175655

ศาสตร์พระราชาในมุมมองคนรุ่นใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์พระราชาในมุมมองคนรุ่นใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

“ศาสตร์พระราชา” คำนี้ คนในยุคของผมอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้วแต่อาจไม่ได้สนใจรายละเอียดมาก เพราะเมื่อดูจากคำแล้วมันค่อนข้างไกลตัวมากและคำที่ถูกพูดถึงกับศาสตร์พระราชามากที่สุดคือหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งตัวผมนั้นเกิดและเติบโตในเมืองมาโดยตลอดเลยทำให้ผมกับศาสตร์พระราชานั้นเป็นเหมือนเส้นขนานกันมาตลอด แต่เมื่อมาในช่วงปัจจุบันที่มีการกระจายความรู้ในเรื่องศาสตร์พระราชาอย่างกว้างขวางทำให้ผมหันกลับมาสนใจในศาสตร์พระราชา ผมได้ศึกษาด้วยตัวเองถึงศาสตร์พระราชาในเบื้องต้นนั้น ผมว่าเป็นการรวมรวบการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทยจากความคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยผ่านพระราชณียกิจต่างๆในสมัยของพระองค์ ซึ่งสามารถรวบรวมได้มากกว่า 4,000 โครงการตลอด 70 ปี ที่พระองค์ดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจนถึงปัจจุบัน

หลังจากการศึกษาในศาสตร์พระราชา ผมกลับพบว่าศาสตร์พระราชาในบางเรื่องไม่ได้เป็นสิ่งที่ท่านคิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านซึ่งมีมาอยู่แล้ว เพียงแค่ท่านสามารถนำภูมิปัญญาเหล่านั้นมาส่งเสริมให้น่าสนใจมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีแรงกระตุ้นในการทำสิ่งที่ชำนาญอยู่แล้วให้ดีขึ้นไป อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าแต่ยังคงอัตลักษณ์ของวิถีท้องถิ่นดั้งเดิมไว้อย่างดี ซึ่งถ้าเทียบก็คือธุรกิจเพื่อสังคม(Social Enterprise)ในปัจจุบันนั้นเอง และอีกหลายโครงการที่นำความรู้ของท่านมาปรับใช้ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการได้เป็นอย่างดี โดยการที่ท่านสามารถทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกับพื้นที่ต่างๆ หรือทฤษฎีต่างๆที่ท่านชอบนำมาทดลองในห้องทดลองกลางแจ้งขนาดใหญ่(วังจิตรลดา) หรือศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศที่มีผลสำเร็จที่สามารถจับต้องได้

ผมได้เปลี่ยนแปลงความคิดว่าทุกคนสามารถนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ในหลายๆเรื่องเช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่คนทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรกรเพียงเท่านั้นโดยนำหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ในช่วงระยะเวลาผมได้นำหลักนี้มาใช้ในการใช้จ่ายดำเนินชีวิตประจำวัน โดยการใช้จ่ายแบบมีเหตุผลมากขึ้น คำนึงถึงคุณค่าในการซื้อของแต่ละสิ่ง ไม่ได้หมายความว่าผมจะใช้ชีวิตแบบอดอยาก จะไม่ซื้อของแพง แต่การซื้อแต่ละอย่างต้องไม่สร้างภาระให้ตัวเองด้วยการไม่เป็นหนี้และเมื่อซื้อต้องคิดเงินที่เหลือเก็บเพื่อให้ในอนาคตที่จะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น สามารถเอาเงินในส่วนนั้นมาใช้จ่ายได้โดยทันทีไม่ให้เดือดร้อนกับผู้อื่น ซึ่งหลังจากผมมีความคิดเช่นนี้ ผมกลับมีเงินเหลือเก็บและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ซึ่งผมคิดว่าหลายคนก็ทำมานานแล้วโดยนำความรู้จากหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ บางคนอาจจะคิดได้เองแต่เผอิญไปสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อวันที่ 10-12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมนานาชาติเรื่อง ศาสตร์พระราชา:นัยสำคัญเพื่อการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน โดยผมได้รับประสบการณ์ที่ดีเป็นประโยชน์หลายเรื่องแต่เรื่องที่ผมสนใจมากที่สุดคือเรื่อง ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน

