เมื่อการเมืองมาเลเซียจะมาถึงจุดเปลี่ยน

เมื่อการเมืองมาเลเซียจะมาถึงจุดเปลี่ยน

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองในมาเลเซีย ที่เริ่มมีการกดดันเรียกร้องนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ให้สละตำแหน่งเสียแต่โดยดี จากข้อกล่าวหา ความไม่ชอบมาพากล กรณีที่มีการค้นพบว่า เขารับสินบน และบริหารกองทุนวันเอ็มดีบี (1 MDB = 1 Malaysia Dovelopment Bank) มีรายงานข่าวว่า พบเงินเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเขา

เรื่องการค้นพบเหตุอันเป็นเงื่อนงำเหล่านี้ พูดกันมานานพอสมควร และเริ่มรุกเร้าเข้มข้นขึ้นจนถึงกับมีการรวมตัวประท้วง ไล่แห่นาจิบ ราซัค ให้ลาออก เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง แต่แล้วก็จะเห็นว่านายกรัฐมนตรีของมาเลเซียยังคงดึงดันอยู่ในตำแหน่งต่อมา แถมซ้ำยังได้จับกุมผู้ประท้วงตามกฎหมายความมั่นคงภายในของมาเลเซียอีกด้วย เรื่องก็เลยค้างคาด่าทอกันเรื่อยมา

การปกป้องตัวเองของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียผู้นี้ถึงระดับแบบอย่างที่ไทยๆ เรียกขานกันว่า “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” เลยทีเดียวก็ว่าได้ เพราะเมื่อมีเหตุสงสัยต่อจำนวนเงินที่โอนเข้าบัญชีของเขานั้น ใช่แต่จะมีเสียงโวยมาจากนักการเมืองฝ่ายค้านเท่านั้น หลายคนที่ใกล้ชิดเขา และอยู่ในระดับสูงทั้งในพรรคอัมโนและในคณะรัฐมนตรีของเขา ถูกปลดออก ระเบิดเถิดเทิงไปตามๆ กัน

คนสำคัญที่โดนปลด มีตั้งแต่ มูห์ยิดดิน ยัสซิน รองนายกรัฐมนตรีของนายราจิบ ราซัค เอง มูห์ยิดดินเองดำรงตำแหน่งรองประธานพรรคอัมโน จึงเร่งเร้าพรรคไม่ให้วางเฉยต่อกรณีที่เกิดขึ้นนี้ คอยรุดดิน ฮัสซัน ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกอาวุโสของพรรคอัมโนกับทนายความของเขา นายแมตเธียส ซาง ก็โดนจับกุมในข้อหาที่พยายามไปค้นหาหลักฐานเรื่องเงินที่โอนเข้ามา การเมืองมาเลเซียเล่นกันแรงนะครับ

สองวันมานี้ ได้มีการรวมตัวกันขึ้นมาอีกแล้ว นำโดยมหาเธร์ โมฮัมหมัด พร้อมกับแกนนำพรรครัฐบาลและสมาชิกอาวุโสของพรรค เช่น เต็งกู ราซาเลห์ อัมซะ และซานูซี ญนิด เรียกร้องให้แก้ปัญหาความอื้อฉาวของกองทุนวันเอ็มดีบี และให้ประณามการลงโทษผู้ออกมาวิจารณ์รัฐบาลเรื่องนี้ และเรียกร้องให้นายกฯ ราจิบ ราซัค ลาออกพร้อมกับชี้แจงข้อกล่าวหา

นายกรัฐมนตรีราจิบ ราซัคนั้น ก็สู้ชนิดหัวชนฝาเลยทีเดียว และไม่ยอมลงจากตำแหน่งมาจนถึงทุกวันนี้ ดูๆ ไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกันนักกับการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา ที่มีการขับไล่นายกรัฐมนตรีของไทยบางคน ทั้งในข้อหาทุจริต ทั้งโดยความชอบธรรมทางการเมือง จนถึงกับมีวันมวลมหาประชาชนออกมาเดินขบวนขับไล่ บันทึกเป็นประวัติศาสตร์อันน่าอับอายแก่คนที่ถูกขับไล่นั้น

หลายกรณีคอร์รัปชันอันเกิดขึ้นแทบเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของโลกทางแถบนี้ ดูคล้ายราวจะเป็นเรื่องอันเป็นปกติธรรมดา ยิ่งขึ้นทุกวัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอื้อฉาวที่สุด ใครจะมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนในกลโกงอย่างไร ใครที่มันโกงเอาดื้อๆ ง่ายๆ โกงแบบใช้คำอธิบายสวยหรู “ทุจริตโดยไม่เจตนา”, “คอร์รัปชันทางนโยบาย” และที่สุดของที่สุด คือ “ด้านได้ อายอด” ใครจะทำไม

เหตุอันเป็นที่มาของความยุ่งยากทางการเมือง มีมูลจากการโกงกินคอร์รัปชันนี้เองเป็นปฐม เห็นได้ชัดอีกจากองค์กรความโปร่งใส ที่สำรวจด่าประจานเป็นระดับๆ ของชาติขี้โกงมากน้อยที่มีอยู่เป็นอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะกับประเทศในอาเซียนไม่ต่างกัน นี่ยังห่วงว่า กับกรณีทุจริตในโครงการจำนำข้าว ซึ่งเป็นคดีความอื้อฉาวกันอยู่นี้ จะกระหน่ำลำดับชั้นชาติขี้โกงของประเทศไทยให้เป็นที่ดูหมิ่นดูแคลน ย่ำแย่กว่าเก่าลงไปอีกสักเท่าไรกัน

นี่เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น  คอร์รัปชันไม่ว่ารูปแบบใดๆ ล้วนนำเหตุยุ่งยากมาสู่ภาพการเมืองโดยรวมของแต่ละประ เทศแทบทุกครั้งไป ขอให้สังเกตดูเถิด เหตุซึ่งนำมาซึ่งการปฏิวัติรัฐ ประหารของแทบทุกประเทศนั้น มีเหตุผลสำคัญอันมีที่มาจากการโกง กินคอร์รัปชันในแวดวงของรัฐบาลนั่นเอง ปฏิวัติรัฐประหารของประ เทศไทยนั้น ล้วนมีเหตุผลข้อนี้อ้างถึงอยู่ด้วยทุกครั้ง และก็มีความจริงอยู่มาก กับรัฐบาลที่เพิ่งถูกรัฐประหารไป เห็นได้จากคดีคอร์รัปชัน ขึ้นศาลกันเป็นแถวขณะนี้

มองอย่างนี้ เหตุที่เกิดกับรัฐบาลของมาเลเซียขณะนี้ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และก็ไม่ต่างอะไรมากมายนักกับเหตุที่เกิดกับประเทศไทย และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่เมื่อสาธารณชนตระหนักรู้เสียแล้ว การรณรงค์ในการต่อต้านการคอร์รัปชันจึงขับเคลื่อนแข็งขัน ปลูกสำนึกสาธารณะต่อประเด็นอันเป็นปัญหาที่เกาะกินอยู่ เราจะสังเกตเห็นว่า คดีคอร์รัปชันต่างๆ ของไทย กำลังได้รับการตัดสินเพิ่มขึ้น และการนำคนผิด คนโกงมารับโทษนั้น กำลังเป็นเรื่องยินดีปรีดาในสังคมไทยมากกว่า

กรณีการต่อต้านและปราบปรามคอร์รัปชันในประเทศไทยนั้น ได้รับการเปิดเผยและนำตัวผู้ถูกกล่าวหาว่าโกงกินคอร์รัปชัน เข้าสู่กระบวนการกฎหมายของประเทศ ฉาวโฉ่อึงอลกันทั่วขณะนี้ แต่กับกรณีของมาเลเซีย น้อยนักที่เราจะได้ยินข่าวการเดินขบวนขับไล่ผู้นำรัฐบาลของมาเลเซีย ด้วยข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใส หรือเงื่อนงำการโกงกินคอร์รัปชัน ส่วนมากของกระบวนการต่อต้านรัฐบาลเป็นเรื่องทางการเมืองเสียมากกว่า อย่างเช่นกรณีที่รัฐบาลจับอันวาร์ อิบราฮิม เข้าคุกไปนั่นไง

อะไรคือสิ่งซึ่งภาพลักษณ์ของมาเลเซีย ดูดีในเรื่องความโปร่งใส จนแทบไม่ค่อยได้ข่าวเรื่องนี้ เช่นข่าวการเดินขบวนขับไล่ และการออกแถลงการณ์กดดันให้ราจิบ ราซัค ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่น่าสังเกตและน่าสนใจคือ ทั้งคนและกระบวนการขับไล่ หรือออกมาเดินขบวนขับไล่ราจิบ ราซัค นั้น เป็นคนสำคัญๆ และหลายคนจากพรรคอัมโนนั่นเอง นอกเหนือจากประชาชนและคนจากพรรคฝ่ายค้าน

เหตุซึ่งเกิดกับการเมืองในมาเลเซียคราวนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของประเทศอย่างน่าติดตามยิ่ง ประการแรกสุดที่จะต้องไม่ลืมก็คือว่า มาเลเซียปกครองโดยพรรคอัมโนพรรคเดียวมาโดยตลอดในระยะเวลาอันยาวนาน และนี่เองที่การปกปิดความไม่ชอบมาพากลหรือแม้เรื่องการโกงกินคอร์รัปชันจึงไม่มีเปิดเผยออกมาเลยตลอดระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งตอนนี้กำลังขุดคุ้ยเปิดเผยกันแล้ว

การเปิดเผยขุดคุ้ยนี้เอง จะกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคอัมโนที่ปกครองมาเลเซียมานาน ความพยายามในการปกปิดการโกงกินคอร์รัปชันในพรรคอัมโน และในการบริหารงานของรัฐบาล พรรคอัมโนก็จะถูกขุดคุ้ยมากขึ้น ที่จริงเรื่องเหล่านี้ก็ใช่จะไม่รู้กันมาก่อน หากแต่รับรู้ประโยชน์ที่ได้อยู่ในที เฉพาะกรณีเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น หัวหน้าสำนักงานพรรคทุกภาคส่วนของพรรคอัมโน ก็ดูเหมือนจะมีข่าวเกี่ยวข้องแบ่งปันเงินจำนวนนี้ด้วย

จุดนี้เองที่ดูจะทำให้นายราจิบ ราซัค พูดไม่ออก เพราะเปิดเผยออกมาเมื่อไร พรรคอัมโนก็พังเรียบร้อยและก็ยังไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียคนที่ผ่านๆ มาอย่างไรด้วย

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น คือจุดที่เราจะเห็นได้ว่า กลุ่มพรรคฝ่ายค้านในมาเลเซีย มีการรวมตัวกันเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในการรวมตัวต่อสู้กับพรรคอัมโน และก็จะเห็นได้ว่า พรรคฝ่ายค้านเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น บางทีจากนี้เราน่าจะได้เห็นจุดเปลี่ยนของการเมืองในมาเลเซียไม่ช้าไม่นานนี้.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — ศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2558