รศ. นฤมิตร สอดศุข เปิดแนวคิดปฏิรูปองค์กรอิสระ ช่วยลดภาระงาน-เพิ่มอำนาจการตรวจสอบภาคประชาชน

ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์/ 12 ม.ค. 2558 นักวิชาการ ม.รังสิต วิเคราะห์แนวคิดปฏิรูปองค์กรอิสระช่วยลดภาระงานหน่วยงานเก่า-เพิ่มอำนาจภาคประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาล

 

รศ.นฤมิตร สอดศุข ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจีนในระบบเศรษฐกิจโลก วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวผ่านรายการ WISDOM TALK ของสถานีโทรทัศน์ อาร์เอสยู วิสดอม ทีวี ว่า การปฏิรูปครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นเพราะเป็นการปฏิรูปที่มีการควบซ้อนทั้ง การเมือง เศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้ องค์กรอิสระก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกจับตามมองเรื่องการปฏิรูป เพราะเป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายบริหาร

 

รศ.นฤมิตร กล่าวต่อไปว่า หน่วยงานอิสระที่ถูกจับตามมองเรื่องการปฏิรูปในครั้งได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ทำหน้าที่ดูแลการเลือกตั้ง ซึ่งการทำงานของ กกต.ในยุคแรกถือว่าทำงานได้ดีมาก แต่ในช่วงหลังกลับพบว่าการทำงานของ กกต.ค่อนข้างตกลงมาในระดับหนึ่ง สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือ ผลงานของ กกต.ในส่วนกลางทั้ง 5 คนที่พบว่าการทำหน้าที่ยังค่อนข้างขัดกันอยู่ จึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มจำนวน กกต.ให้มีมากขึ้นเป็น 7 คนเพื่อกระจายความรับผิดชอบในการทำงานให้มากขึ้น อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ การลดอำนาจ กตต. ซึ่งมีบางฝ่ายที่เสนอให้ลดอำนาจในการตัดสินโทษของการให้ใบเหลือง ใบแดงหรือการฟ้องร้องผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าอำนาจเหล่านี้ควรเป็นหน้าที่ของศาล ดังนั้นการถกเถียงเรื่องนี้จึงเป็นประเด็นจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจในการปฏิรูปองค์กรอิสระ

 

“อีกหนึ่งองค์กรอิสระที่มีกระแสเรื่องการปฏิรูปคือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่ดูแลภาพรวมเรื่องการกระทำผิดในเรื่องการเมือง ซึ่งพบว่าผลงานที่ผ่านมามีกระแสเรียกร้องจากภาคประชาชนว่าทำงานค่อนข้างช้า จึงมีการเสนอให้ ป.ป.ช. ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อคิดเห็นว่าการที่ ป.ป.ช.ต้องรับคดีเป็นจำนวนมากและหลายคดีเป็นคดีที่ละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการแบ่งคดีบางส่วน เช่น การทุจริตของราชการไปให้ฝ่ายบริหารดูแลเพื่อลดภาระงานซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบคดีทุจริตของนักการเมืองที่ ป.ป.ช.รับผิดชอบสามารถทำได้รวดเร็วมากขึ้น” ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจีนในระบบเศรษฐกิจโลก มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

 

รศ.นฤมิตร กล่าวต่อไปว่า นอกจากการปฏิรูปองค์กรอิสระแล้วยังมีแนวคิดในการเพิ่มจำนวนขององค์กรอิสระเพื่อเข้ามาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารมากขึ้น ได้แก่ องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายของภาครัฐให้เป็นไปตามวินัยของการเงินและการคลัง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาจากกรณีการจำนำข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้วที่มีการใช้งบประมาณผิดจุดประสงค์และผิดวินัยทางการคลัง โดยองค์กรดังกล่าวจะต้องมีการตั้งศาลขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อร่วมดูแลโดยตรงเพื่อเป็นการสร้างองค์กรที่ดูเฉพาะปัญหานี้ได้โดยตรงและเป็นการปรามรัฐบาลไม่ให้กล้าทำผิดในเรื่องดังกล่าวในอนาคต

 

รศ.นฤมิตร ให้ความเห็นต่อไปว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ องค์กรตรวจสอบจากภาคประชาชน ซึ่งจะมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานหรือการทุจริตในภาครัฐ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มกระบวนการตรวจสอบให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งตัวแทนของประชาชนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรดังกล่าวอาจใช้วิธีการสรรหาแบบเดียวกับการเลือกตั้ง โดยกำหนดตัวแทนเป็นแบบ 1 คนต่อ 1 จังหวัด โดยตัวแทนดังกล่าวจะต้องไม่หวังผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย อีกองค์กรหนึ่งที่อาจมีขึ้นหลังการปฏิรูป คือ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ หรือคณะกรรมาธิการจริยธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติ โดยหน่วยงานนี้จะทำหน้าที่เอาประเด็นในเรื่องที่ประชาชนสงสัยว่าอาจจะมีการทุจริตมาไต่สวนและเอามาเปิดเผยให้สาธารณะชนทราบเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูล โดยอาจต้องใช้ตัวแทนจากภาคประชาชนและประชาสังคมที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้

 

“องค์กรหลักอีกหนึ่งองค์กรที่เป็นที่พูดถึง คือ องค์กรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองบริโภคถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในต่างประเทศ ดังนั้นองค์กรดังกล่าวจะเข้ามาเสริมให้ประชาชนตระหนักในสิทธิของตนเองมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างขององค์กรที่อาจเกิดขึ้นหลังการปฏิรูป” รศ.นฤมิตร กล่าว

– See more at: http://www.rsunews.net/index.php/news/detail/14750#sthash.6Tex6zbU.dpuf