เลือกอย่าให้เละ-เละก็อย่าเลือก อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

เลือกอย่าให้เละ-เละก็อย่าเลือก อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

21231

กลับมาเรื่องการบ้านการเมืองไทยอีกครั้ง หลังจาก สงบปากสงบคำไปหนึ่งสัปดาห์ และไพล่ไปเขียนเรื่องต่างประเทศอยู่หลายตอน บรรยากาศการ เมืองไทยช่วงนี้ เห็นจะหนีใจจดใจจ่อรอดูกันว่าสมาชิกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นใครบ้าง  สมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ จะได้ใครจากไหน กลุ่มไหน เข้าไปทำงาน และทั้งหลายทั้งมวลนี้ ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจคัดเลือกของหัวหน้า คสช.คนเดียว

ฟังจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กับกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป ในส่วนของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ยังคงมีจุดเน้นอยู่ที่ว่า ใครจะมาเป็นประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ และตัวบุคคลที่ถูกเอ่ยอ้างชื่อก็มีสองท่านคือ นายอานันท์ ปันยารชุน กับนายมีชัย ฤชุพันธุ์

ในส่วนของกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น ออกจะมีข่าวขัดกันที่น่าขำอยู่สักหน่อย ก็คือมีข่าวกลุ่มโน้น กลุ่มนี้ โดยเฉพาะสมาชิกสภาปฏิรูปเก่า กับรายชื่อกลุ่มนายทหารอีกฝูงหนึ่ง ว่าต่างขับเคลื่อนที่จะชิงชัยเข้าไปเป็นสมาชิกขับเคลื่อนการปฏิรูปคราวนี้ ขัดกันอย่างเหมือนถูกหยันก็คือ บรรดาผู้ที่ถูกคาดว่ามีส่วนในการเลือก ต่างปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น โยนผ้ากันไปมา

ตรงนี้ที่น่าจะเข้าได้ก็คือว่า ซุ่มเสียงของหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คือคนเดียวกันที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะพูดจาฝากไว้อย่างเข้มงวด ก่อนออกเดินทางไปประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ การตัดสินใจเลือกสมาชิกของทั้งสองกรรมการนั้น เป็นเรื่องของท่านคนเดียว ที่มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ใครขืนวิ่งขอเป็น จะลบชื่อออกในทันทีก่อนอื่นเลยทีเดียว

ผลของการแต่งตั้งจะออกมาอย่างไร โน่นคงต้องรอจนกว่าท่านนายกฯ จะเดินทางกลับมาจากการประชุมที่สหประชาชาติ จุดน่าสนใจตรงนี้ก็คือว่า บรรดาใครๆ ที่มีข่าววิ่งเต้นกันอยู่ตามข่าวของสื่อมวลชนขณะนี้ จะถูกขีดชื่อออกไปก่อนใครอื่น อย่างที่ท่านนายกฯ เจรจาต้าอ่วยเอาไว้หรือเปล่า หรือว่าก็ยังมีชื่อโผล่มาให้เห็นว่า วาจาของท่านนายกฯ ก็แค่น้ำลายเลอะปากเท่านั้นเอง

สิ่งที่น่าจับตาดูคือ กระบวนการคัดเลือกว่าทำกันอย่างไร ตั้งเกณฑ์คุณสมบัติแต่ละคณะกรรมการไว้ อย่างชวนให้น่าเชื่อถือคุณสมบัติของแต่ละคน ว่าจะทำงานของ คสช.อย่างมีประสิทธิผลแค่ไหน จุดนี้คือข้อที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรรมการร่างรัฐธรรม นูญ ว่าต้องพบพูดคุยกันก่อนว่าจะทำงานตามเป้าหมายของ คสช. ได้ไหม นั่นดูเหมือนจะเป็นเกณฑ์หนึ่งของการแต่งตั้ง

กระบวนการคัดสรรหรือการแต่งตั้งทั้งสองกรรมการดังกล่าวนี้ นับว่าคับแคบมาก ทั้งในการคัดสรรและแต่งตั้ง ดูจะขึ้นอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช.คนเดียว การกำหนดกลุ่มสัดส่วนของกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป ก็ยังนับว่าแคบและจำกัดกรอบ บนสมมุติฐานเดิมๆ เช่น สมาชิก สปช.เดิม ข้าราชการเกษียณระดับปลัดกระทรวง และอื่นๆ ซึ่งแม้จะดูเหมือนเปิดกว้าง แต่ก็แคบเหลือเกินกับการให้ส่วนสาธารณชนได้เข้ามีส่วนร่วมด้วย

เคยเขียนมาหลายครั้งแล้ว ว่ากระบวนการคัดสรรจัดตั้งคณะอะไรต่อคณะอะไรในระบบอะไรก็แล้วแต่แบบไทยๆ นั้น จะเห็นว่าเป็นการแต่งตั้งจากฐานของระบบอุปถัมภ์ แต่งตั้งจากพรรคพวก เพื่อน กลุ่ม เช่นอย่างที่จะได้ยินอยู่เสมอๆ ว่า รุ่นเดียวกันในสถาบันป้องกันราชอาณาจักร รุ่นเดียวกันในสถาบันพระปกเกล้า ยังมีการแต่งตั้งจากพวกวิ่งเต้นอยากได้ตำแหน่ง ได้เครื่องราชฯ นั่นอีก

ซึ่งโดยสรุปแบบของการแต่งตั้งดังกล่าว น่าจะบอกได้ว่า การทำงานในรูปกรรมการหรือรูปอย่างใดๆ ของประเทศนี้ ไม่ได้ช่วยให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างที่น่าพอใจ สมราคา สมคุณค่าของงานนั้นนักเลย

