ปฏิรูปวิธีคิด เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

ปฏิรูปวิธีคิด เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ

โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558

quotes_172_20150504094256

ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยวันนี้คือ การขาดผู้นำที่มีองค์ความรู้ และความสามารถที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจการเมือง สังคมของประเทศให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส มีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวมจริง

ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการเมืองไทย รวมทั้งระบบการศึกษาไทยที่สอนแบบท่องจำ เพื่อผลิตแรงงานไปทำงานรับใช้รัฐและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะสอนให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวคิด ตั้งคำถาม วิเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็น รู้จักตัวเอง รู้จักการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองเป็น

คนไทยในยุคนี้จึงมีขีดความสามารถที่จะแข่งขันในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ได้ต่ำ ชนชั้นนำเองก็มีทักษะในการอ่าน คิดวิเคราะห์ ศึกษาปัญหาเชิงระบบต่ำ คิดทำอะไรไม่ได้กว้างไกลไปกว่า การยุ่งอยู่กับตามแก้อาการปัญหาเฉพาะเรื่องไปวันๆ

การปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปวิธีคิด การแก้ไขปัญหาของคนไทยได้ ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอน และปฏิรูประบบการผลิต และพัฒนาครูแบบใหม่ ที่มีจิตใจรักวิชาการและคิดเป็น ปฏิรูปการจัดองค์กรบริหาร ที่แบบกระจายอำนาจ/ความรับผิดชอบไปสู่ท้องถิ่น เช่น สภาการศึกษาจังหวัด หรือสมัชชาการศึกษาจังหวัด ที่มีความพร้อมตามลำดับ ปฏิรูป หลักสูตร วิธีการสอน การวัดผล ให้สามารถสอนให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุผล และมีวิจารณญาณที่ดี มีความรู้/ทักษะที่เหมาะจะแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ได้

แนวทางการปฏิรูปวิธีคิดของคนไทย (รวมทั้งชนชั้นนำด้วย)

1.หลีกเลี่ยงแนวโน้มเอียงในการคิดและมองปัญหาแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง แบบถ้าไม่ขาวก็ต้องดำ เพราะนั่นเป็นวิธีคิดที่บิดเบือนจากโลกจริง ซึ่งมีสีเทาหลายเฉด

คนที่ใช้วิธีคิดแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง สรุปอะไรง่ายๆ ว่า ทุกเรื่องมีเพียง 2 ขั้ว คือถ้าไม่ขาวก็ต้องดำ ฉันถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ แกผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นวิธีคิดแบบเด็กหรือคนยุคหาของป่าล่าสัตว์แบบโบราณ ในสังคมปัจจุบัน คนเราอยู่กันเป็นชุมชนใหญ่ ทั้งร่วมมือและแข่งขันกันอย่างซับซ้อน ไม่ได้เผชิญอันตรายแบบคนยุคโบราณ ที่มีโอกาสเจอสัตว์ร้ายในป่าแล้วต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งแบบ 2 ขั้ว (จะสู้หรือจะหนี)

เรื่องที่คนสมัยใหม่เจอบางเรื่องที่เป็นปัญหาง่ายๆ ชัดๆ ก็อาจจะคิดแบบ 2 ขั้วได้ แต่หลายเรื่องที่ซับซ้อน เช่น เรื่องการเมือง ศาสนา ความเชื่อในคตินิยมแบบใดแบบหนึ่งนั้น การคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง ว่าคนคิดต่างจากที่เราเชื่อเป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นคนผิด คนเลว เป็นการมองอย่างสุดโต่ง ที่ไม่ตรงกับโลกความเป็นจริง

ในสังคมปัจจุบันมีคนอยู่ร่วมกันหลายกลุ่ม หลายแนวคิด ใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมภายใต้กฎหมาย และขนบธรรมเนียมที่เป็นธรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน

การคิดแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วอย่างสุดโต่ง นำไปสู่อคติความลำเอียงได้ง่าย เช่น การคิดว่าตนและพรรคพวกตน หรือคนที่ตนยกย่องถูกต้องหรือดีร้อยเปอร์เซ็นต์ คนอื่นกลุ่มอื่นที่คิดต่างไป ผิดหรือเลวร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นความเชื่อตามอารมณ์ความรู้สึกแบบเข้าข้างตัวเอง หรือกลุ่มตนเองอย่างรีบสรุป ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานข้อเท็จจริงยืนยัน

ในโลกจริงไม่มีใครหรือกลุ่มไหนสมบูรณ์แบบ ถูกหรือผิด ดีหรือเลวร้อยเปอร์เซ็นต์ คนและเรื่องต่างๆ ล้วนมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ต่างกันไปในระดับต่างๆ

วิธีคิดว่าถ้าฉันถูก คุณต้องผิด ไม่ใช่ความเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะยังมีอีก 2 ทางที่เป็นไปได้คือ 1.เราถูกทั้งคู่ 2.เราผิดทั้งคู่ โลกจริงนั้นซับซ้อนและหลากหลาย ไม่ได้แบ่งเป็น 2 ขั้วแบบถ้าไม่ขาวก็ต้องดำเสมอไป