หลายครั้งที่ผมตั้งคำถามให้กับตัวเองมากมายว่าการพัฒนาคืออะไร การที่ตัวเองมีความรู้ ศึกษาจนจบถึงระดับปริญญาเอกใช่หรือไม่ การที่ไต่เต้าจนมียศ ตำแหน่งจนเป็นที่นับหน้าถือตาของสังคมใช่หรือป่าว การที่ร่ำรวยจนใช้เงินจนไม่หมดถือว่าเป็นการพัฒนาได้หรือไม่ ที่กล่าวมาคือการพัฒนาตนเอง ส่วนการพัฒนาของประเทศผมก็ได้ตั้งคำถามเช่นกัน เช่น การที่ประเทศจีดีพีสูงเป็นการพัฒนาหรือ การที่ประเทศมีอุตสาหกรรมหนักมากมายเท่ากับการพัฒนาใช่ไหม การที่ประเทศมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีพลังทำลายร้างสูงจะยิ่งพัฒนาได้ไหมหรือว่าประเทศเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยในประเทศก็จะพัฒนาล้ำหน้าตามใช่หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นการพัฒนาที่มีความเจริญทางวัตถุแล้วจิตใจของประชาชนในประเทศจะพัฒนาตามไหม แต่กลับกันยิ่งการพัฒนาในวัตถุต่างๆพัฒนาไปเร็วแค่ไหน จิตใจของมนุษย์เราจะยิ่งมีแต่ค่อยๆพัฒนาลงไปเรื่อยๆ เพราะจะมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในการพัฒนาวัตถุกัน แล้วเราจะพัฒนาไปเพื่ออะไรในเมื่อยิ่งพัฒนาแต่จิตใจของเรายิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น

หลังจากการเข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติที่ผ่านมาผมได้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดคือ การพัฒนาที่ยั่งยืน

การพัฒนาที่ยั่งยืนของผมคือการพัฒนาให้ประชาชน อยู่ดีมีสุข โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่ ที่เป็นจุดเด่น ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น ครัวโลก คำว่า ครัวโลก ซึ่งอาหารมีความจำเป็นต่อคนทั่วทั้งโลก จึงถือการมีอาหารนั้นเป็นความมั่นคงก็ว่าได้ ซึ่งถ้าเราสามารถนำจุดเด่นนี้มาพัฒนาต่อยอดโดยทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการต้องลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านเปรียบดั่งเป็นชาวบ้านคนหนึ่ง ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้กับชาวบ้านเปรียบดั่งชาวบ้านเป็นนักวิชาการ เพื่อที่ทั้งสองต้องร่วมมือกันพัฒนาเมล็ดพันธ์พืชต่างๆให้ดียิ่งขึ้นแต่ยังคงดำรงอัตลักษณ์เดิมไว้ในแต่ละพื้นที่ และเป็นการพัฒนาที่ชาวบ้านต้องการ ตลอดจนถึงการพัฒนาต่อยอดในการสร้างผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่มีเอกลักษณ์ โดยแต่ละชุมชนสามารถร่วมกลุ่มสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเข้าสู่ตลาดการแข่งขัน แต่ละชุมชนจะได้เกิดการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งเพื่อแข่งขันกันเอง และสุดท้ายผลิตภัณฑ์ของชุมชนจะมีคุณภาพสู่ตลาดโลกได้ด้วยตัวของผลิตภัณฑ์นั้นเอง จะทำให้ชุมชนสามารถยืนได้ด้วยตนเองและประเทศจะสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนด้วยธุรกิจชุมชน

ในส่วนของภาครัฐจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมธุรกิจของชุมชน โดยเป็นการส่งเสริมในแบบที่ให้ชุมชนนั้นมีส่วนรวม ชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจเอง อีกทั้งชุมชนต้องมีความเป็นเจ้าของเอง และต้องมีนโยบายลดอัตราการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของชุมชนให้มีความทัดเทียมและแข่งขันกับธุรกิจรายใหญ่ที่ผูกกับตลาดในปัจจุบันได้มากกว่าที่เป็นอยู่

จุดเด่นของประเทศไทยอีกอย่าง ซึ่งก็เป็นผลพ่วงมาจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งถ้าเรามองว่าทำไมนักท่องเที่ยวถึงอยากมาเมืองไทยมาจนถึงขนาด เรียกว่าเป็น สวรรค์บนดินของนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว เพราะเมืองไทยนั้นมีความครบครั้นที่นักท่องเที่ยวต้องการไม่ว่าจะเป็น ความสวยงามของทะเล ป่าเขาที่ธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ อีกทั้งวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายในพื้นที่ต่างๆที่มีความน่าสนใจที่ต่างกัน อีกทั้งยังมีผู้คนที่เป็นมิตรที่พร้อมให้การต้อนรับตลอดเวลา