นี่คือจุดที่เราน่าจะต้องติดตามว่า ด้วยอำนาจของ คสช.อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมุ่งมั่นกับการปฏิรูปประเทศ การแต่งตั้งทั้งสองกรรมการสำคัญสองคณะนี้ ก็ยังไอ้แปะเอี่ยเหมือนเช่นเคยเป็นมานั่นอีกหรือเปล่า หรือปฏิรูปกันบ้างไหม

สิ่งที่เราจะได้เห็น คือคงจะได้พูดกันอีกว่าผลิตผลของการแต่งตั้งสมาชิกของทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการขับ เคลื่อนการปฏิรูป ว่าตกลงแต่ละคนมากันยังไง มาจากระบบอุปถัมภ์ของใคร มาจากการวิ่งเต้นกระสันอยากเป็นมาแต่แรก และ ไม่ได้ถูกลบชื่อออกไปก่อนอย่างที่ท่านนายกฯ พูดไว้มั้ย หรือก็ไอ้ซูเอี๋ยกันมา

องค์ประกอบของแต่ละกรรมการสองคณะนี้ น่าจะบอกอะไรได้มาก ว่าภารกิจปฏิรูปประเทศตามเจตจำนงแน่วแน่ของหัวหน้า คสช. จะบรรลุจุดอันมุ่งประสงค์ได้แค่ไหน เคยเขียนมาก่อนหน้านี้แล้ว อย่างเช่น สมาชิก สปช.ที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น บางคนที่รู้จักมายาวนาน ไม่เคยได้ยินได้เห็นเลยว่า เคยพูดอะไรในทางปฏิรูป หรือแนวคิดปฏิรูปอะไร คาดหวังได้หรือว่าเป็น สปช.เดิมนั้นแล้วจะคิดปฏิรูปอะไรกันนักหนา

นี่คือสิ่งซึ่งสาธารณชนย่อมไม่อยากเห็นอีกในกรรมการปฏิรูปที่จะมีขึ้นคราวนี้
คงได้เห็นข้อโต้เถียงกันนะครับว่า สปช.ชุดเดิมที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น ไม่น่าจะต้องกลับมาเป็นสมาชิกกรรมการขับเคลื่อนการ ปฏิรูปใหม่คราวนี้ เพราะพวกนี้ก็จะย่ำอยู่กับที่มากกว่าที่จะขับเคลื่อนเขยื้อนการปฏิรูป และหากก็ยังเป็นอย่างนั้นอีก จะหวังการขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างเลื่อนลอยได้ยังไง แม้โรดแมปของ คสช.จะยังนำจำนวนหนึ่งของ สปช.กลับเข้ามาในคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป กระบวนการคัดสรรน่าจะต้องทำกันอย่างประ ณีต เข้มข้นกว่าที่เป็นมา

ยังการกำหนดข้าราชการเก่าที่เกษียณไปแล้วนั้น ก็มีข้อถกเถียงน่าคิดกันอยู่ว่า คนเหล่านี้ทำอะไรกันอยู่ตั้งแต่สมัยเรืองอำนาจในตำแหน่งที่มีพลังต่อการขับเคลื่อนต่างๆ ว่าที่จริงคนเหล่านี้ เก่าเกินไปแล้วด้วยซ้ำ ถูกหล่อหลอมในระบบที่คุณธรรมถูกเหยียบย่ำทำลายตลอดมาไม่ใช่หรือ เขาอาจจะรู้กลไกราชการ แต่กับการปฏิรูปเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์นี้ ยังน่าสงสัยคุณสมบัติอยู่

กลุ่มทหารที่จะได้รับการคัดเลือกเข้ามาสู่การเป็นสมาชิกขับเคลื่อนการปฏิรูปคราวนี้ จะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะถูกจับตาเฝ้าดูมากที่สุดอีกกลุ่มหนึ่ง ที่จริงมีทหารเก่งๆ อยู่มาก และก็มีทหารที่เป็นทหารอยู่เยอะ การแต่งตั้งทหารเข้ามาเป็นคณะใดคณะหนึ่งก็ตาม ต้องอย่าให้เกิดความรู้สึกและทัศนะอันเป็นปฏิปักษ์ ที่มองเห็นกันว่า จะเข้าไปครอบงำบงการในเรื่องต่างๆ การปฏิรูปมันจะเป็นปฏิกูลไป

การวางกลไกต่างๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องดี และเป็นเจตนาดีของ คสช. และได้รับการตอบรับดีแล้วจากสาธารณชนไทย สิ่งที่ทั่วไปอยากเห็น คือคุณสมบัติของคนที่จะได้รับการคัดเลือกเข้าไปเป็นกรรมการคณะใดคณะหนึ่ง ควรเป็นคนที่มีโลกทัศน์กว้างไกล เข้าใจการเปลี่ยนแปลงและการเข้ามาของยุคโลกาภิวัตน์

เรามิใช่เพียงปฏิรูปด้วยเพียงการปรับปรุงแก้ไขข้อบก พร่องของเก่า แต่จะต้องเป็นการปฏิรูปจากนวัตกรรมของความ คิดอันเป็นเสาหลักของกระบวนทัศน์ในระเบียบโลกใหม่ ถึงที่สุด ของแนวคิดการปฏิรูปจากนี้ เราต้องการคนที่มีจิตวิญญาณประชา ธิปไตยด้วย ก็เราจะปฏิรูปและพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — พฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558