เปิดพิมพ์เขียวปฎิรูปประไทย ต้องเริ่มแก้ไขจากปัญหาเหลื่อมล้ำ-ยากจน : รศ.นฤมิตร สอดศุข

เปิดพิมพ์เขียวปฎิรูปประไทย ต้องเริ่มแก้ไขจากปัญหาเหลื่อมล้ำ-ยากจน : รศ.นฤมิตร สอดศุข

ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์/ 7 พ.ย. 2557เปิดพิมพ์เขียวปฎิรูปประไทย ต้องเริ่มแก้ไขจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน

รศ.นฤมิตร สอดศุข ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจีนในระบบเศรษฐกิจโลก ม.รังสิต ได้กล่าวผ่านรายการ WISDOM TALK ของสถานีโทรทัศน์ อาร์เอสยู วิสดอม ทีวี ช่วงปฎิรูปประเทศไทยกับมหาวิทยาลัยรังสิต ว่า พิมพ์เขียวในการปฏิรูปประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นั้นถือเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาของประเทศที่ผ่านมา เช่น เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ คสช.ชูแนวคิดชัดเจนในการปกป้องสถาบันอันเป็นที่เคารพของคนไทย นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ด้วยการปรับปรุงให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับสังคมไทย เพราะประชาธิปไตยที่เหมาะกับสังคมของไทยต้องไม่ใช่รูปแบบที่ถูกถอดมาจากประเทศตะวันตก เพราะหากไม่แก้รัฐธรรมนูญจะกลายเป็นการเปิดช่องให้คนที่คิดไม่ดีใช้ช่องว่างดังกล่าวฉกฉวยประชาธิปไตยที่เป็นเพียงรูปแบบแต่มีความเป็นเผด็จการซุกซ่อนไว้ข้างใน

รศ.นฤมิตร กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนนั้นต้องเป็นการแก้ปัญหาในภาพรวม ซึ่งจะแก้ไขเพียงด้านเศรษฐกิจอาจไม่เพียงพอ แต่อาจต้องโยงกับเรื่องการศึกษา การเมืองการปกครอง การกระจายอำนาจ และด้านอื่นๆ ดังนั้นการแก้ปัญหา 11 หัวข้อจึงเป็นการแก้ปัญหาในภาพรวมเชิงลึกรวมถึงเรื่องความยากจนด้วย

“การที่ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไม่ได้เป็นเพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นหากปล่อยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจน ก็เป็นเรื่องง่ายที่คนเหล่านี้จะถูกหลอก ในขณะที่หัวใจของประชาธิปไตยที่แท้จริงคือ การเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม ดังนั้นต้องเร่งแก้ปัญหาด้านความเป็นอยู่เพื่อดึงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ของตัวเอง” ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจีนในระบบเศรษฐกิจโลก ม.รังสิต กล่าว

รศ.นฤมิตร อธิบายต่อไปว่า แม้แต่เรื่องการศึกษาก็ต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้คนในท้องถิ่นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการองค์ความรู้ให้มีความเหมาะสมและเป็นที่ต้องการในท้องถิ่นซึ่งนี่เป็นปัญหาที่ต้องดูอย่างละเอียด อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการทำงานด้านปฏิรูปของ คสช. แล้ว ล่าสุดยังมีการเปิดตัวของสภาปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปไม่นานที่มหาวิทยาลัยรังสิต โดยทาง สปท.จะทำหน้าที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนภาพการทำงานด้านการปฏิรูปประเทศ อีกทั้งยังทำหน้าที่เหมือนตัวช่วยของ คสช.ในการรวมรวมประเด็นที่น่าสนใจจากภาคประชาสังคมที่ต้องการเสนอแนวทางปฏิรูปให้ คสช.ได้รับฟัง นอกจากนี้สมาชิกบางส่วนของ สปท. ก็ยังเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยดังนั้นเสียงสะท้อนเรื่องการปฏิรูปทุกเสียงก็มีโอกาสสะท้อนไปสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยเช่นกัน

รศ.นฤมิตร เล่าต่อไปว่า มุมมองของทหารจะเน้นเรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นหลักดังนั้นการที่มีปัญหาการเมืองและกระทบไปถึงปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงในประเทศ ทหารจึงมุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบกฎหมายที่ทำให้เกิดเสถียรภาพในประเทศ อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาดังกล่าวยังเหมือนเป็นดาบสองคม เนื่องจากการเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม หรือมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ที่ผ่านมาจะพบว่าการแสดงความคิดเห็นหรือการชุมนุมหลายครั้งเป็นที่มาของความไม่สงบจนสามารถนำไปสู่การใช้อำนาจนอกระบบ ดังนั้นจุดนี้จึงอาจกลายเป็นปัญหาในอนาคต และเป็นจุดที่ฝ่ายทหารต้องคิดหนักว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร เพราะการห้ามการชุมนุมก็จะไม่เป็นประชาธิปไตยแต่ถ้าปล่อยให้มีการชุมนุมมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นจึงเป็นที่มาของแนวคิดในการทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายด้วยการปฏิรูปกฎหมาย ให้สามารถบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง นอกนี้ยังรวมไปถึงเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่จะออกแบบอย่างไรไม่ให้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จมากเกินไปด้วยเพื่อป้องกันการผูกขาดทางการเมืองซึ่งก็ต้องมีการหาทางออกกันต่อไป

“ส่วนเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมนั้น เกิดจากการที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้เท่าเทียมกัน เช่น ปัญหาที่ดินกระจุกตัวที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรทางการผลิตได้ ซึ่งสิ่งนี้ก็ยังเป็นจุดเริ่มของปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย โดยตนมองว่า เรื่องภาษีที่ดินและภาษีมรดกจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่ง คสช.ผลักดันเรื่องภาษีที่ดินและภาษีมรดกได้สำเร็จจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศได้มากขึ้น” ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจีนในระบบเศรษฐกิจโลก ม.รังสิต กล่าว

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]