เรื่องน่าเบื่อการเมืองไทย

เรื่องน่าเบื่อการเมืองไทย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์:  วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2558

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

2014-10-22-11-53-22_deco

เซ็งการเมืองไทยครับ เรื่องรับร่างรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่รับก็ยังเป็นเรื่องของ สปช. เขาก็แต่งตั้งกันมาเองทั้งนั้น ก็ไปร่างกันมาเองทั้งนั้น รับหรือไม่รับก็เป็นเรื่อง สปช.ต้องไปตัดสินใจกันเอง คนอื่นยังไม่มีส่วนร่วมจนกว่าจะถึงขั้นต้องลงประชามติกันนั่นแหละ ในฐานะประชาชนที่จะใช้สิทธิ์ใช้เสียงตัดสินใจได้ด้วยตัวเองถึงจะเป็นกิจที่ต้องทำ

เพราะก็พูดกันมากพอแล้ว พอสมควรทีเดียวถึงนวัตกรรมความคิดใหม่ เรื่ององคาพยพ กรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งไม่ว่าจะมีเสียงชอบกลๆ อยู่กับกรรมการคณะนี้ ก็เห็นกันไม่ใช่หรือว่าเขาก็จะเอาของเขาอย่างนั้น จะเรียกว่าสืบทอดอำนาจหรือไม่เสียเวลาอธิบาย ใครที่เรียนรู้เข้าใจวิธีการร่างรัฐธรรมนูญของพม่าจะเข้าใจดีว่ายังไงยังงั้นทีเดียว คือทหารก็ยังคงครอบงำการเมืองอยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะอธิบายตรรกะของมันยังไง ไทยคล้ายแบบพม่าเข้าไปทุกที

ผมก็เอาใจช่วย คสช.นะ และเห็นพ้องต้องตามกับการเข้ามาของ คสช.เพื่อรักษาสถานการณ์อันเลวร้ายของประเทศไทย ไม่ให้เลือดไหลนองผืนแผ่นดิน ยอมที่จะไม่เป็นประชาธิปไตยชั่วครู่ ออกมาสู้ มาด่า ปะทะปะทังกับต่างชาติที่รุมประณามการรัฐประหารของไทย มองว่าชั่วครู่ชั่วยามของโรดแมปเสร็จสิ้นภารกิจตามกรอบเวลาแล้ว ไม่มี คสช. บ้านนี้เมืองนี้ก็เป็นประชาธิปไตยได้

นวัตกรรมเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ตราไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ คงจะต้องจารึกไว้ดั่งชิ้นหนึ่งของเศษส่วนประวัติศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยของไทย มันยังบอกไม่ได้หรอกว่ามันเป็นกลไกตัวยาหม้อใหญ่ที่จะแก้สมมุติฐานของปัญหาอันจะเกิดขึ้นในอนาคต

หากแต่นวัตกรรมการเมืองชิ้นนี้คือ ความพยายามที่ใช่แต่จะกระจายอำนาจไปยังเบื้องล่างสู่ประชาชน แต่เป็นการกระจายอำนาจสู่เบื้องบน ความแตกต่างของการมีส่วนร่วมกับความแตกต่างของการควบคุม กำกับ จำกัดอยู่ตรงนี้ ยังเห็นความแตกต่างระหว่างอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย กับอำนาจนิยมแฝงรูปเผด็จการอันน่าสะพรึงกลัวมากกว่า

มันออกอาการทะแม่งๆ อยู่กับการยืนยันมั่นเหมาะจะเดินตามโรดแมปให้เป็นไปตามกรอบเวลา  เสร็จสิ้นภารกิจแล้วก็จะไป สิ่งซึ่งดำเนินการอยู่นอกจากแก้ปัญหาแล้ว คือการวางรากปูฐานส่งต่อให้รัฐบาลใหม่รับไปทำต่อ ตงิดๆ แคลงใจอยู่ก็แต่ว่าบรรดาโครงการต่างๆ นั้น ทำราวกับจะทำเองต่อไปอีกยาวนานมากกว่า บางคนอาจถึงบางอ้อก็เมื่อเห็นกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาตินี่กระมัง

