ทัศนะ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ กับประเด็นการดันนาโนไฟแนนซ์ แทนเงินกู้นอกระบบ

ดันนาโนไฟแนนซ์ แทนกู้นอกระบบ ติงแก้ปัญหาไม่ได้

ขุนคลังชง “หม่อมอุ๋ย” ตั้งนาโนไฟแนนซ์  คิดดอกเบี้ย 36% แทนกู้นอกระบบ “สังศิต” ชี้แค่ทางเลือก แต่แก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด แนะใช้ช่องสหกรณ์ออมทรัพย์ แยก ธ.ก.ส.มาทำธนาคารคนจนได้ผลมากกว่า

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 24 ต.ค.นี้ จะเสนอ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เห็นชอบมาตรการจัดตั้งสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินและแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง

สำหรับสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นั้น หลักการจะให้บริษัทเอกชนดำเนินกิจการ ซึ่งจะมีการกำหนดทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท เข้ามาลงทะเบียน และอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน หรือเท่ากับ 36% ต่อปี โดยให้กู้รายละ 1-1.2 แสนบาทต่อราย

นอกจากนี้ยังพิจารณาให้เอกชนที่ปล่อยกู้นาโนไฟแนนซ์ในเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เบื้องต้นให้ 1 บริษัทต่อ 1 จังหวัด โดยจะเสนอให้รองนายกรัฐมนตรีพิจารณามาตรการจูงใจ โดยเบื้องต้นอาจให้ผู้จัดตั้งนำรายได้เพียงครึ่งเดียวมาเสียภาษี เพื่อดึงดูดให้เข้ามาปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้น้อย

“การตั้งนาโนไฟแนนซ์เพื่อแก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อยไปกู้นอกระบบเสียอัตราดอกเบี้ยแพงมาก ไม่ได้เป็นการสร้างหนี้ให้กับผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายกังวล” นายสมหมายระบุ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยตั้งไมโครไฟแนนซ์ให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ผู้มีรายได้น้อย ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ย 28% ต่อปี แต่ไม่มีสถาบันการเงินไหนสนใจดำเนินการ เพราะมีต้นทุนการดำเนินงานสูง และมีความเสี่ยงเป็นหนี้เสีย ทำให้เกิดผลกระทบสถาบันการเงินเสียหาย เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

นายสมหมายกล่าวด้วยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้คล้ายกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา (stagnation) ไม่ใช่ชะงักงัน (stagflation) โดยเริ่มตั้งแต่มีปัญหาการเมืองที่ผ่านมาจากการประท้วง แต่พอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศจนจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่ดีเต็มที่ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ออกมาตรการระยะสั้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จากนี้ขอดูผลระยะ 3 เดือนก่อนว่าจะทำให้เศรษฐดีขนาดไหน หลังจากนี้จะมีการออกมาตรการระยะกลางทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน

ทางด้าน รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การจัดตั้งสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชน อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ย 36% ต่อปี ถือว่าแพงกว่าของสถาบันการเงิน เพียงแต่ถูกกว่าเงินกู้นอกระบบเท่านั้น  การให้บริษัทเอกชนเข้ามาดูแลจะต้องดูว่าจะสามารถปล่อยกู้ให้กับชาวบ้านได้ง่ายเหมือนเงินกู้นอกระบบหรือไม่ โดยบริษัทเอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเองจะต้องระวังในการปล่อยเงินกู้ เพราะมีความเสี่ยง ซึ่งตั้งขึ้นมาเกรงว่าจะสู้เงินกู้นอกระบบยังไม่ได้ เหมือนอย่างหวยใต้ดินที่คนเข้าถึงได้ง่ายกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล

“เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นประชานิยม เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ผมเสนออีกทางเลือกว่าควรจะปรับปรุงสหกรณ์ออมทรัพย์ เพราะจะรู้จักกันหมดในหมู่บ้าน และควรย้ายสหกรณ์ออมทรัพย์มาอยู่กับกระทรวงการคลัง หรือเสนอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แยกส่วนมาตั้งเป็นธนาคารคนจนและไม่ให้ใช้หรือมีปรัชญาในการแสวงหากำไร จะได้ผลมากกว่า” รศ.ดร.สังศิตระบุ.

ที่มา: ไทยโพสต์  Friday, 24 October, 2014