โควตาสลาก แลกสินบนรมต. โดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์

โควตาสลาก แลกสินบนรมต. โดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

หลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ รธน.ฉบับชั่วคราวปี 57 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2558 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เป็นกฎเหล็กในการป้องกันและปราบปรามการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา และยังตั้งบอร์ดสำนักงานสลากฯ ชุดใหม่ โดยมีพลตรีอภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานบอร์ด ก็ทำให้วงการค้าสลากกินแบ่งฯ คึกคักพอสมควร โดยเฉพาะหลังพลเอกประยุทธ์และพลตรีอภิรัชต์ประกาศว่า การขายสลากตั้งแต่งวดเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปต้องขายในราคา 80 บาทเท่านั้น

 

ไทยโพสต์ แทบลอยด์ พูดคุยกับ “ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ติดตามศึกษาวิจัยเรื่อง สลากกินแบ่งรัฐบาล-หวยใต้ดินมาหลายปี อีกทั้งมีประสบการณ์โดยตรงเพราะเคยเป็น “รองประธานคณะกรรมการจัดสรรโควตาสลาก” ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่ง ดร.สังศิตจะมาขยายความให้เห็นภาพที่ชัดเจนของระบบการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า เพราะเหตุใด การแก้ปัญหาขายสลากเกินราคาถึงแก้ไม่เคยสำเร็จ ตลอดจนเบื้องหลังวงการขายสลากที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและกลเม็ดการขอโควตาสลาก ที่มีลูกเล่นตุกติกของคนในวงการนี้ที่ไม่ธรรมดา ตลอดจนข้อเสนอที่มีไปถึงบอร์ดกองสลากชุดใหม่ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้การแก้ปัญหาขายสลากเกินราคาสำเร็จได้แบบยั่งยืน

 

“ดร.สังศิต” มองว่าการที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งแก้ปัญหาสลากขายเกินราคาดังกล่าวออกมา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่ทำ เพราะบอร์ดสำนักงานสลากฯ ชุดที่แล้วท่านก็ฝากความหวังไว้มาก แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ทำให้พลเอกประยุทธ์จึงต้องตัดสินใจใช้มาตรา 44 อันเป็นอำนาจสุดท้ายที่มีอยู่มาแต่งตั้งประธานบอร์ดและบอร์ดกองสลากชุดใหม่ เพื่อมาแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จ คำสั่งอันนี้คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่พลเอกประยุทธ์จะสู้แล้ว

 

การที่คำสั่งดังกล่าวมีการใช้มาตรการทางกฎหมายฟอกเงินและมาตรการทางภาษี จะมาจัดการกับคนที่ขายสลากเกินราคา จึงดึงเอาสำนักงาน ปปง.มาร่วมตรวจสอบ ก็เป็นอีกไม้หนึ่งที่ทำให้คนที่คิดจะขายเกินราคา รู้สึกไม่ปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตาม “ดร.สังศิต” บอกว่า ปัญหาจริงๆ มันเป็นแบบนี้ คือจะเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามจะทำให้ขายสลากให้ได้ในราคา 80 บาท จึงมีการลดเปอร์เซ็นต์ให้กับพวกยี่ปั๊วและบุคคลธรรมดาที่ไปรับสลากกินแบ่งมาจำหน่าย 7 กับ 9 เปอร์เซ็นต์ โดยบุคคลธรรมดาลดให้ 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนนิติบุคคลลดให้ 9 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเหลือ 72.80 กับ 74.60 ตามลำดับ คือรัฐบาลยอมจะมีรายได้ลดลง แล้วนำเงินส่วนหนึ่งไปให้กับยี่ปั๊วมากขึ้น ก็เพื่อที่หวังว่าลอตเตอรี่ที่ขายแต่ละใบ คนที่รับไปจะได้กำไร 10 บาทต่อการขายได้ 1 ใบ

 

แต่ปัญหาที่ผมดูก็คือ การซื้อสลากกินแบ่งต้องซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น ตรงนี้เป็นอุปสรรคสำหรับคนที่มีรายได้น้อย ที่จะเอาเงินไปวางแล้วนำสลากมาขาย ถ้าขายไม่หมด แม้จะบอกว่าให้นำไปคืนได้ แต่ก็จะมีปัญหาอยู่ เพราะจากการสำรวจของผมพบว่า คนที่ขายลอตเตอรี่ที่เดินขายไปตามจุดต่างๆ จะขายได้เฉลี่ยประมาณสัก 300 ใบต่องวด ซึ่ง 300 ใบต่องวด หากว่าเขาซื้อมาด้วยต้นทุนใบละ 70 บาท แล้วไปขายในราคา 80 บาท เขาจะได้กำไรใบละ 10 บาท ถ้าขายได้ 300 ใบต่องวด ก็ได้กำไร 3,000 บาทต่องวด ดังนั้นเดือนหนึ่งมี 2 งวด ก็จะได้กำไรมีรายได้เดือนละ 6 พันบาท

 

คำถามผมคือว่า เงิน 6 พันบาท ถ้าหักค่าใช้จ่ายต่างๆ จะสามารถดำรงชีวิตในสังคมแบบทุกวันนี้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร หรือต่อให้สมมุติว่าขายเก่งมากเกินปกติไปเลย คือขายได้งวดละ 400 ใบ ซึ่งพบว่าปกติก็ไม่ค่อยมีใครทำได้ เพราะอยู่ที่ประมาณ 300 ใบเท่านั้น ถ้าขายได้ 400 ใบก็อยู่ที่รายได้เดือนละ 8 พันบาทต่อเดือน ถามว่ารายได้ต่อเดือน เดือนละ 6 พันถึง 8 พันบาท เขาสามารถดำรงชีวิตได้ไหม ถ้าเขามีครอบครัว มันก็คงได้ แต่คงใช้ชีวิตแบบอัตคัด แต่โดยทั่วไปจริงๆ คนที่มีปัญญานำเงินสดไปวางที่สำนักงานสลากฯ เพื่อนำสลากออกมาขาย มันมีไม่ค่อยมาก คนที่ได้จะเป็นแต่พวกรายใหญ่ พวกสมาคม พวกมูลนิธิต่างๆ เขาได้มาแล้ว