การปรับเปลี่ยน ครม.ใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะก็คือ ครม.เศรษฐกิจนั้น ให้ความหวังให้ความเชื่อมั่นแก่สาธารณชนไทยขึ้นมาใหม่ได้บ้างไม่มากก็น้อย ที่จริงเห็นใจเพราะความที่เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับฐานการส่งออกและต้องพึ่งพาตลาดโลก ก็เมื่อสหภาพยุโรปเจ๊งจนโอดโอยไปทั่ว สหรัฐก็เอาแต่รบจนไม่มีเวลาซื้อสินค้าส่งออกของไทย เศรษฐกิจไหนๆ ของไทยมันก็ทรุดต่ำลงเป็นธรรมดา

ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่จึงถูกวางความเชื่อมั่นไว้สูงว่า จะพยุง สถานะทางเศรษฐกิจของไทยให้กระเตื้องขึ้น ถ้าไม่มอง ครม.เศรษฐกิจชุดเก่าที่ตะบันเอาแต่เรื่องภาษีโน่นภาษีนี่ตะพึดตะพือ  เราก็จะเห็น มาตรการใหม่ๆ ผิดแผกแตกต่างออกไป อย่างเรื่อง SME ซึ่งเห็นพูดกันแทบทุกรัฐบาล แต่ก็ไม่เห็นไปไหน และเราก็คงเฝ้าดูนโยบายขับเคลื่อน SME ของ ครม.เศรษฐกิจใหม่นี้จะอวดโชว์อะไรได้บ้างไหม

SME นั้นจะเห็นว่าถูกหยิบยกมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับความสำคัญตลอดมา ดูเหมือนทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า SME เป็นฐานรากของการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะละเลยเสียมิได้ ฟื้นฟูได้จะช่วยเร่งเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เพราะ SME สำหรับประเทศไทยแล้วมีจุดเด่น มีโอกาส มีศักยภาพสูงมาก แต่มีอุปสรรคที่ร้ายกาจกว่า

มันเกิดได้ยากเพราะเพียงแค่ลมปากอยากส่งเสริมสนับสนุน และยังไม่สามารถพัฒนาถึงขั้นเป็นอุตสาหกรรมหมู่บ้าน (Cottage industry) อย่างเข้มแข็งจริงจัง ปล่อยให้ทำกันไปตามบุญตามกรรมมากกว่า แหล่งเงินทุนกลายเป็นกลไกโหดร้ายต่อผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่เสียมากกว่า ทั้งเรื่องการตลาด การช่วยเหลืออย่างครบวงจร แท้จริงลมปากเธอหวาน หลอกกันมานานหลายหมื่นอย่าง

เคยมีการดำเนินการกันอย่างจริงจังตามกฎหมายการค้าที่ไม่เป็นธรรมบ้างไหม พ่อค้าแม่ขายเขารู้ดี บริษัทของทุนใหญ่ กีดกันการค้า ค้าขายแบบมัดมือชก ขายพ่วงบ้าง ขายเข่นฆ่า SME ไปโดยไม่รู้ตัวด้วยเครือข่ายแฟรนไชส์ของตนทั่วประเทศ ขูดรีดสินค้า SME ที่เพียงแต่จะเอาสินค้าเข้าร้านค้าเหล่านั้น ตัวกำหนดสินค้า SME กลายเป็นเครือข่ายแฟรนไชส์อันไร้ขอบเขต เกิดจากการค้าแบบไม่เป็นธรรม ซึ่งหากรัฐบาล คสช.แก้ไม่ได้ก็อย่าหวังรัฐบาลอื่นจะแก้ได้ ทุนใหญ่ที่เป็นทุนการเมืองนั้นแผ่เงาทะมึนอยู่เสมอ

