• 025339697
  • csi@rsu.ac.th

นวัตกรสังคมเรียนอะไร ?

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

หลายคนคงสงสัยแบบที่ผมสงสัย ใช่มัยครับ ว่า “นวัตกรสังคม” คืออะไร มีอาชีพอะไร พวกเขาทำอะไร วิธีคิดเขาคืออะไร “เขาเรียนอะไร ทำไมจึงคิดได้เก่ง และแตกต่างจากคนทั่วๆไป แบบนั้น” และสุดท้ายพวกเขาทำอะไรให้สังคม เหล่านี้เป็นคำถามที่วนไปมา แต่ก็ท้าทายที่จะชวนให้คิด เราจะมาหาคำตอบกัน (แม้ว่าอาจจะไม่ตรงใจก็ตาม 555)

          เอาอย่างแรกก่อน คำว่า “นวัต” หมายถึงการเปลี่ยนแปลง หรือต่างไปจากเดิม ส่วนคำว่า “สังคม” หมายถึงสังคมของเรานี่แหละ และถ้า “นวัตกร” (Innovator) ก็จะหมายถึงผู้สร้างสรรค์ ผู้ริเริ่มในการกระทำในสิ่งต่างๆ แน่นอนพวกเขาต้องมีความรู้มาความสามารถ และมีความเข้าใจในการใช้ความรู้ความคิดสร้างสรรค์ กล้าทำสิ่งใหม่ๆ กล้าคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเป็นผู้สร้างหรือทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ที่ต่างจากของเดิมให้แก่โลกสวยๆใบนี้ เอาหล่ะเมื่อเอาคำว่า “นวัตกร + สังคม” เราก็จะได้ความหมายใหม่ที่หมายถึง ผู้สร้างสรรค์ ผู้ริเริ่มทำในการกระทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคม ซึ่งจะเป็นสังคมไหน จะเป็นสังคมระดับใดก็ตาม สรุปคือ “นวัตกรสังคม” เขาคือผู้เปลี่ยนแปลงหรือผู้สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้แก่สังคมไง ตัวอย่างที่ชัดๆ ใกล้ตัวก็คือ “พ่อหลวง” ของไทยเรานี่แหละ 4,877 โครงการเปลี่ยนสังคมมั้ยหล่ะ เอาอดีตและถูกใจวันรุ่นแบบพวกเราก็คือ พี่จอบส์ (สตีฟ จอบส์) พี่มาคร์ (มาคร์ซัคเคอร์เบิร์ก) คือพวกนี้เปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยีและแฟลตฟอร์ม เอาฟิลลิ่งการเมืองก็ พี่กลุ่มการเมือง 3 นิ้วของไทยนี่และ ไม่ว่าเป็น คุณอานนท์ คุณรุ้ง และแม้นแต่คุณธนาธร ก็ถือว่าเป็น “นวัตกรสังคม” ทั้งสิ้น เนื่องด้วยเพราะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม (ส่วนจะเปลี่ยนแบบไหนเป็นอีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ละเอียดขึ้น) เอาเป็นว่า บุคคลที่กล่าวมา เขาเปลี่ยนสังคมโดยใช้ความรู้ความสามารถ ประยุกต์ใช้ความรู้ความรู้ความคิดสร้างสรรค์ และกล้าทดลอง กล้านำเสนอ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ ในสังคม

          ต่อมาคือ พวกเขามีอาชีพอะไร ? อันนี้น่าคิด “นวัตกรสังคม” ไม่ได้หมายถึงอาชีพ แบบที่ว่าจบไปแล้วทำอะไร แต่ “นวัตกรสังคม” อยู่ในทุกอาชีพพวกเขามีอาชีพตามที่พวกเขารัก พวกเขาอยากทำและทำแล้วมีความสุข แต่สิ่งที่เหมือนกันสำหรับนวัตกรสังคม คือ การใช้ความรู้ที่ได้มาจากการบูรณาการความคิดหลายๆ ศาสตร์ ไม่ใช้ความรู้แขนงเดียวแบบศาสตร์เชิงเดี่ยว เช่น เศรษฐศาสตร์ บัญชี การบริหาร สังคม จิตวิทยาสังคม การเมือง การปกครอง กฎหมาย ฯลฯ ที่เรียนแบบแยกส่วนกันอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องเรียนรู้และใช้ทุกศาสตร์ที่จำเป็นมาบูณาการเป็นหลักคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงในงานที่ตนทำอยู่ ซึ่งเห็นมั้ยว่า พวกนวัตกรสังคม เป็นได้หมดทุกอาชีพ เพราะนวัตกรสังคม “ปรัชญาที่แท้จริงอยู่ที่วิธีคิด” ไม่ใช่อาชีพครับ (ฟังดูเข้าใจยากเน๊อะ !) แต่ถ้าถามแบบง่ายๆ ตามที่ผู้ปกครองคิดคือ จบไปทำอะไร คำตอบคือ ทำได้ทุกอาชีพ โดยเฉพาะโลกปัจจุบันเด็กสมัยใหม่ต้องการมีอาชีพอิสระ ทำงานน้อยได้ตังค์มาก ไม่เครียดกับงาน และอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ (อายุน้อยร้อยล้าน) หรือบางคนชอบช่วยสังคมก็ทำอาชีพที่เกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อชุมชน และ/หรือเป็นแกนนำในชุมชนในการเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดหรือจังหวัดด้วยการเป็นนักการเมือง(น้ำดี)ในท้องถิ่น ระดับจังหวัด หรือระดับชาติ ก็ได้ จึงเห็นได้ว่า อาชีพไม่ใช่คำตอบหลักในปัจจุบันแบบวิธีคิดเหมือนคนในอดีต แต่การสร้างหรือการเตรียมความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนรุ่นใหม่ๆ น่าจะมีความสำคัญกว่าในโลกอนาคต และ “การเรียนแบบ บรูณการศาสตร์” น่าจะเป็นคำตอบที่ตรงประเด็นที่สุด ซึ่งผมคิดว่าในประเทศไทยตอนนี้ “วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต” น่าจะเป็นที่แห่งเดียวที่มีการเรียนการสอนแบบนี้ ซึ่งที่นี่ถือได้ว่ามีประสบการณ์ในการสอนมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ครบทั้งการเรียนแบบในห้องเรียนและการแบบออนไลน์ เห็นมั้ยว่าประสบการณ์เขามากจริงๆ ลูกศิษย์ที่จบไปหรือครับมีทุกอาชีพ ตั้งแต่ธุรกิจส่วนตัว นายธนาคาร ข้าราชการ นักการเมือง ฯลฯ (ขาดก็แต่นายกรัฐมนตรีนั่นแหละ อิอิ) ซึ่งนับรวมๆ ป.เอก ป.โท ที่เปิดมา 20 กว่ารุ่นเกือบ 10 ปี รวมแล้วผลิตนวัตกรสังคมไป กว่า 300 – 400 คน ไม่รวมระดับ ป.ตรีอีกกว่า 1000 คน ถือว่ามากจริงๆ เครือข่ายแยะ น่าสนใจครับวิทยาลัยฯ นี้ ขอบอก !