การที่คนไทยบางกลุ่มเชื่อว่า อดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำเนินนโยบายประชานิยมแบบหาเสียงสุดโต่ง ว่าเป็นคนถูกหมด ดีหมด เพราะเห็นใจเข้าข้างพวกตน ส่วนฝ่ายที่ต่อต้านนักการเมืองผู้นี้ผิดหมด เลวหมด เป็นการเลือกเชื่อด้วยอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว แบบศรัทธานักการเมืองคนนั้นว่า ทำให้พวกตนได้ประโยชน์ ไม่ได้คิดวิเคราะห์อย่างวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป ว่านักการเมืองคนนั้นได้ประโยชน์เพื่อตัวเองและกลุ่ม มากกว่าประชาชนทั้งประเทศหลายพันเท่าหรือไม่

สิ่งที่พวกนักการเมืองกลุ่มนี้ทำ โดยใช้เงินหลวงที่มาจากภาษีประชาชนด้วยนั้น เป็นประโยชน์ผิวเผิน ชั่วคราว สำหรับคนบางกลุ่มเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ในระยะยาวอย่างแท้จริง

ชนชั้นนำถึงจะขัดแย้งกัน แต่พวกเขาก็ยังเป็นชนชั้นนำที่มีอำนาจ ฐานะ ผลประโยชน์ แนวคิดแตกต่างภาคประชาชนอยู่นั่นเอง พวกเขามีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ทั้งถูกและทั้งผิดในหลายๆ เรื่อง ประชาชนไม่จำเป็นต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง คิดหรือเชื่อแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง เช่น แบบแดงเข้มหรือเหลืองเข้มเสมอไป

2.มองทุกเรื่องแบบสงสัย ตั้งคำถามและหาคำตอบที่มีเหตุผล น่าเชื่อถือ มีหลักฐานข้อมูลยืนยัน ไม่ยอมเชื่อคนที่เราคิดว่าเขามีสิทธิอำนาจน่าเชื่อถืออย่างง่ายๆ มากเกินไป โดยไม่โต้แย้งตรวจสอบ

คนไทยส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อน ในแง่มีวัฒนธรรมทางความคิดแบบหัวเก่าจารีตนิยม เชื่อในขนบธรรมเนียมความคิดความเชื่อเก่า ตามคำบอกเล่าของผู้มีสิทธิอำนาจที่น่าเชื่อถือ (Authority) หรือตามกระแสความเชื่อ อารมณ์ความรู้สึกที่ชนชั้นสูงผู้มีอำนาจโน้มน้าว และครอบงำให้ประชาชนเชื่อ โดยไม่ตั้งคำถามและไม่ฟังหรือยอมรับไม่ได้กับความคิดใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป เราจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงจุดอ่อนนี้ รวมทั้งเปลี่ยนวิธีการสอนการเรียน ให้คนคิดแบบเสรีประชาธิปไตย คิดอย่างมีเหตุผล มีวิจารณญาณ มีหลักฐานข้อมูลพิสูจน์ยืนยันได้ เราจึงจะพัฒนาพลเมืองที่เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ พอที่จะไปแข่งขันและร่วมมือกับคนอื่นๆ ในสังคมโลกยุคใหม่ได้

การจะสร้างพลเมืองให้มีความรู้ ทักษะ ไปแข่งขันในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ได้ ต้องส่งเสริมให้คนไทยเปิดใจกว้างที่จะรับฟังข้อมูลใหม่และความคิดใหม่ พยายามตัดอคติ ไม่คิดหรือเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งล่วงหน้าโดยยังไม่ได้พิสูจน์ ไม่ด่วนตอบรับหรือปฏิเสธ การจะทำเช่นนั้นได้

เราต้องฝึกใช้ความคิดใคร่ครวญแบบเตือนตัวเอง วิเคราะห์ตนเอง เพราะคนทั่วไปโน้มเอียงที่อยากจะเลือกเชื่อในสิ่งที่ตนเชื่ออยู่แล้ว คนมักไม่ตั้งใจฟัง และไม่ได้ยินเรื่องที่ต่างออกไปจากความคิดความเชื่อเดิมของตัวเอง คนที่คิดและเชื่อแบบนี้จึงมักพลาดไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ

เราจะต้องปฏิรูปวิธีการเลี้ยงดูเด็ก ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการคิดของเราให้เป็นคนช่างสงสัย และตั้งคำถาม วิเคราะห์หาเหตุผลไปตามลำดับขั้น เช่น ปัญหาความยากจน ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยโง่ เจ็บ จน แต่ต้องถามว่าปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังลึกๆ ที่ทำให้เขาโง่ เจ็บ ป่วย และจน อะไรมาก่อน มาหลัง หรือมาควบคู่กัน เพราะอะไร เราถึงจะคิดเพื่อสาวต่อไปให้ถึงรากเหง้าของปัญหา และหาทางแก้ไขในเชิงปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองทั้งระบบได้อย่างแท้จริง