 

“ดร.สังศิต” กล่าวต่อไปว่า ถามว่าถ้าวันนี้เขาได้ลดเปอร์เซ็นต์ลง พวกนี้จะมีความสามารถนำสลากไปขายได้ไหม ผมก็เชื่อว่าพวกนี้ไม่มีความสามารถ เพราะพวกที่ได้สลากพวกนี้ที่ทำต่อเนื่องกันมา 10-30 ปี พวกนี้ไม่เคยขาย แล้วอยู่มาวันหนึ่งมาบอกพวกนี้ว่าคุณต้องขาย แล้วเขาจะนำไปขายยังไง จะเอาไปเดินขายอย่างไร องค์กรเหล่านี้เขาก็ใช้วิธีขายสลากไปให้กับพวกยี่ปั๊วไปเลย ซึ่งการขายไปให้กับพวกยี่ปั๊วเพราะมีแรงจูงใจ คือเช่น หากได้โควตา 1 ปี เขาไปติดต่อยี่ปั๊ว ทางยี่ปั๊วจะจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้เขาทั้งปี 2-3 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้จ่ายแบบงวดต่องวด แต่จ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ลงมาให้เลย ทำให้พวกสมาคมและมูลนิธิต่างๆ เหล่านี้ที่ได้โควตาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็นำเงินไปบริหารจัดการในองค์กรตัวเองได้ง่าย แต่หากใช้วิธีไปบังคับให้พวกเขาไปขายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ได้ในราคาไม่เกิน 80 บาท เขาก็จะทำไม่ได้ ก็เป็นปัญหาว่าเขาจะจัดการกับลอตเตอรี่ของเขาอย่างไร การเพิ่มแรงจูงใจด้วยการให้คาตอบแทนที่สูงขึ้น ผมยังคิดว่าในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ง่าย แล้วที่มาบอกว่าถ้าขายเกิน 80 บาทจะถูกจับ ตอนแรกๆ อาจมีคนกลัวเพราะช็อก แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะทำไม่ได้

 

สำหรับต้นทุนที่องค์กรต่างๆ เช่น มูลนิธิหรือสมาคมอะไรต่างๆ ที่ได้โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลมา มีต้นทุนจริงๆ ที่รับมาอยู่ที่ราคาใบละเท่าไหร่ “ดร.สังศิต” บอกว่า พวกนี้จะได้มา 9 เปอร์เซ็นต์ ของราคา 80 ก็จะได้เฉลี่ยคือ 72.80 บาท แต่หากเป็นบุคคลธรรมดาไปซื้อจากสำนักงานสลากฯ มาขาย จะได้ลด 7 เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ที่ราคา 74.40 บาท ถ้ารัฐบาลลดเหลือ 70 บาทก็เป็นแค่การลดกำไรของรัฐบาล แต่ถามว่าถามว่าใบละ 10 บาท ถ้าพวกเดินขายเร่ ที่ปกติไปรับที่ยี่ปั๊ว เพราะไม่มีปัญญาจ่ายเงินสด แต่หากไปรับที่ยี่ปั๊วไม่ต้องใช้เงินสด เพราะมารับแล้วก็ไปขาย ดังนั้น 10 บาท ถามว่ายี่ปั๊วจะเอากำไรกี่บาท

 

สมมุติว่า เขาเอาสัก 3 บาทต่อใบ คนขายก็จะได้ 7 บาทต่อใบ ถ้าสมมุติว่า ยี่ปั๊วบอกว่า ผมเอา 2 บาท แล้วให้คนรับไปขาย 8 บาท ถ้าขายได้ 300 ใบ ก็จะได้ 2,400 บาท เดือนหนึ่งก็จะได้ประมาณ 4-5 พันบาท ไม่ถึง 6 พันบาท

 

“ดร.สังศิต-คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต” ยังเล่าให้ฟังว่า จากการศึกษาพบว่าสาเหตุที่แท้จริงซึ่งทำให้สลากกินแบ่งฯ ขายเกินราคา ก็เพราะคนที่ได้โควตาจากระบบที่มีนักการเมืองมาบริหารงาน เขาต้องจ่ายค่าโควตาให้กับนักการเมืองทุกครั้ง ระบบของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ให้ต่อสัญญาแบบปีต่อปีจะเป็นประโยชน์กับนักการเมืองมาก เพราะมันไม่มีอะไรที่แน่นอนเลยในเวลา 1 ปี เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คนที่มาดูแลสำนักงานสลากฯ ต่อก็จะได้เงิน เพราะใครที่อยากได้เงิน ยี่ปั๊วจะต้องหิ้วเงินไปให้นักการเมืองเพื่อขอต่อสัญญา อันนี้เป็นธุรกรรมที่ใต้ดินจริงๆ

 

อันที่สอง คือยังจะต้องวิ่งเต้นกับผู้บริหารกับผู้บริหารของสำนักงานบางคน แต่ไม่ใช่ทุกคน บางคนก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับคนที่มาเป็น ผอ.ด้วย เพื่อขอความสะดวกด้านต่างๆ

 

“คือแม้จะจ่ายนักการเมืองแล้ว แต่ก็ต้องมาจ่ายผู้บริหารด้วย จึงเป็นต้นทุนสองอันแล้ว”

 

