เลือกตั้งระหว่างฮิลลารี คลินตัน กับ อองซาน ซูจี อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

เลือกตั้งระหว่างฮิลลารี คลินตัน กับ อองซาน ซูจี

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ทั้งการเลือกตั้งในสหรัฐ และในพม่า น่าสนใจหลายแง่มุม ที่จะบอกบางอย่างกับการเมืองระหว่างประเทศที่น่าคาดการณ์อะไรหลายเรื่อง ต่อภาพการเมืองที่จะเกิดขึ้น หลังการเลือกตั้งแล้ว ข้อที่น่าจับตาก่อนอื่น ก็คือการเลือกตั้งครั้งนี้ มีสุภาพสตรีลงสมัครรับการเลือกตั้ง ซึ่งโดดเด่นด้วยกันทั้งสองประเทศ คือ ระหว่างฮิลลารี คลินตัน กับอองซาน ซูจี ซึ่งต้องดูกันว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง

ข่าวคราวที่มีออกมาจากผลการสำรวจคะแนนนิยมของทางคลินตัน ที่ว่าตกลงไปและตามหลังคู่แข่งขันอยู่มาก พลอยทำให้เกิดความห่วงใยกับหลายๆ คน ที่อยากเห็นสุภาพสตรีขึ้นมาเป็นผู้นำของสหรัฐเป็นครั้งแรกบ้าง  ซึ่งดูก็ไม่ต่างกันนัก กับความคาดหวังรอคอยอยากให้อองซาน ซูจี ขึ้นมาเป็นผู้นำสตรีของพม่าครั้งแรกเช่นกัน

ดูรูปการณ์ของการรณรงค์การเลือกตั้งของทั้งสองสุภาพสตรี ในส่วนของอองซาน ซูจี ดูว่าราบรื่นดีกว่าของฮิลลารี คลินตัน เพราะแม้คะแนนนิยมของเธอจะลดลงไปบ้าง แต่ดูเหมือนทุกสำนักข่าวจะคาดการณ์ผลการเลือกตั้งของพม่าว่าพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตยและตัวเธอเอง คงจะได้รับเลือกตั้งและได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น

ในขณะที่ฮิลลารี คลินตัน ซึ่งเป็นผู้สมัครโดดเด่นคนหนึ่ง คงยังต้องฟันฝ่าคว้าคะแนนนิยมอีกยาวไกล เพราะดูเหมือนเธอต้องต่อสู้กับผู้สมัครสุภาพบุรุษอีกหลายคน เธอยังต้องสู้กับทัศนคติเรื่องเพศ ที่ยังคงมองผู้ชายจะเป็นผู้นำได้ดีกว่า และที่สำคัญก็คือ ความรู้สึกนึกคิดจิตใจ (Mentality)  ของอเมริกันชนนั้น ต้องการผู้นำที่ทำให้สหรัฐเป็นเจ้าโลกเท่านั้นมากกว่า

สถานการณ์ในตะวันออกไกล และหลายสถานการณ์นั้น ดูจะบอกลักษณะคนอเมริกันที่มีต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายครั้งในสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้ คนอเมริกันก็ไม่ได้เลือกผู้นำที่เก่งที่ฉลาดอะไรนักหนามาเป็นประธานาธิบดีนักหรอก เช่นอย่างที่พูดกันถึงจอร์จ ดับเบิลยู. บุช นั่น คลินตันซึ่งดูว่าเก่งอย่างโดดเด่นนั้น บู๊แหลกไม่เท่า ที่จะเลือกเธอจึงดูลังเลกันอยู่มาก

ความยากลำบากของอองซาน ซูจี กลับไม่ใช่เรื่องของมวลชนชาวพม่า ยิ่งกับการร่วมเป็นพันธมิตรกับชาติพันธุ์ชน กลุ่มน้อย ในการโค่นล้มอำนาจของกลุ่มอำนาจเนปยีดอด้วยแล้ว มีส่วนอย่างสำคัญกับการรณรงค์ทางการเมือง ที่จะนำมาซึ่งชัย ชนะจากการเลือกตั้งครั้งนี้  อุปสรรคสำคัญนั้น กลับจะอยู่ที่รัฐ บาลทหารนั่นต่างหาก กับกลทางการเมืองที่แฝงอยู่กับระบบการเมืองพม่านั่นเอง

สภาพของการเมืองทั้งสองการเลือกตั้ง ที่มีสตรีโดดเด่นเป็นผู้สมัคร ที่หลายคนอยากเห็นผู้นำสตรีมีขึ้นอีกครั้ง ที่จริงผู้นำประเทศที่เป็นสุภาพสตรี มีอยู่มากกว่าในเอเชียและหลายประเทศแถบลาตินอเมริกา แต่ก็อยู่ไม่คงทนต่อเนื่องนัก และลงจากการเมืองไม่สวยนัก ก็หลายคน เอ้า! คนหนึ่งที่เห็นในประเทศไทยนี่เอง ก็กำลังตะแหง่วขอความเป็นธรรมอยู่ไม่ใช่หรือ

ยิ่งโดยเฉพาะกับกรณีของอองซาน ซูจี นั้น ความหวังที่จะเห็นเธอก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของพม่า ดูรางเลือนเอามากๆ ทีเดียว ด้วยอุปสรรคอันเกิดจากกฎเกณฑ์ที่ดูเหมือนจะเลือกปฏิบัติกับเธอเป็นการเฉพาะทีเดียว เห็นมาแต่การเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1989 นั่นแล้วไม่ใช่หรือ และคราวนี้ข้อกำหนดในโครงสร้างของการครองอำนาจ และรัฐธรรมนูญที่ตราไว้ให้เธออยู่นอกวงจรของการเข้าสู่การเป็นผู้นำบริหารประเทศ มองเห็นได้ยากกับการขึ้นมาเป็นผู้นำ แม้ว่าจะชนะเลือกตั้งก็ตาม