              สุดท้าย ตอบโจทย์ ว่าเขาเรียนอะไร และทำอะไรให้สังคม ครับ คำตอบ(กวนๆ หน่อยนะครับ) คือ เขาเรียนทุกอย่างที่จำเป็นในการพัฒนาความคิดครับ ตั้งแต่วิชาทั่วไป เช่น จิตวิทยา สังคมธรรมาธิปไตย เป็นต้น วิชาเฉพาะ ตั้งแต่ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ การพัฒนาสังคม รัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง การบริหารธุรกิจ ธุรกิจเพื่อสังคม ศาสตร์พระราชา วิชากฎหมายที่จำเป็น ฯลฯ อีกมากมายเช่นการพัฒนาบุคคลลิกภาพ การเข้าสังคม เป็นต้น โดยลักษณะการเรียนเป็นการเรียนแบบบูรณาการศาสตร์ เอาทุกวิชามาประยุกต์และหาคำตอบจากการเอาแนวคิดของทุกศาสตร์มาอธิบายกรณีศึกษา ซึ่งผู้เรียนต้องมีฐานความรู้เพื่อการวิจารณ์ วิพากษ์ และอภิปรายด้วยเหตุด้วยผลของหลักการเชิงวิชาการ เน้นการเรียนโดยการสร้างทักษะความคิดมากกว่าการท่องจำ ทั้งห้อง (อาจรวมถึงอาจารย์) จะเรียนรู้ไปด้วยกัน การเรียนลักษณะนี้จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ไล่ระดับไปตั้งแต่ ป.ตรี ป.โท จนถึงป.เอก เพื่อสร้าง “นวัตกรสังคม” สู่สังคม สรุปก็คือ เรียนแบบบูรณาการศาสตร์ทุกศาสตร์ หรือเรียนแบบสหวิทยา นั่นแหละ เพราะการเรียนรูปแบบนี้จะสามารถสร้างกระบวนการทางความคิดหรือทักษะการคิดของบุคคลแบบเชื่อมโยง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือจะได้บุคคลที่สามารถแก้ปัญหาทุกปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้ สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ตนเอง และรื้อสร้างหรือเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในที่สุด และแน่นอนกรุงโรมไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน การนวัตสังคมก็เช่นกันก็จำเป็นต้องใช้เหล่า “นวัตกรสังคม” เพื่อสร้างและยังคงต้องการอีกเป็นจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนสังคมไทยให้น่าอยู่ดังที่เราต้องการ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องเรียน !

          สุดท้ายของสุดท้าย (พูดเลียนแบบนักการเมือง) คำตอบที่ว่า “นวัตกรสังคม”เขาทำอะไรให้สังคม ? ท่านผู้อ่านคงได้คำตอบจากการพรรณนาความข้างต้นมาทั้งหมดของผู้เขียนแล้ว ตอนนี้อนาคตคงประเทศไทยอยู่ในมือลูกหลานท่าน และแม้แต่ตัวท่านเอง ในการสร้างการเปลี่ยแปลงสังคม ด้วยการมาเป็นนัก “นวัตกรสังคม” ณ.โอกาสนี้ผู้เขียนจึงอยากเรียนเชิญท่านและลูกหลายท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างสรรค์สังคมใหม่ ร่วมกันที่ “วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต” แค่ท่านมาเราก็ดีใจแล้วครับ !

by นาย ธัชกร ธิติลักษณ์ / วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต / 9.03.2564 

Social Media

ช่องทางติดต่อ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่อยู่