ดังนั้นหากเขาได้มา เช่น ได้ลดมา 9 เปอร์เซ็นต์แล้วมีต้นทุนที่ใบละ 72.80 ถ้าเขาบวกต้นทุนที่เขาได้ จ่ายที่เป็นธุรกรรมที่ผิดกฎหมายไป ทำให้ราคามันเกิน 80 บาทไปแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อต้นทุนเกิน 80 บาท เขาจะไปให้ซาปั๊วเอาไปขาย เมื่อต้นทุนมันตกใบละ 85 บาทไปแล้ว กับการจ่ายเงินใต้โต๊ะ จึงไม่มีทางอื่น ก็ต้องขายไปในราคา 90 บาท หรือ 90 บาทต้นๆ แล้ว คนรับมาก็ต้องไปขายในราคา 110 บาท หรือ 115 บาท ตรงนี้เป็นเงินที่มากกว่าปกติ เพราะโดยปกติหากเขาได้มาในราคา 72.80 บาท โดยไม่ต้องจ่ายค่าอะไร เขาก็จะได้ใบละ 7 บาท 20 สตางค์

 

“ซึ่งเงินจำนวนนี้ รวมกันแล้วทั้งปียังต่ำกว่าที่ต้องไปจ่ายเงินให้กับนักการเมืองและผู้บริหารของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เงินสีเทาจึงใหญ่กว่าเงินสีขาว โดยการจ่ายเงิน เขาจ่ายเงินทุก 6 เดือนให้กับนักการเมืองสำหรับพวกที่ได้โควตา”

 

อันนี้คือพวกได้โควตาสลากใหญ่ๆ ที่เป็นพวกธุรกิจเอกชน โดยการที่ต้องจ่ายเงินให้กับผู้บริหาร ก็เพื่อที่ผู้บริหารจะได้ช่วยรวมชุดให้เขา แต่สำหรับพวกมูลนิธิองค์กรต่างๆ ไม่ต้อง เพราะพวกนี้ก็มาขายให้พวกยี่ปั๊วอยู่ดี

 

“ดร.สังศิต” ยังอธิบายถึงเรื่องที่สำนักงานสลากฯ จะมีการต่อสัญญาโควตาสลากฯ ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่จะถึงนี้ว่า ที่ผ่านมาสัญญาของกองสลากต้องทำเป็นรายปี แต่รายปีกว่าที่จะมีการตัดสินใจจะกินเวลาไปประมาณสัก 6 เดือน ซึ่งหากยังไม่ยอมจ่ายเงินให้ สัญญานี้จะเป็นโมฆะไปเลย เพราะมันก็จะมีคนอื่นที่พร้อมจะรับโควตานี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นกว่าจะมีการเซ็นสัญญากันจริงๆ ก็เกือบช่วงจะหมดปี ดังนั้นหากอยากให้มีการเซ็นสัญญากันเร็วๆ ก็ต้องรีบจ่าย

 

การต่อสัญญาจะทยอยทำกันทำ ไม่ใช่ว่าหมดสัญญาแล้วจะมาเซ็นกันใหม่ทีเดียวพร้อมกันเลย เหตุเพราะเดิมทีเดียว พิมพ์กันทีละ 40 ล้านฉบับ แล้วก็มีการทยอยเพิ่มการพิมพ์ไปเรื่อยๆ ทีละ 10 ล้านฉบับ 10 ล้านฉบับมาเรื่อยๆ จนตอนนี้มีการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลไปแล้ว 74 ล้านฉบับ การที่มีการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลเพิ่มมาเรื่อยๆ ทำให้ช่วงการหมดสัญญาผู้ค้ากับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแต่ละรายจะไม่ตรงกันหมด

 

เครือข่าย 3 เสือกองสลาก

 

2 เจ๊-อดีตทหาร คุมโควตาใหญ่

 

ที่น่าสนใจ “ดร.สังศิต” พูดถึงความเป็นไปของขาใหญ่วงการค้าสลากที่เรียกกันว่า “5 เสือกองสลาก” ว่า ที่เรียกกันว่า 5 เสือกองสลากกินแบ่งรัฐบาลจริงๆ ไม่ถูก จริงๆ แล้ว ต้องเรียกว่า 2 เสือ และเป็นสุภาพสตรีทั้ง 2 คน ที่ทำธุรกิจนี้มายาวนาน พอตอนหลังช่วงที่เรา มีนายกฯ มาจากตำรวจ ก็เพิ่มขึ้นมาอีกเสือหนึ่งเป็นอดีตนายทหาร ที่มาดองกับยี่ปั๊วอีกรายหนึ่ง

 

…จึงควรพูดว่ามีอยู่ 3 รายจึงจะถูก แต่ว่าสองรายใหญ่ที่ได้โควตาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีอยู่มานาน ก่อนหน้านี้ที่บอก เขาก็มีลูกหลานที่ไปขอโควตาเป็นบริษัทลูก เป็นนิติบุคคลอีกหลายราย รวมแล้วทำให้การกระจุกตัว การได้สลากกินแบ่งรัฐบาลไป กลุ่มนี้จะมีมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

“พวกนี้จะเรียกว่าผูกขาดก็ได้ หรือจะบอกว่ากึ่งผูกขาดก็ได้ เพราะว่าก็ยังมีรายอื่นที่ได้โควตาเหมือนกัน แต่ 3 รายนี้มีโควตาเหนือสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เนื่องจากเมื่อรวมโควตาของกลุ่มตัวเองกับลูกๆ แล้ว สามารถกำหนดราคาได้เลยว่าลอตเตอรี่แต่ละงวดจะมีราคาเท่าใด ราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ขายกันจึงขึ้นอยู่กับ 3 รายนี้ ที่มีต้นทุนจริงๆ เท่าใด แล้วเขาก็จะกำหนดมาว่าจะต้องขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเท่าใด”

 

