จันทร์ ไม่สโมสร โดย อ.เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: จันทร์ ไม่สโมสร
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — จันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2558

อาจารย์ เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ถึงวันจันทร์ขมีขมันขยันกันหน่อย                                                                                                                        

อย่ามัวปล่อยงานคั่งค้างจนเต็มถัง
ยังเช้าชามเย็นชามเกาสังคัง                                                                                                                                                

เขาจะชังแช่งชักเช่นวัวควาย
ขออย่าเป็นเช่นข้าราษฎร์ผู้เกียจคร้าน
อยู่เต็มบ้านอยู่เต็มเมืองไร้ความหมาย
คอร์รัปชันโกงแผ่นดินไอ้หลังลาย
ที่ฉิบหายทุกวันนี้เขาชี้มึง
และอย่าเป็นเช่นนักการเมืองผู้แสนเลว
พาลงเหวเพราะหิวโหยโกยทุกสลึง
มันเผาบ้านมันพังเมืองน่าตกตะลึง
ทำหน้าซึ้งเดินอย่างปูรูถึงกลวง
อย่าเอาอย่างเยี่ยงนายทุนเยี่ยงซาตาน
ยืนตระหง่านอวดตระกูลพวกแซ่ล้วง
มันอวดเก่งชิงได้เปรียบกลตลาดลวง
ไอ้หัวข่วงแถมทำบุญล้างบาปใหญ่
เสนียดแผ่นดินเต็มแผ่นดินทั่วไปหมด
พวกคนคดเผยอหน้าพวกบ้าใบ้
แผ่นดินนี้แผ่นดินทองแผ่นดินไทย
ปล่อยจัญไรไอ้อัปรีย์มีไว้ทำไม

กวีเถื่อนข้างถนนแบบฉบับของเกียรติชัยมาแล้วครับ  วันจันทร์เริ่มต้นสัปดาห์หาเรื่องเขียนไม่ได้ หาเรื่องด่าคนที่น่าด่าเสียบ้างก็จะดี ผมไม่กล้าเข้าชมรมกลอนหรือชมรมกวีที่ไหนแน่ เพราะเขาคงไม่รับบทกลอนบ้าๆ บอๆ ของผม สมัยร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เขียนกลอนถ่อยให้ ส.ส.ร.ทั้ง 100 คน เขียนตามสัจธรรมทุกบท คือลงรูหมดโดนด่าเซ็งเลย แต่ก็เห็นอ่านกันอุตลุดเชียว

สองสัปดาห์มานี้ เรื่องฉุกละหุกอุตลุดพัลวันพัลเกกันอยู่ ยังไม่พ้นเรื่องการปรับโครงสร้างและกระบวนการใหม่ของ รธน.2557 ของ คสช. ของ สปช. และของ สนช. ซึ่งมีทั้งยุบ (สปช.) มีทั้งยัด (ทำประชามติ) มีทั้งยืด (แต่งตั้งกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูป) และก็มีเรื่องที่จะอยู่ต่อ (คสช.) ไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง กว่าจะให้มีการเลือกตั้งจริง เปลี่ยนถ่ายอำนาจให้มีความชอบธรรมกันต่อไป

เหตุปั่นป่วนถึงกับต้องปรับเปลี่ยนกันยกใหญ่ขนาดนี้ น่าจะมีที่มาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับอึไม่ออก  ฉี่ไม่สะเด็ดน้ำของผมนี่เอง ที่อวดดีอวดเก่งอวดวิเศษจนเกิดความไม่แน่นอนว่าจะเป็นที่ยอมรับจากกลไกที่ คสช.จัดตั้งขึ้นนั้นหรือไม่ จนมาถึงการหาทางออกไปที่ประชามติขยายกรอบเวลาของโรดแม็พออกไปโดยปริยาย มีผลกระทบโดยตรงต่อการยืดขยาย คสช.ออกไปด้วย

มีการพูดกันบ้างแล้วว่านี่คือความล้มเหลวของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถึงกับนำมาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จะมีการตั้ง กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่อีกคณะหนึ่ง เพื่อที่จะร่างรัฐธรรมนูญให้มันเสร็จสิ้นกระบวนความเสียที การมองถึงความล้มเหลวนี้เอง ถึงกับมีการคาดการณ์กันว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ ไม่น่าจะใช่ชุดเก่า ไม่งั้นจะตั้งชุดใหม่มาร่างกันใหม่ทำไม

