มิติโลกาภิวัตน์: เรียกร้องปรองดอง อย่าเป็นปฏิปักษ์กับสื่อ อ.เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

มิติโลกาภิวัตน์: เรียกร้องปรองดอง อย่าเป็นปฏิปักษ์กับสื่อ

อ.เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

เกียรติชัย

แม้จะพูดกันมากกับกระบวนการปรองดอง การเรียกร้องความรู้รักสามัคคี แต่เหมือนเรายังไม่เห็นบรรยากาศดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจริงๆ ซุ่มเสียงโต้แย้งคัดค้านก็ยังได้ ยินโหวกเหวก โวยวาย ไม่ขาดสาย หลายคนเหล่านี้แสดงออกชัดเจน ในลักษณะเชิงปฏิปักษ์ต่อ คสช.ด้วยซ้ำไป เราอาจดูเห็นเป็นธรรมดาของการเมืองที่แย่งชิงอำนาจต่อกัน ถ้าถึงเป็นเสี้ยนหนาม ก็คงในที่สุดจะขจัดกันต่อไป

ความพยายามต่อการหลอมรวมให้เกิดความปรองดองที่ว่านี้ คงต้องใช้เวลากันอีกมาก กับการดึงความรู้รักสามัคคีกลับมา เพราะกว่าปีเศษที่ผ่านมาแล้วนี้ เราน่าจะบอกได้ว่า จุดมุ่งประสงค์ดังกล่าวยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ เราได้ยินและมองเห็นเสียงสนับสนุนและท่าทีในทางบวกต่อ คสช.มากขึ้น แต่นั่นจะดูเหมือนเทความรู้สึกเฉพาะให้กับท่านนายกรัฐมนตรีมากกว่าความเป็น คสช.โดยรวม

คสช.โดยรวมคืออะไร คสช.โดยเนื้อแท้ คือฐานรากที่มาจากการยึดอำนาจรัฐประหารเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธเป็นอื่นไปไม่ได้ และโดยจุดกำเนิดเช่นว่านี้ แม้ทั้งที่สังคมไทยโดยรวมและส่วนใหญ่แล้ว จะเข้าใจ เห็นใจ ชอบใจ กับความจำเป็นของสถานการณ์ของประเทศขณะการเข้ามาเกิดขึ้นของ คสช. ความจริงก็หนีไม่พ้นที่ว่า คสช.ก็คือรูปแบบการเมืองการปกครองของเผด็จการทหารนั่นเอง

นี่คือข้อตำหนิติเตียนและการก่นประณามของชุมชนนานา ชาติในสังคมประชาธิปไตยเป็นชนักติดตาม คสช.มาแต่ต้น และเราก็จะเห็นความพยายามในการตอบโต้อธิบายความ ทั้งในสถาน การณ์อันจำเป็นของประเทศไทย และความพยายามอันเป็นจุดมุ่งประสงค์สุดท้าย นั่นคือเราจะกลับไปเป็นประชาธิปไตยอีกในที่สุด ประมวลการแห่งความพยายามเหล่านี้ เห็นชัดในการไปพูดกับชุม ชนโลกในที่ประชุมที่องค์การสหประชาชาตินั่นเอง

โรดแมปกลายเป็นเพียงกรอบเวลาที่ตั้งความคาดหวังให้กับสังคมไทยเพียงเท่านั้นมากกว่า ในขณะที่กลไกต่างๆ ที่จะก้าวตามเส้นทางของโรดแมป ไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปของประเทศ ยังเป็นสิ่งเลื่อนลอยต่อความคาดหวังดังกล่าว เราจะเห็นการติดตามถามไถ่อย่างเร่งเร้ากระชั้นชิดมาก กับองค์ประกอบสมาชิกทั้งสองคณะ ทั้งการคัดสรรใครเป็นใคร

แท้จริงคือกระบวนการของสื่อมวลชน ที่ต้องการให้สาธารณชนได้รับรู้ และกำหนดความวางใจเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเองมากกว่า นั่นคือลักษณะการทำงานของสื่อมวลชน สื่อมวลชนต้องสอดรู้สอดเห็นในเรื่องอันมีเงื่อนงำผิดปกติ สื่อมวลชนต้องนำความเป็นจริงให้ปรากฏ ยิ่งปิดยิ่งต้องเปิด และไม่ใช่จะต้องนำเสนอเรื่องใดสนับสนุนหรือโต้แย้งอย่างไร้เหตุผล เพราะไม่เข้าใจอย่างนี้เองกระมัง เราจึงเห็นอาการอันหงุดหงิดบ่อยครั้ง

จุดนี้น่าเป็นห่วง คสช.โดยรวม กับความรู้สึกที่มีเพิ่มมากขึ้น กับปฏิกิริยาและทัศนคติอันเป็นลบต่อสื่อมวลชน บ่อยครั้งได้เกิดการเผชิญหน้าท้าทายอย่างเด็กๆ และเป็นที่ขำขันในสายตาของสื่อนานาชาติมากกว่า รูปการณ์ลักษณะดังกล่าวมีมาแต่ต้นไม่เลิกรา และมองกันว่าเป็นบุคลิกภาพเฉพาะบุคคล มีคำถามว่า นั่นคือลักษณะของผู้นำประเทศหรือ แล้วตกลงจะปรองดองกับสื่อเขาบ้างไหม