พร้อมกันนี้ “ดร.สังศิต” ยังเล่าให้ฟังด้วยว่า การที่จะไปรับสลากกินแบ่งที่สำนักงานฯ มาขายได้ ต้องมีการวางเงินที่สำนักงานฯ ซึ่งต้องเป็นเงินสดเท่านั้น ดังนั้นพวกได้สลากที่เป็นรายใหญ่ๆ ก็ต้องใช้เงินสดเป็นระดับร้อยล้าน หรือบางทีก็หลายร้อยล้านบาท ธุรกิจนี้คนมีเงินน้อยไม่มีทางได้โควตาสลากเยอะ คนที่จะมาเล่นกับธุรกิจสลากแล้วทำให้ตัวเองมีเงิน ต้องมีเงินหลายร้อยล้านบาทหรือเป็นพันล้าน เพราะต้องพร้อมที่จะวางเงินขนาดนี้ถึงจะอยู่ได้และเติบโต อย่างชาวบ้าน การเอาเงิน 5 หมื่นหรือ 1 แสนบาทไปวางเพื่อเอาสลากมาขาย เขาก็มีปัญหาแล้ว

 

เราถาม “ดร.สังศิต” ว่าองค์กรต่างๆ ที่ได้โควตาสลาก เช่น มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล องค์การภาครัฐต่างๆ พวกนี้ ได้โควตามาโปร่งใสหรือไม่ เขาตอบว่าไม่โปร่งใส เพราะการที่จะได้มา เขาจะมีวิธีการคือส่งคนของเขาไปนั่งอยู่ในบอร์ดกองสลาก เพื่อคอยดูแลโควตาของเขา

 

ก็เหมือนอย่างกระทรวงมหาดไทย ก็มีตัวแทนคนหนึ่งอยู่ในบอร์ดเพื่อทำหน้าที่คอยดูโควตาของกระทรวงมหาดไทย ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศจะได้โควตากันหมด โดยโควตาที่ได้จะได้ราคาลด 9 เปอร์เซ็นต์ แล้วผู้ว่าฯ ก็นำไปขายต่อให้เอกชน โดยให้ส่วนลดไป 2 เปอร์เซ็นต์ ก็คือผู้ว่าฯ ก็จะได้กินเปล่า 2 เปอร์เซ็นต์ทุกงวด คนที่ได้รับก็จะได้ไปในราคา 7 เปอร์เซ็นต์ ตัวแทนของกระทรวงมหาดไทยที่ไปนั่งในบอร์ดจึงต้องคอยดูโควตาให้กระทรวงมหาดไทยแต่ละปี เช่นเดียวกับกรมบัญชีกลางที่ก็มีคนไปเป็นบอร์ด ก็เป็นตัวแทนกระทรวงการคลังที่คอยดูแลโควตาของตัวเอง พวกมูลนิธิหรือสมาคมต่างๆ ที่ได้โควตาใหญ่ๆ ก็เช่นกัน เพื่อมาคอยดูไม่ให้โควตาของตัวเองถูกตัดไปให้ที่อื่น มันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจนพวกที่เป็นบอร์ด ซึ่งในคำสั่งหัวหน้า คสช.ก็พบว่ายังคงให้มีตัวแทนหน่วยงานเหล่านี้มานั่งเป็นบอร์ดอยู่ แต่เพิ่มขึ้นมา 2 ตัวแทน คือกระทรวงยุติธรรม กับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็ต้องคอยดูให้ดี สองหน่วยงานนี้จะได้โควตาหรือไม่

 

กระนั้นแม้จะมีการให้โควตากับองค์กร-มูลนิธิเหล่านี้ แต่ “ดร.สังศิต” ระบุว่า การให้โควตาในลักษณะเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน

 

…อย่างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่กลับมีมูลนิธิของตัวเองมารับโควตาเยอะมา รวมถึงสมาคมพนักงานที่เกษียณอายุก็ยังได้โควตาอีก อันนี้ผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจน เพราะคุณทำงานที่นี่ คุณไม่มีสิทธิ์ได้โควตาอันนี้ หรือพวกคนที่ไปนั่งเป็นบอร์ดก็ไม่มีสิทธิ์ เพราะบอร์ดต้องเป็นกลางในการจัดสรรอย่างไรให้สังคมได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ให้องค์กรตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด เรื่องการได้โควตาตรงนี้ก็ไม่ได้มีการออกคำสั่งอะไร เป็นเรื่องของการจัดสรรกัน บอร์ดแต่ละคนก็ต้องไปพยายามทำให้องค์กรตัวเองได้สลากมา

 

-มีข้อเสนอถึงบอร์ดชุดใหม่และผู้บริหารสำนักงานสลากฯ อย่างไร เพื่อไม่ให้พอหมดยุค คสช.แล้ว ปัญหาขายสลากเกินราคาก็กลับมาอีก?

 

ผมคิดว่าหลักการคือต้องทำให้ตลาดสลากกินแบ่งฯ ต้องเกิดการแข่งขันกันให้ได้ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่มีการแข่งขัน เพราะมีรายใหญ่ 3 ราย กระจุกตัว มีอำนาจเหนือตลาด แล้วคนที่ได้โควตาลอตเตอรี่ก็ต้องวิ่งมาขายให้กับ 3 รายนี้เท่านั้น

 

ผมคิดว่าควรจะเปิดอีกตลาดหนึ่งขึ้นมา แต่ให้เป็นเจ้าของคนเดิมคือสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยต้องให้ 2 ตลาดแข่งกันเอง ลักษณะก็คือ ตลาดแรกก็เป็นแบบปัจจุบัน คือลอตเตอรี่เป็นกระดาษที่เป็นใบๆ กับอีกตลาดหนึ่งคือตลาดออนไลน์ โดยคนที่ได้รับตู้ไปไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะตู้เป็นของกองสลาก

 

