ทำไมคนไทยถึงยังไม่เป็นประชาธิปไตย? โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ทำไมคนไทยถึงยังไม่เป็นประชาธิปไตย?

โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล  

ช่วงตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ยุโรปตะวันตกเกิดยุคสว่างด้วยเหตุผล ก้าวข้ามจากยุคมืดบอดทางปัญญาที่คนถูกครอบงำจากชนชั้นศักดินาและคริสต์จักรคาทอลิคให้เชื่อแบบงมงาย มีการพัฒนาด้านการค้า การค้นคว้าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปรัชญา การพบดินแดนใหม่ นักคิดนักเขียน และประชาชนที่ตื่นตัว ตั้งข้อสงสัย คิดในเชิงเหตุผล เชิงวิทยาศาสตร์ ท้าทายความคิดเก่า สิทธิอำนาจของสถาบันดั้งเดิม ทั้งคริสต์จักรคาทอลิก และระบบราชาธิปไตย เรียกร้องการปฏิรูปสังคมให้ประชาชนมีความอดกลั้น ใจกว้าง เลิกการคิดและทำแบบสุดโต่ง

การเปลี่ยนแปลงในมาจากประชาชนด้วย ไม่ใช่การปฏิรูปของคนชั้นสูงจากบนลงล่าง มีสมาคมราชบัณฑิตและสมาคมนักวิทยาศาสตร์ หรือนักคิดนักเขียนที่มีผลงานที่ทรงพลังที่มาจากครอบครัวคนชั้นสูง คนชั้นกลางที่มีบทบาทอยู่จริง แต่ขณะเดียวกันมีนักคิดนักเขียน นักเคลื่อนไหวทางความคิด นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์สมัครเล่น และมีการรวมกลุ่มประชาชนที่มาจากชนชั้นกลางระดับล่างมาก

การตื่นตัวแสวงหาชีวิตและสังคมที่มีเหตุผลของประชาชนเกิดขึ้น ทั้งในร้านกาแฟ ร้านขายเหล้า หอพักคนงาน สมาคมช่างฝีมือ และสมาคมต่างๆ ของคนมีความสนใจเรื่องบางอย่างร่วมกัน ประชาชนใช้ร้านกาแฟ ร้านเหล้า เป็นที่นัดพบสังสรรค์กันหลังเลิกงาน การพิมพ์นิตยสารและหนังสือเริ่มแพร่หลาย และคนบางส่วนอ่านหนังสือกัน ทั้งซื้อเองและไปอ่านในห้องสมุดสาธารณะ ร้านกาแฟ ร้านเหล้า ที่มีนิตยสารให้ลูกค้าอ่าน ในยุคนั้นเป็นยุคที่เริ่มมีการส่งเสริมการรู้หนังสือ มีการพิมพ์หนังสือและการผลิตสินค้าแบบทุนนิยมได้มากขึ้น คนที่สนใจเริ่มมีเงินซื้อหนังสือหรือหาหนังสืออ่านกันมากขึ้น เช่น ในฝรั่งเศสมีการพิมพ์หนังสือที่ทำให้อ่านง่ายของนักเขียนอย่าง วอลแตร์, รุสโซ ที่เขียนทั้งนิยาย เรื่องสั้น และความเรียง ทั้งที่งานเขียนเป็นที่ชอบแต่มีราคาต่ำพอๆ กับขนมปังก้อนใหญ่หนึ่งก้อน

แม้คนส่วนใหญ่จะไม่ได้อ่านหนังสือปรัชญา หรือการเมืองของนักคิดนักเขียนผู้มีชื่อเสียงอย่าง วอลแตร์, มองเตสกิเออร์, จอห์น ล็อค, รุซโซ่, ไอแซค นิวตัน, อาดัม สมิธ แต่อย่างน้อยพวกเขาได้อ่านนิตยสารและหนังสือที่นักเขียนระดับกลาง ระดับล่าง หลายคนนำความคิดของนักปรัชญา นักเขียนใหญ่ไปเล่าใหม่ให้อ่านง่าย วอลแตร์เองเล่าเรื่องแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่เน้นการทดลองและเหตุผลของไอแซค นิวตัน ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย มีวารสารให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แก่คนทั่วไป, ประกวดเรียงความ บทกวี รุสโซก็มาจากคนจนและเริ่มมีชื่อเสียงจากชนะประกวดความเรียง ความตื่นตัวเรื่องการอ่าน การคิด การเขียนของประชาชนมีอิทธิพลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยในอเมริกา ฝรั่งเศส และการปฏิรูปประชาธิปไตยในประเทศอื่นๆ ในเวลาต่อมา