มีสัญญาณของความรุนแรงเตือนออกมาแล้วว่า การรณรงค์การเลือกตั้งในพม่า น่าจะเพิ่มความดุเดือดรุนแรง จนอาจเกิดเหตุน่ากังวลขึ้นอีกได้ เห็นได้จากประเทศของฝ่ายสหรัฐ ห้ามอเมริกันชนในพม่าเข้าใกล้เขตเลือกตั้ง หรือต้องระมัดระวังตัวให้มากกับการหาเสียงเลือกตั้งที่ใกล้วันเลือกตั้งเข้ามา นี่ก็ดูเป็นเหตุธรรมดากับการเลือกตั้งของพม่า เร็ววันนี้ก็อาจได้เห็นกันอีกก็ได้

ความต่างกันในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเห็นได้ชัดตรงที่การเลือกตั้งในพม่านั้น ก็เหมือนหลายประเทศในเอเชีย จนถึงขั้นที่สหภาพยุโรปกับหลายประเทศต้องส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปดูแลความปกติหรือไม่ปกติจากการเลือกตั้ง กลไกการเลือกตั้งยังต้องได้รับการรับรองหรือไม่รับรองอีกว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมยอมรับได้หรือไม่ได้ ขณะที่ของสหรัฐเขาถือว่าโปร่งใสดีมาก

และด้วยรูปการณ์อย่างนี้ คงมีคนจำนวนไม่น้อย หากผู้สมัครสุภาพสตรีทั้งสองท่านคือ ฮิลลารี คลินตัน ของสหรัฐ กับอองซาน ซูจี ของพม่า หากคนใดคนหนึ่งหลุดไป หรือหายทั้งสองคน ไม่สามารถขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศได้ คงสร้างความผิดหวังอยู่บ้างกับหลายๆ คนที่คาดหวังไว้ และสีสันการเมืองในประเทศทั้งสองและปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คงจืดอืดลงไป

การต่อสู้ในกระบวนการเข้าสู่อำนาจบริหารประเทศระหว่างสหรัฐกับพม่านั้น ให้ภาพความแตกต่างอย่างแทบจะโดยสิ้นเชิง สำหรับสหรัฐแล้ว คือข้อโอ่อวดว่าเป็นกลไกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบของสหรัฐ ที่มีฐานยึดโยงกับประชาชนแท้จริง ในขณะที่การเลือกตั้งในพม่านั้น กลไกต่างๆ กลับตาลปัตรกันแทบโดยสิ้นเชิง เพราะแม้ถึงหากประชาชนจะเลือกแล้ว แต่กลไกที่กำหนดไว้นั้น ในกรณีของพม่า มองกันได้ยากว่าอองซาน ซูจี จะขึ้นไปเป็นประธานาธิบดีได้ยังไง

ตรงนี้ทำให้น่าคิดว่า ที่สหรัฐปาวๆ ตะโกนด่าสภาพสถานะปัจจุบันของการบริหารประเทศของไทย ไม่ต่างกับสหภาพยุโรปปากเสีย ที่ก่นกดดันประเทศไทย ให้เร่งรีบจัดการเลือกตั้งขึ้น ว่านั่นคือ ความเป็นประชาธิปไตย หากมองกลไกและกลโกงที่กำหนดการเลือกตั้งแบบของพม่า ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป ยังจะบอกว่า คือประชาธิปไตยที่ต้องการพัฒนาขึ้นมาหรือ

ช่วงของการรณรงค์เลือกตั้งของทั้งสหรัฐและพม่านี้ เราคงมองเห็นวิสัยทัศน์ แนวคิดเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ ของทั้งฮิลลารี คลินตัน และอองซาน ซูจี สิ่งที่อองซาน ซูจี ดูจะเน้นให้เห็นคือการช่วงชิงอำนาจบริหารให้พ้นจากการครอบงำบงการของกลุ่มอำนาจเนปยีดอ เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของเธอ ที่ว่าแม้จะรู้ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดไม่ให้เธอเป็นประธานาธิบดีแต่หากได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น อองซาน ซูจี บอกว่าเธอก็จะเป็นผู้นำรัฐบาล ซึ่งคงต้องดูกันต่อไป

สำหรับฮิลลารี คลินตัน แล้ว น่าติดตามมาก ไม่ใช่เพียงความคาดวังว่าเธอจะเป็นสุภาพสตรี ที่เป็นผู้นำประเทศคนแรก ของสหรัฐเท่านั้น แนวคิดและแนวนโยบายที่เธอแสดงออกระ หว่างการหาเสียง มีประเด็นน่าสนใจ เช่น การตอบโต้ค้านทันทีทันควัน ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับความตกลงการค้าเสรีหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งสหรัฐและพันธมิตร 11 ประเทศเพิ่งบรรลุการเจรจาเมื่อวันจันทร์ (12 ต.ค.) ที่ผ่านมา

ท่าทีดังกล่าวนี้น่าประหลาดใจ และน่าติดตามอย่าลืมว่าเธอเองช่วงที่เป็น รมต.ต่างประเทศส่งเสริมเรื่องการค้าเสรีมาตลอด และมีส่วนในการกำหนดนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” นี่ก็ต้องดูหลังการเลือกตั้งของสหรัฐ ซึ่งดูอะไรๆ ทำท่าจะสนุกยิ่งขึ้นในเอเชียแปซิฟิกนี่เอง.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ – พุธที่ 14 ตุลาคม 2558