สมมุติว่า มูลนิธิ ก. เขาได้โควตาไปจำนวนหนึ่งแต่ละงวด เขาก็ต้องไปหาสถานที่ของเขาแล้วก็ขาย โดยมีการออกระเบียบว่า เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเงินแล้วหนีไป ไม่ต้องจ่ายเงินสดให้สำนักงานสลากฯ ก็ได้ แต่ใช้วิธีเมื่อขายสลากออนไลน์แต่ละวันแล้วต้องให้โอนเงินทั้งหมดหลังหักกำไรของผู้ขายให้แก่สำนักงานสลากฯ เช่น ภายในไม่เกิน 1 ทุ่ม โดยต้องโอนเงินทั้งหมดให้กองสลาก เช่น กำไรใบละ 10 บาท ถ้าขายได้ 100 ใบ ก็หักไปเลย 1,000 บาท ที่เหลือก็โอนไปให้กองสลาก ก็จบ ถ้าไม่มีการโอนเงินไป วันรุ่งขึ้นตู้สลากจะไม่ทำงาน เพราะของแบบนี้มันคอนโทรลได้จะให้ทำงานหรือไม่ทำงาน คนที่รับไปขาย ทุกคนก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่ต้องเอาเงินสดมาจ่ายก่อน

 

วิธีนี้ก็จะทำให้พวกลอตเตอรี่ที่เป็นใบๆ หากคุณไม่ขายใบละ 80 บาท รับรองได้ว่าสลากในตู้มันก็จะยิ่งขายได้

 

ถามย้ำว่า หากรัฐบาลไม่เอาแนวทางนี้ไปทำจะแก้ปัญหาขายสลากเกินราคาแบบยั่งยืนได้ไหม “ดร.สังศิต” ตอกย้ำว่าคงยาก เพราะโดยหลักการแล้วหากสินค้าอยู่ในตลาดผูกขาด ราคามันจะสูงเกินจริงเสมอไป เพราะจะมีคนที่มีอำนาจเหนือตลาด อะไรในโลกที่เป็นสินค้าต้องทำให้เกิดการแข่งขัน ไม่อย่างนั้นราคามันลงไม่ได้

 

การขายผ่านตู้มันมีข้อดี เพราะลอตเตอรี่จริงๆ มันไม่ใช่ 80 บาท ตามราคาขายจริงๆ มันคือ 40 บาท แต่ตอนหลังไม่ทราบด้วยเหตุผลใด สำนักงานสลากฯ เขาไม่ทำรอยปรุ มันก็กลายเป็น 80 บาท แต่จริงๆ มันราคา 40 บาท แต่เมื่อไม่ทำรอยปรุทุกคนก็เลยซื้อด้วยความเคยชินว่าตามกฎหมายคือ 80 บาท แต่จริงๆไม่ใช่ มันคือ 40 บาท ผมยืนยัน แล้วหากขายผ่านตู้สลาก มันจะขายได้ในราคา 40 บาท ซึ่งราคานี้มันจะกลายเป็นคู่แข่งไม่ใช่แค่กับลอตเตอรี่ แต่มันจะแข่งกับหวยใต้ดินได้บ้าง เพราะหากวันนี้คุณมีเงิน 80 บาท คุณไปซื้อลอตเตอรี่เพื่อหวังจะถูกรางวัลเลขท้าย 2-3 ตัวท้าย จะต้องจ่าย 80 บาท แต่ถ้าไปซื้อหวยใต้ดิน อยู่ที่เลขละ 10 บาท ก็จะกระจายความเสี่ยงได้ถึง 8 หมายเลข อีกทั้งถ้าไปซื้อลอตเตอรี่ โอกาสที่จะถูกรางวัลคือ 1 ใน 100 แต่หากไปซื้อหวยใต้ดิน โอกาสมันคือ 8 ใน 100 โอกาสมากกว่า 8 เท่า แต่ถ้าให้มีการขายผ่านตู้ในราคา 40 บาท คนจะรู้สึกว่า 40 บาท ราคาถูกลงในการซื้อ

 

กับความเห็นของ “ดร.สังศิต-สปช.” ต่อการที่พลเอกประยุทธ์ตั้งพลตรีอภิรัชต์มาเป็นประธานบอร์ดสลากนั้น เขาวิเคราะห์ว่า พลเอกประยุทธ์คงคิดว่าเมื่อมีสัญญะของอำนาจเข้ามาแล้ว ก็คงทำให้คนที่คิดจะค้ากำไรเกินควรหรือไม่ถูกกฎหมายเกิดความกลัว

 

ตัวพลตรีอภิรัชต์เท่าที่ดูจากประวัติก็เป็นคนที่มีความกล้าหาญและยืดหยุ่น อย่างที่ให้สัมภาษณ์ว่าอะไรที่ผ่านมาแล้วก็ขอให้ผ่านไป ไม่เอากลับมาคิด แต่วันนี้ให้มาร่วมกันทำให้เหลือไม่เกิน 80 บาท คนบุคลิกแบบนี้มีบุคลิกกล้าหาญ แต่ยืดหยุ่น พร้อมจะปรับเปลี่ยน ผมว่าถ้าพลตรีอภิรัชต์ใช้มาตรการเหล่านี้แล้วยังไม่สำเร็จ ผมเห็นว่าก็ต้องเพิ่มมาตรการที่เข้มข้นขึ้น เพราะความกลัวนั้นไม่ถาวร วันแรกๆ อาจกลัว แต่หากเขาขายแล้ว เขาอยู่ไม่ได้ เขาก็จะค่อยๆ กลัวน้อยลงทุกที แล้วถึงที่สุดก็อาจจะกลับไปสู่ระบบเดิม ถ้าหากพวกมูลนิธิหรือองค์กรต่างๆ ยังไม่ได้นำสลากไปขายด้วยตัวเองจริงๆ เขาก็ต้องวิ่งไปหายี่ปั๊ว

 

สำหรับธุรกิจสลากกินแบ่งฯ มีเงินหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจนี้มากน้อยแค่ไหน “ดร.สังศิต” อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า อย่างที่มีการพิมพ์กันตอนนี้ 74 ล้านฉบับ ฉบับหนึ่งสมมุติว่าตีไปลด 9 เปอร์เซ็นต์ คูณด้วย 72.80 บาท แล้วคูณด้วย 74 ล้านฉบับ จะเป็นเงินเท่าใด ส่วนหวยใต้ดินน่าจะมีเงินหมุนเวียนประมาณ 3-5 แสนล้านบาทต่อปี สมมุติว่าหวยใต้ดิน คนที่ทำได้กำไร 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะอยู่ที่ 3-5 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่หากเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะอยู่ที่ 6 แสนล้านบาทขึ้นไปโดยประมาณ ซึ่งก็พอๆ กับลอตเตอรี่ หรืออาจจะมากกว่าเล็กน้อย

 

แฉปมทุจริต ฮุบโควตาสลาก

 

– เลยทำให้ฝ่ายการเมืองในกระทรวงการคลัง พวกรัฐมนตรีว่าการฯ รัฐมนตรีช่วยฯ คลัง ต่างก็อยากคุมสำนักงานสลากฯ?