ผมใช้คำว่า ปฏิกิริยาและทัศนคติอันเป็นลบต่อสื่อ และไม่อยากใช้คำว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อสื่อ แม้ทั้งที่ฝ่ายสื่อมองเห็นผลดังกล่าวจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกคว่ำไปแล้วอย่างไม่เป็นท่า กับเรื่องหนึ่งของการตรามาตรการที่ฝ่ายสื่อมองเห็นกันว่า เป็นการจัดตั้งองค์กรใหม่ของภาครัฐ แฝงรูปกับงบประมาณอุดหนุนปีละ 50 ล้าน มันคือการที่อำนาจรัฐต้องการควบคุมสื่อนั่นเอง

และนี่กำลังเป็นอีกประเด็นหนึ่งในฝ่ายสื่อ ที่ยังพะวงกันอยู่ว่า หลักการดังกล่าวนี้ จะยังถูกนำกลับมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกหรือไม่ ยอมรับได้หรือไม่ ขัดแย้งกับหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อด้วยหรือไม่  เพราะสื่อของประเทศนี้ได้แสดงจุดยืนและสภาพสถานะอันชัดเจน ไม่ต้องการให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อ สื่อสามารถควบคุมกันเองได้ ประชาชนต่างหากที่ควบคุมสื่อ ไม่ใช่รัฐ

การต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อกับอำนาจรัฐ เป็นจุดที่มีมาแต่เริ่มต้นในประเทศนี้ เราได้พบข้อเท็จจริงว่า เป็นความพยายามของทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบของไทย หรือรัฐบาลเผด็จการทหารจากการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ต่างมุ่งใช้อำนาจรัฐในการควบคุมสื่อ การต่อสู้กับอำนาจรัฐเช่นว่านี้ ไม่เคยจบสิ้นร้างลา และก็หวั่นกันว่าปรากฏการณ์ขณะนี้ก็ไม่ต่างกันเลย

รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยมากๆ จะรู้ซึ้งเข้าใจดีกับเรื่องอันเป็นสิทธิเสรีภาพของสื่อ กับการเป็นสังคมเปิด เป็นสังคมประชาธรรม และรูปแบบของธรรมาภิบาลประชาธิปไตย สื่อเป็นกลไกแก่นหลักอย่างสำคัญที่ขาดไม่ได้ หากแม้สิทธิเสรีภาพของสื่อถูกคุกคาม ถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐ มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในรัฐเผด็จการ รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ สังคมของประเทศนั้นมืดมนอนธการเหลือเกิน

เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อจึงจะกลายเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะถูกติดตามอย่างใกล้ชิดกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะขึ้น จะยังเอาเรื่องการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาครอบงำบงการสื่อ เปิดช่องทางของการให้อำนาจรัฐแทรกแซงสื่อเข้ามาได้ง่าย หรือจะตราเรื่องสิทธิเสรีภาพแปลกต่างออกไปยังไง

แท้ที่จริง ในความพยายามพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ในประเทศไทยของเรานี้ กับการต่อสู้กับอำนาจรัฐมายาวนานนั้น ถึงที่สุด เราได้รับการยอมรับและชื่นชมอยู่มาก โดยเฉพาะในแวดวงอาเซียนด้วยกันเอง กับความก้าวหน้าในการธำรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพของสื่อ ที่นับว่าก้าวหน้ากว่าเพื่อนรัฐสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ เราอวดโอ่ได้ด้วยซ้ำไป กับการเป็นแบบอย่างให้เพื่อนอาเซียนด้วยกัน

ความชื่นชมในความก้าวหน้าเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อนั้น ปรากฏเห็นชัดมาแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 และปรับปรุงให้ดีขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 กล่าวกันในหมู่มวลชนทั้งภูมิภาคว่า ความก้าวหน้านี้ คือการที่นำเอาเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมาตราไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย อย่างที่ไม่มีกี่ประเทศทำได้อย่างนี้ หลักการของร่างรัฐธรรมนูญที่ล้มไป บิดผันเรื่องเหล่านี้มาก และกลายเป็นข้อที่เป็นห่วงกันอยู่ว่า จะยังถูกนำกลับมากำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกหรือไม่

ประเด็นเหล่านี้ มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในองค์กรวิชาชีพสื่อ ข้อกล่าวอ้างว่าองค์กรสื่อไม่สามารถควบคุมจริยธรรมจรรยาบรรณของสื่อด้วยกันเองได้ ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมดเลยทีเดียว และไม่ควรเป็นแนวคิดของฝ่ายรัฐ ต่อการจัดตั้งองค์กรใหม่มาทำหน้าที่แทน มันตลกนะ เห็นคนผิดหลบหนีได้ เลยหักไม้เรียวเสียเลย  เอาปืนเอาอำนาจรัฐมาจ่อมาควบคุม มีอยู่แต่ในระบอบเผด็จการทหารเท่านั้นเอง

ก็ย้ำจุดมุ่งประสงค์ท้ายสุดของ คสช. ที่มุ่งเข้ากลับมาเป็นประชาธิปไตยกันจริงๆ แก่นหลักเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ ถือเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของระบอบนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพึงต้องคำนึงและตระหนักต่อการสร้างประชาธิปไตยของไทย ข้อบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อทั้งใน รธน.2540 และ รธน.2550 นำมาทบทวนปรับปรุงให้ดีขึ้นให้เข้มแข็งขึ้น ก็จะเป็นบุญกับสื่อและความเป็นประชาธิปไตยแล้ว ไม่ปรองดองกับสื่อ ก็เจ๊งตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว นะจะบอกให้.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — พฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2558