คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: เอ้า! ยกมือโชว์จั๊กกะแร้หน่อย

เอ้า! ยกมือโชว์จั๊กกะแร้หน่อย

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ผู้ช่วยคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ทั้งที่ดูเหมือนจะปลอบใจกันทุกต้นปีใหม่ว่า ให้ถือเป็นวันเริ่มต้นของความคาดหวังใหม่ในสิ่งดีอันจะมีมา แต่หลายเรื่องที่ค้างคามาจากปีเก่าก็ยังเป็นสิ่งเตือนสำนึกให้ต้องทบทวน ให้ต้องแก้ไข ให้ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงไปให้ได้ หลายเรื่องเหล่านั้นมีผลกระทบต่อสังคมการเมืองโดยรวม และมีประเด็นเปราะบางอยู่มาก ทั้งมันจะวางกำหนดจรรยาบรรณ (Norms) หรือปทัฏฐานสำคัญของสังคมไทยที่จะมีตามมาอีกด้วย

กว่าปีมาแล้วไม่ใช่หรือที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ คสช.นี้ เป็นไปในท่ามกลางความคิดของขีดขั้นและขนาดของความเป็น ประชาธิปไตย ที่ควรแก่การพัฒนาสร้างอย่างยั่งยืนกันต่อไป เรา กลับได้ยินได้เห็นความพยายามอันล้มเหลวของการร่างรัฐธรรม นูญ ในแนวจิตปรารถนาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ตัวชี้ที่เห็นได้ก็คือการร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั่นไง

นี่คือสิ่งหนึ่งที่เหลือค้างจากปีเก่ามาถึงปีใหม่ และตลอดระยะเวลาเหล่านี้จนถึงเวลานี้ ข้อถกเถียงโต้แย้งกับสิ่งซึ่งควรร่างไว้ในรัฐธรรมนูญ ดูจะตั้งอยู่บนมูลฐานในข้อพิจารณาเรื่องการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ยังคงวนเวียนอยู่กับประเด็นเรื่อง คปป. เรื่องนายกฯ คนนอกคนใน เรื่องการเข้าสู่สภาของ ส.ว.-ส.ส. เรื่องที่จะกำหนดมาตรา 44 ไว้ตรงไหน ร่างรัฐธรรมนูญไทยกันอยู่แค่ตรงนี้จนปีใหม่อีกแล้ว

กับกระบวนการอย่างนี้ดูๆ ไปแล้วใกล้หรือคล้ายกับการร่างรัฐธรรมนูญของพม่าในช่วงที่กลุ่มอำนาจเนปยีดอในพม่าเรืองอำนาจ ทั้งกระบวนการจัดหาคนมาร่าง สภาร่างรัฐธรรมนูญในยุคทหารของนายพลตัน ฉ่วย ก็ต้องตามใจแป๊ะเหมือนกัน และผลของมันในที่สุดคือ รัฐธรรมนูญของพม่าที่ทหารนั่นเองก็ยังคงครอบงำบงการในกิจการการเมืองของพม่า เค้าลางเลือนๆ เหล่านี้เริ่มมองเห็นกันบ้างหรือยัง

การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญของพม่านั้นไม่ได้หวั่นไหวอะไรเลยกับการลงประชามติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้น รัฐธรรมนูญของทหารสมัยพม่าอยู่ใต้อาญานายพลเน วิน ฉบับปี ค.ศ.1974 ผ่านประชามติมาอย่างท่วมท้น รัฐธรรมนูญของทหารสมัยพม่าใต้ฝ่าเท้าของตัน ฉ่วย ผ่านประชามติอย่างท่วมท้น แม้ทำอย่างดึงดันในช่วงของไต้ฝุ่นนาร์กีสปี ค.ศ.2008 รัฐธรรมนูญของพม่าฝ่ามรสุมเหล่านี้ออกมาใช้จนได้ในปัจจุบัน

อย่าห่วงเลยกับการลงประชามติ ซึ่งในที่สุดมันก็จะต้องผ่านไปได้จนได้ เพราะถึงเวลานี้แล้วเราคงจะได้เห็นความกระหายอยากได้รัฐธรรมนูญกันเต็มทีแล้ว ปีเศษของรูปแบบการเมืองการปกครองไม่ได้ต่างกันมากนักกับยุคสมัยกลุ่มอำนาจทหารครองเมืองในพม่า เราอาจจะเห็นพ้องต้องตามกับสถานการณ์อันจำเป็นของการเข้ามาของ คสช. แต่จำไว้เถอะคนไทยยกย่องเชิดชูทหารปกป้องเมือง แต่โดยจิตสำนึกประชาธิปไตยคนไทยไม่ชอบให้ทหารเล่นการเมือง ยุ่งเกินไปกับการเมือง คนไทยไม่ได้ชอบรัฐบาลทหารนักหรอก