 

คือไม่ใช่แค่ว่าใครมาเป็นรัฐมนตรีแล้วจะได้ บางทีคนที่ได้คุม คือคนที่มีอำนาจเหนือรัฐมนตรี ก็คือเจ้าของพรรคหรือเครือญาติของเจ้าของพรรคเขาเป็นคนเลือกคนของเขามานั่ง เพื่อให้คนนั้นเป็นคนรวบรวมเงินให้กับเขา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็อาจไม่ได้ก็ได้ เพราะคนที่ได้สมัยนี้มักไม่ยอมมีตำแหน่ง

 

ส่วนเรื่องการทุจริตในสำนักงานสลากฯ ผมคิดว่าเป็นเรื่องการบิดเบือนการใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่น การจัดสรรโควตาให้แก่กลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่เป็นผู้ค้าจริง เช่น มันจะมีสมาคมหรือมูลนิธิของอดีตรัฐมนตรีที่เคยมาเป็นทุกคนจะทิ้งเอาไว้ทั้งนั้น เพื่อขอโควตาไว้ คนมาเป็นรัฐมนตรีก็มักจะตั้งทิ้งเอาไว้ แล้วพอตัวเองหมดอำนาจ ก็จะได้โควตานี้มา แล้วก็เอาไปขายให้พวกยี่ปั๊ว ที่ผมรู้เพราะผมเคยเป็นรองประธานจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ปลัดกระทรวงการคลังตอนนั้นก็ให้ผมไปเป็น

 

ผมก็เรียกแต่ละหน่วยงานมาเลยว่า ที่ได้โควตาสลากไปมีลักษณะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ แล้วผมก็สั่งให้มีการสำรวจมูลนิธิหรือสมาคมที่น่าสงสัยว่าไม่ได้มีกิจกรรมอะไรต่อเนื่องเลย 3 ปี แต่ทำไมยังได้โควตาสลากอยู่

 

“มีการสำรวจและเช็กกัน ว่าพวกนี้มีตัวตนจริงหรือไม่ จำนวนมากพบว่าไม่มีตัวตน แล้วก็มีอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งโทรศัพท์มาหาผมโดยตรง บอกว่า อาจารย์ทำไมทำแบบนี้ อาจารย์ทำแบบนี้ คนอื่นเขาลำบากหมดเลย อาจารย์ก็ทำแบบคนอื่นบ้างไม่ได้หรือ อาจารย์ก็ไปตั้งสมาคมหรือมูลนิธิของอาจารย์แล้วก็เอาโควตาไป อาจารย์มาทำแบบนี้ไม่ถูก คนอื่นเดือดร้อน ผมก็ขอบคุณท่านไป แต่ก็บอกผมจะทำ แล้วผมก็เสนอเรื่องนี้เข้าไป ทุกคนเห็นด้วยหมด แต่กลับไม่มีใครกล้าแตะเลย ไม่มีการลงมติ”

 

คือเห็นด้วยกับผมให้ตัดออกไป แต่คนมันกลัว กลัวอำนาจทางการเมือง เพราะขืนลงมติอะไรไป ไม่รู้พวกรัฐมนตรีเหล่านั้นจะเกรี้ยวกราดหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ อันนี้มันคือการทุจริตรูปแบบหนึ่ง

 

นอกจากนี้ก็มีเรื่องที่องค์กรที่ได้รับประโยชน์ไปมีลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งในความหมายขององค์การสหประชาชาติเขาถือว่าเป็นเรื่องการคอร์รัปชัน เพราะคุณเป็นตัวแทนหน่วยงานนั้น แต่คุณกลับมานั่งอยู่ในบอร์ดแล้วคุณรับโควตาเอาเงินไปใช้ได้อย่างไร หรือทำงานอยู่ในสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ยังรับโควตามาได้ อันนี้ถือว่าไม่สุจริต

 

ส่วนความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่มีข่าวจะนำเข้าที่ประชุม ครม.เร็วๆ นี้นั้น “ดร.สังศิต” กล่าวว่า ยังไม่เห็นตัวร่าง พ.ร.บ. แต่เท่าที่ติดตามจากข่าว ก็มีเนื้อหาคือ จะลดเปอร์เซ็นต์ให้พวกยี่ปั๊วคล้ายๆ คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ออกมา โดยรัฐบาลยอมลดราคาที่ตัวเองเคยได้รับ คือ 28 เปอร์เซ็นต์ เหลือแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง 3 เปอร์เซ็นต์ที่หายไปจะนำไปให้พวกผู้ค้ารายย่อย 2.คือตั้งกองทุนที่รับซื้อสลากที่ขายไม่หมด 3.ให้สำนักงานสลากฯ สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์บางประเภทขึ้นได้ ไม่ใช่ขายแต่สลากอย่างเดียว

 

