โอยตายความไม่เข้าใจมันเริ่มแต่ตรงนี้ก่อนแล้ว  ตกลงไม่รู้ว่าใครทำอะไรใช่ ไหมเนี่ย.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — อังคารที่ 13 ตุลาคม 2558 00:00:46 น.