ปัญหาหนึ่งของไทยเราคือเรื่องคนนี่เอง มีความไม่เอาไหนให้เห็นอยู่ทั่ว เพราะคนไม่ปฏิบัติเอาจริงเอาจังกับกลไกตัวบทกฎหมายที่มีอยู่นั่นเองเป็นสำคัญ คนที่ใช้กฎหมายก็คือคนของรัฐ นี่ถ้าปัดฝุ่นเอากฎหมายการค้าที่ไม่เป็นธรรมมาใช้อย่างเคร่งครัดหรืออย่าง อ่อยๆ อ่อนๆ ก็ตาม การค้าแบบต้องพ่วงโน่นพ่วงนี่ บีบบังคับไม่ให้ซื้อ SME ของคนอื่นจะรู้เลยว่าใครคือตัวการทำลาย SME

จะต้องพัฒนา SME ให้ครบระบบ การส่งเสริมสนับสนุนต้องเปิดกว้างยืดหยุ่น แต่ต้องเข้มแข็งจริงจัง ทั้งในเรื่องการเข้าถึงเงินทุน การตลาด ทำ SME ให้พัฒนาถึงขั้นเป็น Cottage industry จะเหมาะไหม  ดีไหมกับมี SME ของไทย หรือจะปล่อยให้ทุนใหญ่ขยายแฟรนไชส์ของตนทำลายตลาด SME ไปในตัว ไปดูเถอะจะเอาสินค้าเข้าเครือข่ายสักตัว เจอกับเงื่อนไขช่วยให้ล้มละลายมากกว่าจะส่งเสริมให้เติบโต  หรือเราฉีกกฎหมายการค้าไม่เป็นธรรมทิ้งไปดีกว่ากับสภาพปัจจุบัน

และนี่เองที่เมื่อเห็นการแถลงนโยบายของ ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ ที่จะหยิบยกเอา SME ขึ้นมาขับเคลื่อนกันอย่างจริงจัง ก็ต้องเอาใจช่วยก็สร้างความหวัง SME น่าจะเกิดได้ใหม่จากฝีไม้ลายมือของรัฐบาล คสช.และ ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่นี้ นอกจากจัดขบวนการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้ว จัดเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนแล้วพัฒนา SME ให้ก้าวหน้าขึ้นทั้งด้านเทคโนโลยี การตลาด ปัดฝุ่นจัดการนำเอากฎหมายการค้าที่ไม่เป็นธรรมมาบังคับใช้อย่างจริงจังเสีย ถ้าไม่อยากล้มเหลว

นี่ขนาดผมว่าเบื่อที่จะเขียนเรื่องการเมืองไทย ผมยังลากมาได้ยาวทีเดียว สิ่งซึ่งประชาชนไทยจะต้องเตรียมตัวสำหรับการไปลง ประชามติรัฐธรรมนูญตามร่างที่เสนอนี้ ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐ ธรรมนูญ ก็คือ ศึกษาร่างในมาตราต่างๆ วิเคราะห์วิจารณ์ความเหมาะความควรของแต่ละมาตรา รับได้หรือรับไม่ได้จะต้องเข้าใจตั้งมั่นว่า เราจะลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่แฝงรูปแบบอำนาจนิยมอันน่ารังเกียจเหลือเกิน

ซึ่งก็ยังสงสัยว่าจะพิจารณาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังไง คนที่ร่างเขาให้โหลดกันเอาเอง ยาวเป็นร้อยหน้าอย่างนั้นใคร จะโหลดสักกี่คน ตาสีตาสาจะเอาอะไรไปโหลด โหลดร่างรัฐ ธรรมนูญแล้วจะอ่านรู้เรื่องแค่ไหน บางทีในที่สุดเราจะเห็นว่า การลงประชามตินั้นก็คงเป็นไปตามการขับเคลื่อนของพรรคการเมืองนั่นเองมากกว่า อิอิ.