ความรู้สึกนึกคิดอย่างเดียวกันนี้ มีพูดกันทั่วประปรายว่าการยุบเลิกหมดไปของ สปช.ปัจจุบัน และที่จะตั้งเป็นคณะกรรมการการขับเคลื่อนการปฏิรูปชุดใหม่ 200 คนนั้น น่าจะเป็นคนใหม่มากกว่า หรืออาจจะมีชุดเก่าที่เข้าท่าเหลืออยู่บ้างพอเป็นกระสาย หลายเสียง พูดกันไปถึงว่า หากยังมีประธาน สปช.คนเดิมเป็นประธานอีก มันก็ไอ้แปะเอี่ยเหมือนเดิม

1 ปี คสช.กำลังถูกมองถูกแปลให้เห็นความล้มเหลวของสองกลไกที่ คสช.ตั้งขึ้นเอง คือทั้งเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ และเรื่องของการปฏิรูปกันอย่างจริงจัง หากจะมีความสำเร็จให้เห็นอยู่บ้าง ก็คือ 1.เรื่องสยบสยามให้สันติสงบลง 2.แก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะ หน้าให้เห็นได้บ้าง โดยเฉพาะการปราบคอร์รัปชัน อาชญากรรม การทวงคืนผืนป่า 3.ไม่รู้สิมีอะไรอีก

เรื่องที่คนจับจ้องอยู่มาก ไม่รู้จะเรียกว่าล้มเหลว กล้าๆ กลัวๆ ที่จะแตะต้อง ที่จะปฏิรูป คือความรู้สึกที่มีต่อเรื่องการปฏิรูประบบราชการและการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งดูเหมือนจะมีความรู้สึกนึกคิดรุนแรงไม่น้อยเลย กับความอยากให้มีการปฏิรูปให้จริงจังเสียที หลายเรื่องในสถานการณ์ความเป็นจริง เห็นระบบราชการเป็นตัวถ่วงการพัฒนาของประเทศ  ขณะที่เห็นตำรวจเป็นโจรเสียเอง

นี่จะเป็นงานใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ของคณะกรรมการขับเคลื่อน การปฏิรูปที่จะมีขึ้นใหม่ ที่จะต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากทีเดียวต่อการปฏิรูปดังกล่าว เพราะเหตุที่ระบบที่เป็นอยู่มีความซับซ้อนของปัญหา และเล่ห์กระเท่ของการใช้อำนาจของรัฐอันน่าสะพรึงกลัวซ่อนแฝงอยู่ วิกฤติของระบบที่เป็นอยู่ซึมเซาซ่อนลึกจนยากจะแกะออก และมันมาถึงจุดซึ่งถึงกับจะต้องใส่เข่งกระชากน้ำกันเสียที

1.องคาพยพและองค์กรต่างๆ ที่มีอยู่นั้น มากเกินไปหรือเปล่า มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพก่อประสิทธิผลแค่ไหน มันเริ่มมาจากการแต่งตั้งและการคัดสรรบุคลากรด้วยหรือไม่ ที่ขึ้นอยู่กับระบบอุปถัมภ์ ขึ้นอยู่กับระบบวิ่งเต้นของพวกแสวงหาตำแหน่ง แสวงหาเครื่องราชฯ ขึ้นอยู่กับหมู่พวกของนักการเมือง ขึ้นอยู่กับระบบการคัดสรรที่มีกลไกกระบวนการไร้ธรรมา ภิบาล

2.บุคลากร ที่มีอยู่มากมายเกินงานแล้วยัง โละพวกไม้แก่ได้บ้างไหม บุคลากรและองค์กรมีความซ้ำซ้อนกันบ้างไหม สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ยุบรวมให้การทำงานกระฉับกระเฉงขึ้นได้ไหม อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม ใช้คนงานเดียวกันเป็นเบือ บรรดานายพลมากมายหลายกระบุงโกย อย่าปล่อยให้หลวงต่อลมหายใจกันไปวันๆ จะเซ็งตาย

3.ระบบและกระบวนการ กฎเกณฑ์ข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่กำกับการใช้อำนาจและการปฏิบัติตามกฎหมายถูกเลือกปฏิบัติแค่ไหน มีช่องโหว่ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติให้บริการแค่ไหน จะต้องพัฒนากฎหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนา มากกว่าสร้างกฎหมายที่เอาแต่กำหนด กำกับ จำกัด และควบคุมกันตะพึดตะพือ สิ่งเหล่านี้มันต้องปฏิรูปกันแล้วทั้งระบบและกระบวนการปฏิรูประบบราชการอยู่ในข้อไหนของ 11 หัวข้อการปฏิรูป แล้ว สปช.ทำกันเรื่องอะไรไปถึงไหน ช่-ว-ย-บ-อ-ก-ที.