ก็เมื่อมุ่งมั่นเข้ามาเพื่อสร้างประชาธิปไตยก้าวหน้าและยั่งยืน ก็สร้างก็เขียนรัฐธรรมนูญให้มันเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ก็แล้วกัน ทำให้มันดีทำให้มันเป็นที่ยอมรับทั้งในบริบทของไทยและของสากล มันจะเป็นสิ่งที่ทดสอบความสำเร็จและล้มเหลวของคณะ คสช.คณะนี้ ไม่ว่าจะได้ทุ่มเทดูแลแก้ปัญหาปฏิรูปประเทศอย่างไร ผลอันเป็นรูปธรรมต่างหากที่บอกได้ ไม่ใช่บ๊งเบ๊งไปวันๆ บ่นอะไรกันนักหนา

สังเกตความรู้สึกของคนไทยไม่น้อยขณะนี้ แรงกระเพื่อมและแรงกระตุ้นถี่แรงมากขึ้นกับความอยากที่จะกลับไปสู่บรรยากาศของการเมืองที่เป็นปกติ เป็นครรลองของประชาธิปไตย การพูดถึงช่วงเวลาของโรดแมป พูดย้ำถามถึงกันมากขึ้น การพูดในลักษณะผลักดันและกดดันจากนอกประเทศที่มีบ่อยขึ้น ตัวชี้สิ่งเหล่านี้อาจจะมาจากกรณีราชภักดิ์นั่นหรือไม่ มันก็ไอ้แปะเอี่ยในเมืองไทย ทำอะไรจุดไหน ตรงไหน มีใครคิดหรือว่าโปร่งใสเสียเหลือเกิน

หลายเรื่องที่ค้างคามาจากปีเก่าเหล่านี้ ดูไปแล้วเป็นผลลบต่อภาพลักษณ์อันจะพึงมี มากกว่าการปรับตัวปรับสถานะต่อประเด็นอันอ่อนไหวในความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องควรคิดคำนึงอย่างมากกับใครก็ตามที่อยู่ในชนชั้นสูงของผู้ปกครอง

ฟันธงเหมือนหมอดูเลยว่า ปีใหม่นี้และหรือกว่าโรดแมปจะสิ้นสุดลง จะมีการปรับ ครม.อีกครั้ง และ รมต.ที่ไม่เคยไม่ค่อยจะยกก้นจากกระทรวงออกไปพบปะดูแลปัญหาของประชาชนเสียบ้างเลยนั้น จะเป็นเป้าหมายแรกให้ต้องพ้นไป มัวแต่จะให้ใช้ ม.44 นี่มันเหนื่อยนะครับ แล้วไอ้นโยบายเป็นอาทิตย์เช่น ช็อปปิงเพื่อชาตินี่มันช่วยคนรวยหรือช่วยคนจนกันแน่ เห็นเริงใจกันนัก

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะได้เห็นเปลี่ยนไปบ้างสำหรับปีใหม่นี้คือ การเปลี่ยนท่าทีหงุดหงิดกับสื่อซึ่งมีมาแทบตลอดปีที่ผ่าน จะพูดให้น้อยลง จะงดท่าทีกระฟัดกระเฟียดลงบ้าง พูดให้หวานขึ้น นี่จะเป็นเรื่องคลายความอึดอัดให้กับสื่ออยู่มาก

ก็พูดก็เขียนถึงหลายครั้งช่วงปีที่แล้ว การมีทัศนคติในทางลบ (ยังไม่ถึงกับในทางร้าย) ต่อสื่อนั้นเป็นจุดบอดของผู้นำประเทศในทุกประเทศ สื่อนี่แหละคือตัวชี้บอกให้เห็นว่าผู้นำของประเทศนั้นๆ เป็นยังไง และสื่อนี่เองคือตัวบ่งชี้สำคัญที่ยอมรับกันว่าประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยแค่ไหนกัน