ต้องเข้าใจด้วยว่าสินค้าสำนักงานสลากฯ เป็นสินค้าล้าสมัย อย่างในอาเซียน เข้าใจว่าเหลือแค่ไทยกับพม่า ที่ยังใช้ลอตเตอรี่เป็นแผ่นๆ ประเทศอื่นใช้เครื่องในการออกสลากหมดแล้ว แล้วอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ เขาก็ออกรางวัลอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ทำให้พวกคนแถว 4 จังหวัดชายแดนภายใต้เขาก็ไม่ซื้อหวยรัฐบาล เพราะเล่นหวยมาเลเซียมันแก้มือไวกว่า หรืออย่างของประเทศลาว เขาก็ออกรางวัลอาทิตย์ละ 2 วัน ก็ทำให้คนอีสานก็หันไปเล่นหวยของประเทศลาว เพราะได้ลุ้นเร็วขึ้น ดังนั้นหากไม่ยอมให้สำนักงานสลากฯ ออกผลิตภัณฑ์บางอย่างเพิ่มเติมเขาก็จะแข่งกับใครไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปมาก บางทีก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ซื้อ เช่น หากทำสลากหายขึ้นมาหรือว่าเกิดไปซักผ้าที่เก็บสลากไว้ เขาก็จะไม่มีหลักฐานเหลืออยู่เลย ทั้งที่เขาควรได้รางวัล แต่ถ้าเป็นสลากออนไลน์เขาสามารถเช็กดูได้จากเบอร์ทะเบียนบัตรประชาชน แม้ต่อให้ทำตัวสลากหายไป ก็เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคส่วนหนึ่ง

 

ถามว่า เรื่องการแก้ปัญหาสลากกินแบ่งฯ ถือเป็นเดิมพันสำคัญของ คสช.หรือไม่ “ดร.สังศิต” ระบุว่าใช่ ถ้าทำไม่สำเร็จคนก็จะหมดความเชื่อถือ หลายคนมาถามผมว่าทำไมรัฐบาลต้องมาสนใจเรื่องลอตเตอรี่ เรื่องอื่นทำไมไม่สนใจ ผมก็บอกว่าเพราะคนที่ซื้อลอตเตอรี่ประจำมี 22 ล้านคน คน 22 ล้านคนได้รับผลกระทบจากลอตเตอรี่ราคาแพง ซึ่งหากทำให้กลับมาขายในราคาที่ถูกกฎหมายได้ คนก็จะกลับมาเชื่อถือ เพราะรัฐบาลกี่รัฐบาลมาก็ไม่เคยทำสำเร็จ ต้องเข้าใจด้วยว่าลอตเตอรี่เป็นสินค้ารัฐบาล รัฐบาลเที่ยวไปควบคุมเอกชนว่าอย่าขึ้นราคาสินค้า แต่ของรัฐบาลเองถ้าคุมไม่ได้ มันก็ตลกมาก ที่คุมราคาไม่ได้ มันก็ดูไม่น่าเชื่อถือ

 

………………………………………………………………………………………..

 

ใครคือเสือนอนกิน

 

ตัวจริงกองสลาก?

 

ขณะที่ “เอกราช ช่างเหลา” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจังหวัดขอนแก่น และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ซึ่งอยู่ในวงการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลมาหลายปี รวมถึงยังเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจและคนสนิทของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้บริหารห้างหุ้นส่วนจำกัด ขวัญฤดี ตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม 5 เสือกองสลาก จึงทำให้รู้ลึกเรื่องวงการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลดีคนหนึ่ง

 

โดย “เอกราช-สปช.” บอกว่า สาเหตุจริงๆ ที่ทำให้สลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา ก็เพราะที่ผ่านมาโควตาสลากกินแบ่งฯ ที่ได้จริงๆ คนที่ได้โควตาไม่ใช่คนที่ทำธุรกิจนี้โดยตรง มันเป็นกลุ่มผลประโยชน์ตามที่สื่อได้นำเสนอข่าวกันว่ากลุ่มไหนได้โควตาอย่างไร

 

“ซึ่งเสือตัวจริงก็คือ มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ควรต้องไปดูต่อว่าเบื้องหลังของมูลนิธิกองสลากคือใคร ผลประโยชน์มันตกอยู่ตรงนี้ ที่พูดกันมาตลอดว่า 5 เสือกองสลาก จริงๆ ต้องเรียก 5 แมวมากกว่าถ้าเปรียบเทียบกับมูลนิธิกองสลาก คนไปหลงทางกับ 5 เสือ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเสือ เพราะเสือตัวจริงนอนอยู่ที่กองสลาก”

 

..ต้องมองว่าในมูลนิธิมีใครสั่งการคอยชักใยอยู่เบื้องหลังที่เรียกว่ามีอำนาจที่จะสั่งการในกองสลาก สลากที่แท้จริงไม่ได้อยู่กับประชาชนหรือคนที่ทำธุรกิจสลาก แต่สลากไปอยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น แล้วคนพวกนี้เขาจะคอยกำหนดราคาสลากได้ ทำให้ตอนขายไม่สามารถขายได้ในราคา 80 บาท

 

แม้แต่รายย่อยที่ได้ เช่น กลุ่มผู้พิการอะไรต่างๆ คนด้อยโอกาส สลากของพวกนี้จริงๆ แล้วไปไม่ถึงพวกนี้ เพราะพวกนี้ขายโควตาล่วงหน้าไปก่อนหมดแล้ว เพราะกลุ่มหลังนี้เขาไม่มีเงินพอที่จะไปซื้อสลากด้วยเงินสดที่สำนักงานสลากในแต่ละงวด แล้วพวกที่มารับโควตาต่อจากกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มเดิม สลากก็ไหลกลับไปที่เดิมก็ทำให้สลากก็ไปอยู่ที่คนกลุ่มเดียวอีก ก็เลยทำให้มีการกำหนดราคาโดยคนกลุ่มเดียวได้ แต่อันนี้เป็นเรื่องในอดีต เพราะตอนนี้เมื่อพลเอกประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 มาแก้ปัญหาก็เชื่อว่าจะแก้ได้

 

อย่างไรก็ตาม “เอกราช” บอกว่า แนวคิดของบอร์ดกองสลากที่จะให้มีการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดต่างๆ เช่น เซเว่น-อีเลฟเว่น, บิ๊กซี, เทสโก้ โลตัส เพราะมองว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสลากให้กับประชาชนสามารถซื้อสลากได้ในราคาใบละ 80 บาท ดูแล้วแนวคิดนี้น่าเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดกลุ่มผลประโยชน์ขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง คือไปดึงผลประโยชน์ออกจากกลุ่มปากของกลุ่มหนึ่ง แต่ก็จะไปเข้าปากอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นการหนีเสือปะจระเข้ จะออกรูปนั้น เป็นการเตะหมูเข้าปากหมา ถ้าจะแก้แบบนั้น ผมมองว่าแก้ไม่ถูกจุด แล้วความเดือดร้อนของประชาชนผู้ด้อยโอกาสที่เขายึดอาชีพขายสลาก จะเอาคนกลุ่มนี้ไปวางไว้ตรงไหน เพราะอาชีพขายสลากได้กลายเป็นอาชีพหลักของคนบางกลุ่มไปแล้ว ถ้ายึดอาชีพตรงนี้ไปให้นายทุนที่มีเงินหนาแล้วจะเอาประชาชนไปไว้ที่ไหน

 

ทำให้ “เอกราช” เสนอแนวทางแก้ปัญหาสลากแพงไว้ว่า เพื่อแก้ให้ตรงจุดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตัดวงจรอุบาทว์ ตัดวงจรแสวงหาผลประโยชน์จากการขายสลาก ก็ควรสร้างระบบการจำหน่ายสลากแบบใหม่ขึ้นมา คือใช้ระบบสหกรณ์เข้าไปบริหารจัดการ โดยสร้างสหกรณ์ครอบครัวผู้จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เห็นว่าควรใช้ระบบสหกรณ์ เพราะสหกรณ์เป็นระบบที่เท่าเทียมกัน ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน คือจะมีหุ้นอยู่ 100 ล้านบาท หรือหุ้นอยู่ 100 บาท ทุกคนจะมีสิทธิ์เท่ากันคือ 1 สิทธิ์ 1 เสียงในการออกเสียงลงมติ วันนี้ชาวบ้าน คนด้อยโอกาส ที่เดินขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น 5 เล่มหรือ 10 เล่ม เขาต้องใช้เงินสดไปซื้อ ทำให้เป็นเบี้ยล่างพวกนายทุน ปัญหาก็ไม่จบ

 

วิธีการขายผ่านสหกรณ์ ก็ทำได้โดยสหกรณ์ก็ให้แต่ละคนมาเป็นสมาชิก มีเงินเท่าไหร่ก็เป็นสมาชิกได้ ไม่ว่าจะมีเงิน 100 บาท หรือ 10 บาท เพราะจะขายหุ้นละ 10 บาท แล้วให้สหกรณ์ทำสัญญาซื้อสลากจากสำนักงานสลากฯ แล้วพอได้สลากมา ทางสหกรณ์ก็ให้สมาชิกมาลงชื่อว่าใครต้องการจะนำสลากไปขาย และต้องการแค่ไหน สหกรณ์ก็จัดสรรให้ตามความต้องการของสมาชิก โดยที่สมาชิกก็แค่เซ็นสัญญากู้ยืมไว้เท่านั้น โดยไม่ต้องหาเงินสดมาให้สหกรณ์ พอขายได้ก็นำเงินที่ขายได้มาชำระหนี้ตัวกำไร เขาก็รับไป ก็จะเป็นการตัดวงโคจรของนายทุนออกไปแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เงินหมุนเวียนในสหกรณ์ก็จะวนเวียนอยู่กับสมาชิกตั้งแต่บาทแรกจนถึงบาทสุดท้าย ทุกคนก็ได้ประโยชน์ ทั้งรัฐและประชาชน ซึ่งคนไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ก็คือพวกนายทุนและคนที่ได้ผลประโยชน์ในเรื่องสลาก เพราะหากใช้ระบบนี้ก็จะมาหาประโยชน์อีกไม่ได้

 

“สปช.ขอนแก่น” ย้ำว่า วิธีการแก้แบบเบ็ดเสร็จ ต้องดูว่าชาวบ้าน คนรากหญ้า คนด้อยโอกาสจะได้ประโยชน์อย่างทั่วถึงด้วยหรือไม่ แต่ดูแล้วก็มั่นใจว่าพลเอกประยุทธ์กับพลตรีอภิรัชต์น่าจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะหากผู้บริหารไม่แสวงหาผลประโยชน์เสียเองปัญหาจะแก้ง่าย เพราะผลประโยชน์ในกองสลากเขาเรียกว่ามันเป็นแดนสนธยา สมัยก่อนไม่เคยมีการเปิดเผยออกมาหรอกว่าใครได้โควตาเท่าใด แล้วมีหลักเกณฑ์การพิจารณาให้โควตาอย่างไร เพราะมันเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองมาโดยตลอด นักการเมืองไม่ว่าใครมาเป็นบอร์ดกองสลากหรือมาเป็นรัฐมนตรี มาเจอระบบการบริหารจัดการภายในกองสลากก็เหมือนเทียนเจอความร้อน อ่อนระทวย ก่อนหน้านี้ก็มีพวกพรรคการเมืองต่างๆ บอกว่าสลากขายเกินราคาต้องแก้ไข ก็เป็นแค่นิยายหลอกเด็ก เหมือนมาเขย่าต้นพุทรา พอร่วงลงมาเก็บกินแล้วก็เดินหนีไป คนที่รับกรรมต่อไปก็คือประชาชน

 

มันเป็นแบบนี้มาชั่วนาตาปี อยากบอกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลมันเป็นการพนันที่ถูกต้องตามกฎหมายในทางนิตินัย แต่โดยพฤตินัยแล้วมันผิดกฎหมาย เพราะไปกำหนดราคาไว้ที่ 80 บาท แต่ขายกัน 100 บาท หรือ 120 บาทต่อใบ แต่ก็ไม่มีใครไปจับ ไม่แก้ปัญหาทั้งที่รู้ปัญหานี้ ก็เพราะว่าผลประโยชน์มันไปปิดตา.