เทียบกับกรณีของไทยเราไม่ได้เกิดยุคสว่างแห่งเหตุผล ไม่ได้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมของเราเอง แต่นำเข้าและเลียนแบบ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและประชาธิปไตยแบบนายทุนมาจากประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมทีหลัง และเราเก็บได้เฉพาะตัวรูปแบบ เช่น การเลือกตั้งผู้แทน แต่ไม่ได้พัฒนา “เนื้อหาสาระ” ความคิดประชาธิปไตยให้กับคนไทยอย่างแท้จริง เช่น เราไม่ได้ปฏิรูปการศึกษาและทางสังคมวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนแปลงให้คนไทยรู้จักคิด วิเคราะห์ อย่างมีเหตุผล หาข้อมูลเชิงประจักษ์ เข้าใจ สนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของปัจเจกชน และความสำคัญของการร่วมมือกันทำตามเสียงส่วนใหญ่ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างจริงจัง

ในยุคปัจจุบัน ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลก ทำให้คนไทยยุคปัจจุบันได้รับการศึกษาข่าวสารจากโลกสมัยใหม่มากกว่าเมื่อ 300 กว่าปีที่แล้วมาก แต่คนไทยเลือกรับจากตะวันตกเฉพาะรูปแบบการดำเนินชีวิตภายนอกมากกว่าที่จะรับเนื้อหาสาระความรู้ ความคิดอ่านระดับลึกของชาวตะวันตก ถึงจะแต่งตัวและใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก มีโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ตรับข้อมูลข่าวสารได้ แต่ในแง่ความคิดความอ่านของ คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาจยังมีความคิดความอ่านไม่ต่างจากคนในยุคมืด หรือยุคความเชื่อแบบงมงายของยุโรปเมื่อ 400-500 กว่าปีที่มาแล้ว ยังไม่ก้าวหน้าไปถึงยุคสว่างแห่งเหตุแห่งผลของยุโรปเลยด้วยซ้ำ

ความเชื่อแบบเก่าๆ ด้วยศรัทธา อารมณ์ อคติ ความงมงาย คืออุปสรรคที่ทำให้ไทยยังพัฒนาประชาธิปไตยได้ช้ามาก การจะเป็นประชาธิปไตยได้ คนไทยต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุผล ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์แบบวิทยาศาสตร์ต้องสนใจอ่านหนังสือ ค้นคว้า คุยกันถกกันเรื่องชีวิต สังคม การเมือง วัฒนธรรม สนใจใฝ่รู้เชิงวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ปฏิรูปวิธีการเลี้ยงดูเด็กและระบบการสอนในโรงเรียนจากแบบใช้อำนาจ การท่องจำและฝึกทักษะเหมือนการศึกษายุคโบราณ เป็นการเลี้ยงดูเด็กอย่างมีเหตุผลตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการเรียนรู้

ไทยพัฒนาทุนนิยมช้ากว่ายุโรปมาก เพราะเราเป็นเศรษฐกิจแบบศักดินาและเกษตรพึ่งตนเองได้ ไม่มีเงื่อนไขความจำเป็นต้องปฏิวัติเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรมเหมือนในยุโรป ที่ไทยต้องปรับตัวให้ทันสมัยก็เพราะลัทธิอาณานิคมและระบบทุนนิยมโลกแผ่ขยายเข้ามาช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนไทยส่วนหนึ่งเคยตื่นตัวอ่านหนังสือ แสวงหาความรู้และการเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่ระยะหนึ่งกระแสไม่แรงพอ ความคิดสถาบันจารีตนิยมดั้งเดิมกลับมาครอบงำสังคมไทยได้อีก บางเรื่องถอยหลังด้วย

ในปี 2557 เกิดกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนอย่างน้อย 5-6 ล้านคน ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่ฉ้อฉลและเรียกร้องการปฏิรูป แต่เป็นกระแสแบบเฉพาะกิจ เฉพาะเรื่อง ที่ไหลวูบระยะสั้นเท่านั้น ไม่ได้คิดเรื่องการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการศึกษา ความคิดอ่านอย่างจริงจัง แม้ตอนนี้เราจะมีคนไทยที่มีการศึกษาสูงอ่าน และส่วนที่สนใจความรู้สมัยใหม่กันมากขึ้น และการเมืองพอสมควร แต่แม้กระนั้น..การศึกษาของไทยก็ยังไม่สนใจ ไม่ตื่นตัวที่จะอ่านศึกษาค้นคว้าเรื่องการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังต่อเนื่อง

ถ้าคนไทยคิดจะพัฒนาประชาธิปไตยและปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองของประเทศให้ได้จริง ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ว่าจะรณรงค์ให้คนไทยส่วนใหญ่ก้าวข้ามพ้นยุคที่ค่อนข้างมืด งมงาย ล้าหลังเหมือนคนยุโรปเมื่อ 400-500 ปีที่แล้ว ไปสู่ยุคสว่างด้วยเหตุแห่งผลที่ยุโรปเคยผ่านมาตั้งแต่เมื่อราว 300 ปี แล้วได้อย่างไร

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ การเมือง วันที่ 11 มกราคม 2559