มิติโลกาภิวัตน์: หรือเป็นสงครามระหว่างอารยธรรมที่ต่างกัน อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

มิติโลกาภิวัตน์: หรือเป็นสงครามระหว่างอารยธรรมที่ต่างกัน

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

หวาดผวาตื่นกลัวกันไปทั่วโลก กับเหตุฆาตกรรมกลางกรุงปารีส ยุโรปทั้งทวีปอยู่อย่างไม่เป็นสุข หาใช่แดนใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวเช่นเคยเป็นมาเสียแล้ว และโลกในภาคส่วนอื่นๆ  ล้วนตระหนักถึงภัยที่ใกล้ตัวเข้ามา กับความเป็นไปได้ที่จะมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น กับประเทศของตัว ภาพที่เห็นตามมาจึงเป็นมาตรการความมั่นคง ที่เข้มข้น กำหนดขึ้นอย่างกระตือรือร้นทีเดียวในแทบทุกประเทศ

ถ้าฟังจากประเทศของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ IS ที่มีออกมาตอบรับการกระทำของกลุ่มตัวเอง ต่อเหตุสยองขวัญและคาวเลือดที่ปารีสคราวนี้ ดูจะเป็นไปเช่นหลายนักวิเคราะห์ที่พูดกันว่า จุดอันเป็นมูลเหตุและแรงจูงใจดังกล่าว มีที่มาจากการที่ฝรั่งเศสเข้าร่วมรบทำสงครามร่วมกับสหรัฐ ในการปราบปรามกลุ่ม IS ในซีเรีย และกับเครือข่าย IS ในตะวันออกกลาง นี่เป็นปฐมเหตุแรกสุดหนึ่งเดียว

เหตุที่เกิดขึ้น ทำให้นึกไปถึงเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดกลางกรุงนิวยอร์กของสหรัฐ ที่เรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า 9/11 ดูเหมือนฟังว่า หลายฝ่ายเอ่ยถึงเหตุการณ์กลางกรุงปารีสคราวนี้ว่า ศุกร์ 13 ซึ่งเป็นวันที่คนแถบตะวันตกไม่ชอบกันนัก หลายนักวิเคราะห์เอาสองเหตุการณ์นี้มาเปรียบเทียบเหตุที่เกิดไม่ต่างกัน ซึ่งน่าจะสรุปเห็นเหตุเบื้องลึกซ่อนแฝงอยู่ คือความเกลียดชังระหว่างกันกับกลุ่ม IS นั่นเอง

ความเกลียดชังดังว่านี้ เคยมีนักรัฐศาสตร์ท่านหนึ่ง พูดถึงความขัดแย้งอันมีพื้นฐานของศรัทธาความเชื่อทางศาสนา เป็นส่วนสำคัญที่นำมาสู่แนวคิด ที่นักรัฐศาสตร์ท่านนี้เสนอว่า โลกในยุคหลังสงครามเย็นจะเป็นสงครามและการต่อสู้ระหว่างอารยธรรมที่ต่างกัน หาใช่ความต่างระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับลัทธิเสรีประชาธิปไตยอีกต่อไปแล้ว

ภาพของความขัดกันระหว่างอารยธรรม ถูกมองให้เห็นชัดจากเหตุซึ่งเกิดการก่อการร้ายในที่ต่างๆ ทั่วโลก และเมื่อการก่อการร้ายส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดอยู่ในกลุ่มมุสลิมอิสลาม กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ถูกมองด้วยความแปลกแยก และเมื่อกลุ่มก่อการร้ายอยู่ในกลุ่มที่ยึดโยงอยู่ในศาสนานี้ การโจมตีแก้แค้นคืนจึงถูกมองและนำมาวิเคราะห์กันว่า เป็นเสมือนสงครามระหว่างอารยธรรมสองฝ่าย พูดกันถึงสงครามครูเสด พูดกันถึงสงครามญิฮาด ให้ได้ยินกันบ่อยครั้งขึ้นในระยะหลังๆ มานี้

ในความเป็นจริง และเป็นไปในลักษณะที่เป็นสงครามระ หว่างอารยธรรม แน่หรือมีคำอธิบายหลายครั้งในเรื่องนี้ เพราะแก่นหลักแท้จริงของศาสนาอิสลาม เป็นแก่นหลักของศรัทธาอันเป็นสันติ และการอยู่ร่วมในสังคมอย่างเป็นสุข ต่างออกไปจากแก่นแท้ของหลักศาสนานี้ เป็นการตีความในทางผิดเพี้ยน และนำไปสู่พฤติกรรมซึ่งคนในศาสนานี้ไม่ยอมรับ ไม่สนับสนุน ไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้ายใดๆ

คำอธิบายถึงพื้นฐานของความเกลียดชังและความต่างทางศาสนา ไม่น่าจะเพียงพอต่อเหตุต่างๆ ของการก่อการร้ายใดๆ ที่เกิดขึ้น เพราะในความเป็นจริงนั้น สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาอธิบายเป็นข้ออ้างปิดบังเจตนาซ่อนเร้นของการแสวงหา แย่งชิง และปกป้องผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายนั่นต่างหาก ภาพเหล่านี้มีความเป็น จริงให้เห็นเด่นชัด กับการสู้รบล้มล้างของหลายรัฐในตะวันออก กลาง แย่งชิงแหล่งน้ำมันในเขตแดนภาคนั้น

การแบ่งแยกความแตกต่างที่ว่านี้ บอกชัดมาแต่เหตุการณ์ 9/11 ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู บุช ประกาศก้องหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “ท่านจะอยู่กับเราหรือจะอยู่กับพวกมัน” โดยนัยแห่งความหมายก็คือ จะอยู่กับสหรัฐ หรือจะอยู่กับผู้ก่อการร้าย เช่นเดียวกันกับประกาศของประธานาธิบดีฟรังซัวส์ โอลลองด์ ที่ประกาศจะบดขยี้กลุ่ม IS ให้สิ้นซาก เอาคืนให้อย่างสาสมเช่นกัน

ทั้งสองเหตุการณ์ ที่นิวยอร์กและปารีส คือ สงครามยึดอิรัก สงครามในอัฟกานิสถาน และลุกลามเรื่อยมากับอีกหลายประเทศแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง จนหลังสุดมีจุดร่วมในการล้มล้างรัฐบาลซีเรียของอัสซาดในขณะนี้ และภายใต้ภาพลวงตาของการแพร่ขยายลัทธิประชาธิปไตยของฝ่ายตะวันตก เจตนาแท้จริงนั้น ดูจะมีความเห็นร่วมกันอย่างหนึ่งว่า แท้จริงแล้วคือ การแย่งชิงแหล่งน้ำมันอันเป็นผลประโยชน์สำคัญนั่นเอง

สงครามและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่น่าจะยุติในเวลาอันใกล้ แม้ประเด็นดังกล่าวจะมีผู้นำหลายฝ่ายนำมาพูดคุยหาจุดลงตัวให้ยุติลงได้ ทั้งการประชุมกลุ่มจี 20 หรือการประชุม APEC ขณะนี้ที่ฟิลิปปินส์ กับการประชุมของอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่จะมีขึ้นต่อมา ล้วนมีเรื่องมีวาระของผู้นำชาติต่างๆ ที่จะพูดตกลงหารือกันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เลวร้ายลง และเริ่มลุกลามเข้าสู่ภูมิภาคอื่นๆ อย่างน่าเป็นกังวลยิ่ง ขณะที่สงครามล้างแค้นเริ่มขึ้นแล้วอย่างดุเดือด โหดร้ายปานกัน ท่ามกลางความเกลียดชังต่อกัน

มีข้อกังวลหนึ่งให้เห็น จากหลายนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ คือคำถามที่ว่า เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันที่เกิดกับนิวยอร์กและปารีสนั้น จะขยายตัวลุกลามเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรัฐสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศตั้งอยู่หรือไม่ ข้อกังวลนี้มีข้อเท็จจริงที่ว่า หลายคนในหลายประเทศในอาเซียนนี่เอง ที่กลายเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมกับขบวนการ IS ในสงครามตะวันออกกลางขณะนี้

ผลของการสอบสวนหลังเหตุการณ์เกิดในกรุงปารีส ประ กาศว่า ได้พบผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอาสาสมัครเข้าไปเป็นสมาชิกของ IS เป็นผู้ก่อเหตุครั้งนี้ และเมื่อกลุ่ม IS ออกมาประกาศความรับผิดชอบในการก่อเหตุที่ฝรั่งเศส การกลับประเทศของคนเหล่านี้ จึงกลายเป็นข้อกังวลว่าอาจก่อเหตุตามมาอีก มาตรการการติดตามคนเหล่านี้จึงดูเข้มข้นขึ้น พร้อมกับล้างแค้นด้วยเครื่องบินโจมตีกลุ่ม IS เป็นระลอกหลายสิบเที่ยวไม่หยุด

ความเป็นไปได้สูงมีอยู่มาก กับเหตุอันจะเกิดกับเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเมื่อครั้งที่เกิดเหตุที่นิวยอร์ก สหรัฐ อเมริกานั้น ประธานาธิบดีบุชประกาศต่อมา ทำนายว่าเป้าหมายของการก่อการร้ายต่อไปจะอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพียงอีกปีหนึ่งต่อมา ก็เกิดเหตุที่เมืองท่องเที่ยวบาหลีของอินโดนีเซีย มีคนเสียชีวิตถึง 200 คน และก็เกิดเหตุก่อการร้ายประปรายในอีกบางประเทศ หลายประเทศในอาเซียนนี้เอง

คงด้วยตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้ เหตุที่เกิดในกรุงปารีสจึงกระ ตุ้นเตือนหลายประเทศ ต่อการวางมาตรการความปลอดภัยเข้มข้นขึ้น เบื้องหลังความกังวลดังกล่าว ยังได้เห็นเหตุที่เกิดขึ้นส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เกิดกับประเทศที่เป็นพันธมิตรแนบแน่นกับสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ เช่นอย่างที่อังกฤษล่มหัวจมท้ายกับสหรัฐในสงครามอิรัก และฝรั่งเศสร่วมรบจริงจังกับสหรัฐในสงครามซีเรียคราวนี้

กับประเทศไทย ซึ่งล่มหัวจมท้ายกับสหรัฐทำสงครามอินโดจีนในยุคสงครามเย็นในทศวรรษ 1960 นั้น จึงถูกมองเป็นเป้าหมายหนึ่งที่น่ากังวล ยุคสงครามเย็นเป็นความขัดแย้งในอุดมการณ์ของลัทธิการเมืองระหว่างสังคมนิยมคอมมิวนิสต์กับลัทธิเสรีประชาธิปไตย หากแต่ขณะนี้เป็นอย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า เป็นสงครามที่ขัดกันระหว่างอารยธรรมสองฝ่ายโดยที่เป้าหมายของการมุ่งร้ายต่อกันก็ยังอยู่กับการทำลายเขตอันมีผลประโยชน์ร่วมของสหรัฐนั่นเอง

อาณาบริเวณของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมวลสมาชิกรัฐอาเซียนที่เป็นประชากรมุสลิมอยู่ถึงประมาณ 300 ล้านคน มีกลุ่ม JI มีกลุ่มอะบูซัยยัฟ กลุ่มก่อการร้ายที่เป็นกลุ่มมุสลิมแฝงอยู่หลายกลุ่ม หากกลุ่ม IS เข้ามารวมกลุ่มขึ้นใหม่อีก คงต้องเหนื่อยกับการอธิบายเหตุเช่นที่เกิดกับปารีสอีก ก็ไม่รู้.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — พฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558