พันธกรณีที่เป็นพันธกิจของ คสช. โดย อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

พันธกรณีที่เป็นพันธกิจของ คสช.

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

DSC_1260

ผมเริ่มเอนเอียงเห็นด้วยกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ว่าช่วงเวลาระหว่างนี้ เราหยุดพักการวิพากษ์วิจารณ์ คสช.กันสักพักจะดีไหม ปล่อยช่วงว่างเวลานี้ให้ คสช.ทำงานให้เต็มที่ดีกว่า จะได้ไม่อึดอัดขัดใจกันว่าดีแต่พูดกัน คสช.ทำงานกันเหนื่อยยาก ทำไมไม่ค่อยจะชมกันให้ชื่นใจบ้าง สัปดาห์หน้าผมจะหันไปเขียนเรื่องต่างประเทศยาวกันไปเลยดีกว่า มีเรื่องน่าสนใจเยอะแยะ

ที่ว่าปล่อยให้ คสช.ทำงานให้เต็มที่ ไม่ต้องมารำคายเรื่องที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์กันให้เปรอะไป ก็เพราะเราน่าจะได้เห็นภาพอนาคต (Scenario) ที่จะเกิดขึ้น ภายหลังการลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกโยนทิ้งไปแล้ว พร้อมกันกับการสร้างพันธกรณีของ คสช.ขึ้นใหม่อีกหลายเรื่องตามมา ดูแล้วน่าเหน็ดเหนื่อยแทนยิ่งกว่าจะมัวเขียนวิจารณ์อะไรกันอยู่อีก

พันธกรณีแรกจากนี้ เป็นไปตามโรดแมปใหม่ที่ปรับเปลี่ยนเป็นดั่งธรรมนูญของ คสช. ก็คือการที่จะต้องรีบจัดตั้งคณะกรรมการยกร่างฯ 21 คนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน เพื่อเร่งรีบไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกภายใน 180 วัน จุดอันเหนื่อยยากจุดนี้ คือการทาบทามหาคนมาร่างรัฐธรรมนูญนี่เอง และจุดนี้เองที่ผู้คนจะเฝ้าดูว่า จะได้ใครเข้ามาเป็นกรรมการยกร่างฯ พอใจแป๊ะ หรือพอใจอาซิ้มอาซ้อแค่ไหนก็ว่ากันไป

พันธกรณีเรื่องที่สอง ก็คือการที่จะต้องสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นที่ยอมรับ เป็นที่เชื่อถือแก่ประชาชนโดยรวมให้ได้ตรงนี้สำคัญนะครับ ถ้าคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหลักกำหนดอำนาจและกลไกทางการเมืองในการบริหารประเทศในอนาคต จุดที่จะถูกจับตามากก็คือ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญถูกลงมติไม่รับแล้ว เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะยังเป็นอย่างเก่าจะรับไหวหรือไม่ไหว ไม่รับกันอีก

มันมีพันธกิจตามมาทั้งนั้นแหละครับ ถ้ารับก็ดีไป ถ้าไม่รับก็ร่างกันใหม่จน คสช.รับจนได้ แล้วก็ยังมีพันธกิจของการนำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปลงประชามติอีก หากไม่ผ่านอีก เรื่องใหญ่เลย เพราะนั่นเท่ากับไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนผมไม่อยากนึกถึงเลยว่าหากถึงเวลานั้น และเป็นไปอย่างนั้นจริง ๆ อะไรจะเกิดขึ้นตามมาอีก

พันธกิจเรื่องที่สาม คือการแต่งตั้งกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป 200 คน ซึ่งก็ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันเช่นกัน จุดที่จะถูกจับตามมอง ก็ยังคงเป็นสมาชิกที่จะได้รับการแต่งตั้งเข้าไปเป็นกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้ ที่หนึ่งเลยหรือโหลยโท่ย คงจะได้เห็นปฏิกิริยาทั้งในทางบวกและลบ เมื่อประกาศการแต่งตั้งออกมา

เราน่าจะเข้าใจได้นะครับว่า เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ขณะที่การขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น จะยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขณะที่การแต่งตั้งกรรมการทั้งสองคณะนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว งานของทั้งสองกรรมการย่อมแยกออกจากกัน นี่เป็นช่วงโปร่งว่างของการร่างรัฐธรรมนูญและนี่คือช่วงเวลาที่มีกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเป็นรูปร่างพร้อมแล้วที่จะลุยจะปฏิรูปประเทศกันต่อไป

ปฏิรูปอะไรหรือ เราก็ได้ยินท่านนายกฯ พูดไว้ว่า มี 31 หัวข้อ เรื่องที่จะเสนอให้ทำการปฏิรูปจะจัดลำดับความสำคัญกันอย่างไรก็ว่าไป และในช่วงเวลาของ คสช.จะทำได้แค่ไหนก็ว่าไป ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า ปฏิบัติการปฏิรูปนั้นเป็นรูปธรรมน่าเชื่อถือแค่ไหนแก่ประชาชน และมองได้ไหมว่า เป็นการปฏิรูปที่แก้ไขปัญหาและปรับแก้ให้ก้าวหน้ายั่งยืนต่อไปได้เพียงไร

กรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในโรดแมปใหม่ ไม่ใช่มีจุดกำเนิดมาจากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การมีอยู่เกิดขึ้นหรือดำเนินการต่อไป ดูยังไม่มีความชัดเจนระบุไว้นี่เองคือจุดหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดทำต่อไป จะต้องร่างส่วนซึ่งเป็นกลไกเป็นกระบวนการของการปฏิรูปให้มีความชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญที่จะใช้กันต่อไป เพราะก็พูดกันมาชัดเจนตลอดมาไม่ใช่หรือว่า ต้องการสร้างรัฐธรรมนูญปฏิรูปประเทศ

รัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นใหม่ ต้องการวิสัยทัศน์และโลกทัศน์ที่ชัดเจนกว้างขวางของผู้ร่าง มีความชัดเจนแน่วแน่ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญแบบไหนแน่ จะหยุดความเป็นประชาธิปไตยไว้ชั่วคราว 4-5 ปี หรืออยากได้รัฐธรรมนูญที่จะพัฒนาประชาธิปไตยในบริบทของไทย เพื่อยกระดับของประเทศให้ดีขึ้น การปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปนี้ น่าจะบอกอะไรได้บ้างว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญแบบไหนกัน

ที่จริงหลายส่วนของร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปแล้วนี้ มีข้อที่ดีกว่าหลายรัฐธรรมนูญที่เคยมีมา เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และความมีมนุษยธรรม พูดกันว่าส่วนที่ดีดังกล่าว ก็ยังน่านำไปตราไว้ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ขณะเดียวกัน หลายเรื่องที่ยังโต้แย้งไม่ลงตัว เช่น ที่มาของ ส.ว. นายกฯ จากคนนอก กระบวนการเลือกตั้ง องค์กรอิสระ และกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาตินั้น ต้องการทบทวนพิจารณาให้ละเอียด ยังควรที่จะนำมาตราไว้อีกไหม ในเมื่อก็คงได้เห็นกันแล้วว่า การลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ มีพื้นฐานเหตุผลของการไม่รับ ล้วนรวมอยู่ในเรื่องเหล่านี้อย่างปฏิเสธไม่ได้

พันธกิจสำคัญที่จะต้องตระหนักไว้ ก็คือการสร้างความเชื่อถือและการยอมรับอย่างดีและตอบรับของชุมชนนานาชาตินั่นด้วย ความเคลือบแคลงในการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ หรือไม่ ไม่ควรเป็นคำถามและเป็นข้อสงสัยที่นำมากดดันประเทศไทยได้อีก เราอาจจะอธิบายบริบทของความเป็นประชาธิปไตยแบบไทยได้ แต่การยอมรับของชุมชนโลกประชาธิปไตยนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ตัวอย่างเรื่องนี้ เห็นได้จากรัฐธรรมนูญของเพื่อนบ้านไทย เช่น รัฐธรรมนูญของพม่า หรือเมียนมา นั่นเอง ขนาดว่าเปิดประเทศแล้ว จัดการเลือกตั้งแล้วแปลงร่างเปลี่ยนรูปเป็นรัฐบาลพลเรือนแล้ว โอ่ว่าเป็นประชาธิปไตยกับเขาบ้างแล้ว แต่ก็รู้เห็นเป็นอยู่ว่ารัฐธรรมนูญพม่านั้นวางรูปแบบกลไกที่ทหารในกลุ่มอำนาจเนปยีดอนั่นเอง ที่ยังครอบงำบงการการมืองและการปกครองของพม่าอยู่นั่นเอง

เสียงพร่ำด่าพร่ำบ่นประชาธิปไตยของพม่า มีอยู่ทุกครั้งที่พูดถึงการเมืองในพม่านั่น จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่จะร่างกันขึ้นมาใช้ต่อไป อย่าวางสมมุติฐานว่าปัญหาอันเกิดจากประชาธิปไตย แล้วระบบประชาธิปไตยในตัวเองจะแก้ไขไม่ได้ คงต้องตั้งสติกำหนดใจกันแต่แรกเริ่มกระมังว่าเราต้องการมีรัฐธรรมนูญแบบไหนกัน

เพราะแบบอย่างของรัฐธรรมนูญที่จะได้ออกมานี่เอง จะเป็นปัจจัยพื้นฐานแนวคิดในการตัดสินใจลงประชามติในการับร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องทำกันต่อไป ท้ายที่สุดของพันธกิจที่เป็นพันธกรณีของ คสช.ต่อจากนี้ ก็คือการที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นให้กับสาธารณชนไทยกับการทำงานอันเหนื่อยยากและความสำเร็จตามจุดมุ่งประสงค์ ไม่ใช่แต่จะร่ำร้องให้เห็นใจ

เห็นใจสิ ทำไมจะไม่เห็นใจ กับพันธกรณีที่เป็นพันธกิจมากมายจากนี้ของ คสช. เราน่าจะเห็นแนวโน้มกำลังใจที่จะหลอมรวมให้พันธกิจเหล่านี้ลุล่วงไป เราเชื่อมั่นว่า Our Home Our Country Stronger Together.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — พฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558