มีผู้อ่านบางท่านเตือนมาหลายครั้งแล้วอย่าเขียนอะไรอย่างนี้ เดี๋ยวจะถูกเรียกไปปรับทัศนคติกันอีก ก็หวั่นๆ อยู่นะครับก็เลยต้องปรับทัศนคติกันและกันล่วงหน้ามาก่อน ผมก็ปกป้องตอบโต้แรงกดดันของนานาชาติที่มีมาก่อนหน้านี้เหมือนกัน ผมก็ด่าเผด็จการทหารพม่าจนไม่กล้าไปพม่าตลอดช่วงทหารครองเมือง ตอนนี้ก็เลยอึดอัดตัวเองเหมือนกันครับ หันไปเขียนด้านต่างประเทศมันกว่ามั้ง

เอาเรื่องเบาๆ ที่เห็นค้างคามาจากปีเก่าอีกเรื่องหนึ่งก็แล้วกันคือ โฆษณาใน “ไทยโพสต์” นี่เอง ในช่วงนับเดือนแต่ปีเก่ามาจนถึงต้นปีนี้ ท่านผู้อ่านคงได้สังเกตเห็นโฆษณาชิ้นหนึ่งต้องการว่าจ้างช่างฝีมือซ่อมกล้องถ่ายภาพชนิดหนึ่ง ซึ่งน่าประหลาดใจไหมครับจนหลายเดือนมานี้ก็ยังหาช่างซ่อมกล้องดังกล่าวไม่ได้ นี่เป็นโฆษณาข้ามปีชิ้นหนึ่งที่น่าสะดุดใจและค้างคาใจข้ามปีมาทีเดียว

คืออ่านโฆษณาชิ้นนี้มาเป็นหลายเดือน จนข้ามปีก็ยังหาช่างซ่อมกล้องไม่ได้ นี่มิหมายความว่าทั้งประเทศไทยเราไม่มีช่างฝีมือที่จะสามารถซ่อมกล้องชนิดที่โฆษณาไว้นั้นได้เลยหรือ จึงยังต้องโฆษณาควานหาช่างซ่อมกล้องชนิดนี้ให้ได้ ยิ่งนานไปยิ่งจะเป็นห่วงคนไทยไร้ฝีมือ และพลอยเป็นห่วงว่า ระหว่างค่าโฆษณาหาช่างซ่อมกล้องกับค่าจ้างซ่อมที่หากหาช่างได้มันจะคุ้มค่ากันไหมเนี่ย

ที่ห่วงมากไปกว่านั้นคือ ห่วงว่าเจ้าของกล้องที่ลงโฆษณาหาช่างซ่อมจะโยนกล้องที่เสียอยู่นั้นลงถังขยะไปเสียก่อนกว่าจะหาช่างมาซ่อมได้ สงสัยบ้าๆ บอๆ ต่อไปอีกก็คือ หรือเจ้าของจะต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่างหรือเปล่ากับการยอมเสียค่าโฆษณาเสียยาวนาน และที่ผมทั้งสงสัยและเริ่มโกรธแค้นแทนผู้โฆษณาคือ แม่ง! ทั้งเมืองไทยไม่มีคนมีฝีมือ ไม่มีช่างซ่อมกล้องราคา 19,000 บาทต่อตัวนี้เลยรึวะ

ไอ้ที่พลอยสงสัยบ๊องๆ บวมๆ ต่อมาก็คือ หรือว่าหลายเดือนของโฆษณาชิ้นนี้ช่างฝีมือที่สามารถซ่อมกล้องชนิดที่โฆษณานี้ได้ไม่ใช่คนอ่านหนังสือพิมพ์ “ไทยโพสต์” หรือว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้พิมพ์จำนวนน้อยไป มีแต่ปัญญาชนคนสยามแย่งกันซื้อ แย่งกันอ่าน จนไม่มีจำหน่ายอย่างทั่วถึง และจะยังไงก็ตามผมก็ยังสงสัยว่าคนที่ลงโฆษณาชิ้นนี้กำลังคิดอะไรอยู่ หรือจะลงโฆษณาข้ามปีกันอีกสักปี

ครับ เรื่องโฆษณาให้สื่อของเมืองไทยนั้น บอกขีดขั้นการพัฒนาและบอกวิถีชีวิต (Life  Style) ของคนในสังคมนี้ได้ดีทีเดียว อย่างขณะนี้มันต้องขาวไปหมดแม้แต่จั๊กกะแร้ เอ้ายกแขนโชว์จั๊กกะแร้หน่อยยังขาวดีอยู่หรือ คุณสมชาย….

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — อังคารที่ 12 มกราคม 2559