จะเห็นได้การท่องเที่ยวของประเทศไทยนั้นมีความน่าสนใจมาก โดยที่ไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพียงแค่รัฐควรกระตุ้นการท่องเที่ยว สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้มากขึ้น โดยเน้นผู้ประกอบการรายเล็กของพื้นที่การท่องเที่ยว เพื่อเกิดการกระจายรายได้ให้กับคนท้องถิ่น ลดการลงทุนจากนักลงทุนจากต่างพื้นที่

เราจะเห็นได้ว่าทั้งสองส่วนนั้นมีความสอดคล้องกัน และทั้งสองธุรกิจนั้นปัจจุบันสามารถทำรายได้ให้ประเทศได้มหาศาล เพียงแต่ว่ารายได้นั้นตกไปอยู่กับกลุ่มทุนเพียงไม่มีกี่กลุ่มในประเทศ ซึ่งนี้จะเป็นหน้าที่ของรัฐว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ที่จะทำให้รายได้กระจายไปสู่ท้องถิ่นนั้นจริงๆ โดยหากทำได้นั้นความเหลื่อมล้ำในประเทศจะลดลง คนจะไม่แออัดในเมืองอีกต่อไป คนเหล่านั้นจะกลับทำงานในท้องถิ่นของตนเอง คำว่า รวยกระจุกจนกระจาย ในประเทศไทยจะหายไป

แต่ภัยร้ายของทั้งสองธุรกิจนั้นมีอย่างเดียวกันคือมลพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐและโรงงานจำเป็นต้องมีธรรมาภิบาลในการบริหารงาน โดยใช้ EIA,EHIA เป็นมาตรฐาน และต้องเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบ มีการตรวจสอบเป็นประจำ หากพบความผิดของโรงงานควรมีการลงโทษอย่างจริงจัง

ซึ่งทั้งหมดถ้าทำได้ประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืนเพราะการสนับสนุนในด้านเกษตรนั้นสามารถนำมาแลกเปลี่ยนตามความต้องการเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย อีกทั้งยังมีสิ่งแวดล้อมที่ดีในการอาศัย ส่วนการส่งออกหรือการท่องเที่ยวนั้นถือว่าเป็นกำไร ดังคำกล่าวที่ว่า เงินของคือมายา อาหารคือของจริง

ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยคนทุกของประเทศร่วมมือกัน ซึ่งจะเกิดได้ยากในเร็ววัน แต่เราสามารถเริ่มต้นในการพัฒนาที่ตนเอง

ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนต้องไปทำเกษตร แต่เพียงนำแนวคิด 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มาปรับใช้ในชีวิตประโดยการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ไม่หลงระเริงไปเป็นทาสกับทุนนิยม สินค้าแบรนด์เนม ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในสังคมใช้ชีวิตแบบฉาบฉวยกในโลกแห่งมายาที่หลวงหลอกของสังคม โดยติดกับดักเงินในอนาคตที่มาในรูปแบบของบัตรเครดิต ซึ่งต้องแลกมากับการเร่งรีบในการหาเงินในวิธีต่างๆมีการเอาเปรียบผู้อื่นโดยความเคยชินจนเป็นวิถี จนลืมคิดถึงผู้อื่นที่ถูกโดนเอาเปรียบจนไม่มีที่ยืนในสังคม

หลังจากพระองค์จากไป เราควรทำมากกว่าร้องไห้เสียใจและกล่าวคำว่ารักพระองค์แค่ไหน แต่เราควรนำหลักคำสอนที่พระองค์ทิ้งไว้นั้น มาเผยแพร่ต่อผู้อื่นแต่เพียงแค่เผยแพร่คงไม่พอ ต้องลงมือทำให้สิ่งนั้นให้สำเร็จเห็นผล อาจต้องเริ่มต้นหาความรู้ตามความสนใจของตัวเองเพื่อมาเสริมคุณค่าให้ตัวเอง ความรู้ที่ได้นั้นจำเป็นต้องนำมาใช้ควบคู่คุณธรรมไปด้วยแล้วนำความรู้ที่ได้นั้นมาร่วมกันพัฒนาสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและแบ่งปันสิ่งต่างๆให้ผู้ขาดโอกาส

โดยเริ่มต้นง่ายๆในกระจายความคิดจากตัวเองไปถึงเพื่อน แล้วเพื่อนนำหลักคิดและไปทำเป็นตัวอย่างเพื่อให้คนรอบข้างทำตามอีกและค่อยๆขยายวงกว้างไปเรื่อยๆจนขยายไปถึงทั่วประเทศในที่สุด

หากเป็นเช่นนั้นประเทศของเราจะมีแต่รอยยิ้มเป็นสังคมแห่งการแบ่งปันกัน ไม่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ประเทศของเราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข

 

นายศักดิ์สิทธิ์ โพธิ์แพงพุ่ม                       สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *