เมื่อสหรัฐกลับมาหาเอเชีย

เมื่อสหรัฐกลับมาหาเอเชีย

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

สหรัฐกลับมาหาเอเชียแล้ว หลังจากลดอิทธิพลของตนไปมากทีเดียว ภายหลังการพ่ายแพ้สง ครามอินโดจีนครั้งที่สองจากเวียดนาม นับแต่ปี ค.ศ.1975 เป็นต้นมา และนับแต่ต้องถอนฐานทัพและลดกำลังทางทหารของตนลงไปจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ช่วงปี ค.ศ.1992 สัญญาณการกลับมาที่ชวนระทึกใจอยู่พอควร ก็คือการส่งกองเรือที่ 7 เข้าสู่น่านน้ำทะเลจีนใต้ นั่นไง

ส่วนระทึกใจที่ว่านี้ ก็คือเสียงแสดงออกถึงความไม่พอใจ ของฝ่ายจีน ที่ดูจะออกมาแถลงการณ์และพูดจาทั้งในลักษณะข่มขู่และขับไล่กองเรือที่ 7 ของสหรัฐที่ว่านี้ ด้วยอ้างว่าเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยแห่งดินแดนของตน โดยเฉพาะเขตทะเล จีนใต้ทั้งหมดนั้น จีนอ้างสิทธิครอบครองทั้งหมดอยู่แล้ว ในขณะที่สหรัฐมองประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตน และอ้างสิทธิการเดินเรืออย่างอิสระในน่านน้ำทะเลทั้งหลาย โดยไม่ไปขัดหรือละเมิดกฎหมายทะเล หรือกฎหมายระหว่างประเทศอื่นใด

เรื่องเขตพื้นที่ขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ได้เคยเขียนถึงหลายครั้งแล้วซ้ำซาก เพราะก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในระยะหลังๆ มานี้ อีกทั้งความขัดแย้งดังกล่าว ยังเกี่ยวเนื่องมาถึงอีก 4 ประเทศในอาเซียน คือ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งแย่งสิทธิครอบครองอยู่กับจีน เมื่อสหรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย สีสันการเผชิญหน้าท้าทายก็พลอยทำท่าชวนตื่นตาตื่นใจขึ้นมา

ดูการกลับมาของสหรัฐให้สนุก ก็ต้องดูการมาถึงของทูตสหรัฐคนใหม่ ซึ่งเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว เริ่มจากการเดินทางไปพบและแนะนำตัวเองกับ รมต.ต่างประเทศของไทยสองวันมานี้เอง คนไทยก็ดูจะเฉยเฉื่อยอยู่ในทีกับทูตสหรัฐคนใหม่นี้ ลึกๆ แล้วก็อาจเป็นได้ว่าความรู้สึกไม่ชอบและไม่พอใจกับพฤติกรรมผิดประเพณีทูตของทูตสตรีคนก่อนหน้าเขาก็เป็นได้

เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นการกลับมาของสหรัฐสู่ประเทศไทยคราวนี้ จึงดูนอบน้อม ถ่อมตนอยู่ไม่น้อย ไม่เอะอะตึงตังด้วยเสียงกราดเกรี้ยวต่อไทย เช่นในช่วงแรกก่อนหน้าเขาจะเดินทางเข้ามาประจำตำแหน่งในประเทศนี้ การพูดถึงความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อสถานการณ์ของไทย กับการแสดงจุดยืนของสหรัฐกับความต้องการให้มีประชาธิปไตยตามโรดแมปนี้ จริงใจแค่ไหนยังเป็นเรื่องต้องตามดูกัน

งานของทูตสหรัฐประจำประเทศไทยจากนี้ จะยากลำบากขึ้นกว่าเดิม กับการดูดดึงความชื่นชมสัมพันธภาพที่สหรัฐอยากสานต่อให้แนบแน่นเช่นเดิม อย่างน้อยคนไทยเริ่มรู้สึกและไม่รับความสัมพันธ์แบบ “เจ้านายกะลูกกะจ๊อก” อีกต่อไปแล้ว และสหรัฐควรรู้ด้วยว่า ประสบการณ์ “ต้มยำกุ้ง” ในปี ค.ศ.1997 นั้น เพื่อนรักกว่า 180 ปีอย่างสหรัฐ เปิดตูดไปไม่ได้ช่วยไทยเลย จริงไหมเล่า

ความยากลำบากของงานของสหรัฐกับการกลับมาสู่เอเชียอีก ครั้งนี้ ก็เพราะสภาพสถานการณ์ของภูมิทัศน์ทางการเมืองในเอเชียแปซิฟิก เปลี่ยนไปจากเดิมที่สหรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวมากมายในยุคสง ครามเย็นแล้ว การต่อต้านปิดล้อมป้องกันลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่มีแล้ว อาเซียนซึ่งเกิดจากความกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ ยังรับเอาสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เช่น เวียดนามและลาว เข้ามาเป็นสมาชิกด้วยซ้ำไป

ยิ่งกับการเติบใหญ่กล้าแข็งของจีน ทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร และกับการที่อาเซียนเติบโตพัฒนาเข้าสู่บูรณาการของการเป็นประชาคมอาเซียน การต่อสู้ในระหว่างลัทธิการเมืองและการปกครองที่ต่างกันก็เปลี่ยนไป และกลายเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการค้าต่อกัน ดังจะเห็นได้ในกรณีข้อตกลงการค้าเสรี TPP กับ RCEP ที่นำโดยสหรัฐกับจีน เป็นต้น เริ่มจะขับเคี่ยวกันเข้มข้นยิ่งขึ้นแล้ว

ระหว่าง TPP กับ RCEP นี้ ก็จะเห็นการถ่วงดุลด้านการค้าต่อกัน ระหว่างค่ายที่รวมอยู่กับหัวเรือใหญ่อย่างสหรัฐ กับชาติที่จะเข้าร่วมกับ RCEP ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นไม่ช้านี้ TPP มีสมาชิกเข้าร่วมแล้ว 12 ประเทศ ซึ่งน่าสังเกตว่า มีสมาชิกในอาเซียน เช่น มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่ไม่มีประเทศไทย ซึ่งโจทย์ใหญ่ข้อนี้เอง ที่ทูตสหรัฐคนใหม่จะต้องแก้ จะเอาไทยหรือจะยังทิ้งไทย

โจทย์ใหญ่เช่นว่านี้ เป็นปัญหาของสหรัฐเอง และบ่งชี้พันธมิตร 182 ปี ทั้งเก่าแก่ทั้งร่วมเป็นร่วมตายในยุคสงครามเย็น ซึ่งสหรัฐทิ้งห่างให้เห็นหลายครั้งหลายคราว ประเด็นที่เกิดขึ้นคราวนี้คือ เมื่อเห็นชัดว่าสหรัฐไม่เอาไทยเข้าสู่ TPP ก็คือปล่อยให้ไทยมีอำนาจต่อรองกับการตัดสินใจอยู่กับ TPP หรือจะเข้าร่วมกับ RCEP ในที่สุด

ดูจากแนวโน้มและสถานการณ์ภาวะแวดล้อมของไทยขณะนี้ ประเทศไทยน่าจะเข้าร่วมกับ RCEP ของฝ่ายจีนมากกว่า ด้วยเหตุผลสำคัญจากการถูกสหรัฐทอดทิ้ง ไม่รับไทยเข้า TPP ขอให้สังเกตกันด้วยว่า TPP ของสหรัฐนั้น ไม่มีสมาชิกจากประเทศยุโรปเข้าร่วมด้วยเลย ขณะที่หลายประเทศในยุโรป แสดงเจตจำนงเข้าร่วมกับ RCEP การแข่งขันการเค้าเสรีของสองค่ายในระยะต่อจากนี้ จึงมีทีท่ามันพ่ะย่ะค่ะ และน่าเป็นเรื่องต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

นโยบายของสหรัฐต่อการกลับมายังเอเชียแปซิฟิกอีกครั้งนี้ ค่อนข้างช้า และปล่อยเลยจนหลายชาติในอาเซียนบ่นกันพึมพำ และพอเริ่มต้นก็เห็นรอยร้าวฉานอันจะเกิดขึ้นโดยตรงกับจีน กับอาเซียนนั้น TPP ทำให้เห็นอาการอันแปลกแยกของบางรัฐสมาชิกอาเซียนแตกตัวออกไป เอนเอียงอยู่กับสหรัฐและกับจีน นั่นเท่ากับจุดประกายระส่ำระสายในอาเซียนขึ้นมาหรือเปล่า

ทูตสหรัฐคนใหม่กลับเข้ามาสานสัมพันธ์กับไทยในสถาน การณ์เช่นนี้ จึงยิ่งเป็นเรื่องอันท้าทายอยู่มาก ความเชี่ยวชาญด้านเอเชียแปซิฟิกของเขาจะทำให้งานของเขาในประเทศไทย พัวพันไปถึงการเข้ามาของสหรัฐอีกครั้งในเอเชียแปซิฟิกและในอาเซียน โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนอันเป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐด้วยแล้ว เราน่าจะได้เห็นบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาคอีกด้วย นี่จะเป็นจุดที่การต่างประเทศของไทยเล่นเกมกันให้ทันกันก็แล้วกัน

ใช่แต่เกมแก่งแย่งชิงดี ระหว่างการค้าเสรีใน TPP กับ RCEP ของสหรัฐกับจีนเท่านั้น การประกาศผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิกนั้น จะทำให้สหรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการมากมายหลายเรื่องในเขตภาคส่วนนี้ และสหรัฐเห็นว่ากระทบต่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตน เช่นกรณีทะเลจีนใต้ขณะนี้เป็นต้น ยุทธศาสตร์สหรัฐกับพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ก็มีเรื่องของการแย่งสิทธิเกาะต่างๆ ในทะเลแถบเอเชียตะวันออกเช่นกัน

ประเด็นอันจะพัวพันยุ่งเกี่ยวต่อกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องการแข่งขันการค้าเสรีของสองค่ายกับการแผ่ขยายอำนาจทางทะเล ทำให้เห็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐถูกมองว่าเป็นการ “ถ่วงดุลกันใหม่” (Rebalance) หรืออาจมองเป็นการก้าวรุกอีกครั้งของสหรัฐกับการกลับมาสู่เอเชียในทศวรรษนี้ก็เป็นได้ แล้วเวลาที่สหรัฐไปไหนนั้น มีบ้างไหมไม่วุ่นวายยุ่งเหยิง

เนื้อที่ข้อเขียนหมดเสียแล้ว บางทีจะต้องค่อยๆ เรียบเรียงมาเรียนรู้ร่วมกัน กับการกลับมาใหม่ของสหรัฐอเมริกาสู่ เอเชียอีกครั้ง โดยเฉพาะกับนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” ว่ามียุทธศาสตร์อะไรบ้าง.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ – จันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2558