จันทราขัณฑ์ แซมพาท… “วอร์เรนบัฟเฟตต์ แห่งอินเดีย” ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

จันทราขัณฑ์ แซมพาท… “วอร์เรนบัฟเฟตต์ แห่งอินเดีย” ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

ปิดตลาดหุ้นไทยสุดสัปดาห์ศุกร์ที่-22-มี.ค.56-ลบ-50.55จุด-ซื้อขายทะลุ1แสนล้าน

ในช่วงเวลานี้…ที่หุ้นขึ้นสองวัน…ลงสามวัน คุณผู้อ่านหลายท่านคงจะสับสนไม่รู้ว่าจะลงทุนในหุ้นอย่างไรดี?

ดังนั้น เพื่อเป็นแนวความคิดหนึ่งในการลงทุนให้แก่คุณผู้อ่าน ผมจึงขอแนะนำแนวคิดการลงทุนของนักลงทุนระดับโลกท่านหนึ่ง เขามีชื่อว่า จันทราขัณฑ์แซมพาท (ChandrakantSampat) 

แซมพาท ได้รับสมญานามว่า “วอร์เรน บัฟเฟตต์ แห่งอินเดีย” ด้วยชื่อเสียงดังกล่าวคงพอจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถในการลงทุนของเขาได้เป็นอย่างดี เขาเป็นนักลงทุนที่มีอายุกว่า 82 ปีแล้ว แต่แซมพาทก็ยังคงใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแต่ยังกระฉับกระเฉง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจ็อกกิ้งหรือการเล่นโยคะ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับแซมพาทก็คือ บรรดาหนังสือ นิตยสาร และบทวิเคราะห์จำนวนมหาศาลในห้องนอนของเขา 

ในปี 2498 แซมพาทเริ่มที่จะละทิ้งธุรกิจของครอบครัวที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เขาพยายามเสาะแสวงหาอาชีพที่จะทำให้เขาสามารถเริ่มต้นนับหนึ่งได้ และเขาก็พบว่า “การลงทุน” น่าจะเป็นตัวเลือกที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จได้มากที่สุด เขาจึงเริ่มศึกษาการลงทุนและเริ่มลงทุนอย่างจริงจังตามแนวทางที่ตนศึกษามา แต่ก็ประสบความสำเร็จไม่มากนัก จึงพยายามหาแนวทางใหม่ที่แตกต่างไปจากที่ตนศึกษามา โดยการสังเกตและศึกษาการเคลื่อนไหวของตลาดและความผิดพลาดจากการลงทุน ในที่สุดแซมพาทก็ประสบความสำเร็จ จนตัวเขาเองต้องกล่าวออกมาว่า 

“ตลาดและความผิดพลาด..เป็นการศึกษาที่ดีที่สุด ขณะที่การศึกษาแบบเดิมๆ นั้น..จะปิดหูปิดตาเราไม่ให้ได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ” 

แซมพาทได้ศึกษาแนวทางการลงทุนอยู่หลายปีและค้นพบเทคนิคในการที่จะแสวงหา “หุ้นหลายเด้ง” นั่นคือเทคนิคการแสวงหา “หุ้นหลายเด้ง” ของแซมพาท มีเกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นอยู่ 2 ข้อคือ หนึ่ง จะต้องเป็นหุ้นของบริษัทที่มีประสิทธิการผลิตที่แข็งแกร่ง (RigorousScale of Productivity) และสอง จะต้องเป็นหุ้นของบริษัทที่มีนวัตกรรม (Innovation) 

แต่มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “ราคา” ของหุ้นตัวนั้นๆ ต่างหาก แซมพาทมักจะใช้เงินทุกรูปีของเขาให้..คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ เขาก็จะต้องซื้อหุ้นให้ได้..ในราคาที่ต่ำที่สุดด้วย บริษัทแรกๆ ที่แซมพาทชอบมากและยังคงชอบจนถึงทุกวันนี้มีอยู่ด้วยกัน 2 บริษัทคือ บริษัทน้ำอัดลมโค้ก (Coke) และบริษัทใบมีดโกนยิลเลตต์ (Gillette) โดยแซมพาทมองว่า ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวดั่งความเร็วของแสงนี้ ก็ได้ทำให้สินค้าหลายๆ อย่างล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว 

แต่ทั้งโค้กและยิลเลตต์สามารถผลิตสินค้าที่อาจเรียกได้ว่า “เป็นอมตะ” จึงทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถเอาตัวรอดและยังสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ทำให้แซมพาทชอบ 2 บริษัทนี้มากที่สุดก็คือ สถานะกระแสเงินสดของทั้งสองบริษัทนี้จัดอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม นั่นคือจะมีกระแสเงินสดจำนวนมหาศาลไหลเข้ามาสู่ทั้งสองบริษัททุกวัน…ทุกวัน จึงทำให้ฐานะการเงินของทั้งสองบริษัทนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่ง 

เทคนิคการลงทุนของ แซมพาท 

แซมพาท มีเทคนิคการลงทุนที่แตกต่างจากบรรดากูรูคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยพอสรุปเทคนิคต่างๆ ได้ดังนี้ 

๐ จะต้องมีหนี้สินน้อยมาก บริษัทที่จะเข้าข่ายในการเลือกหุ้นของแซมพาทจะต้องมีหนี้สินน้อยมาก หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาก็จะไม่สนใจดูหุ้นตัวนั้นๆ อีกต่อไป 

๐ จะต้องเป็นหุ้นของบริษัทที่มีกระแสเงินสดไหลเข้ามายังบริษัทเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องบริษัทที่มีกระแสเงินสดไหลเข้ามาจำนวนมากเช่นนี้ก็จะทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

๐ ค่า P/E (ราคาหุ้น/กำไรต่อหุ้น) ควรจะอยู่ประมาณ 13-14 เท่า และให้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 4% 

๐ ระดับราคาหุ้นที่แซมพาทจะเข้าซื้อ ก็คือเป็นราคาที่ลดลงมาจากราคาสูงสุดไม่น้อยกว่า 40% โดยเช็คราคาสูงสุดย้อนหลังกลับไป 52 สัปดาห์ หากราคาลดลงมายังไม่ถึง 40% แซมพาทก็คงจะยังไม่สนใจเข้าซื้อหุ้นนั้นๆ อยู่ดี 

๐ เหมือนกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แซมพาทจะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจที่แซมพาทสามารถจะเข้าใจได้เท่านั้น หากเป็นบริษัทที่ใครๆ ก็สามารถเข้าใจได้ว่า บริษัทนั้นๆ ทำธุรกิจอะไร? …แซมพาทก็จะชอบเป็นอย่างยิ่ง เช่น บริษัทโค้กที่ผลิตน้ำอัดลมเพื่อไปขายทั่วโลก 

ดังนั้น คุณผู้อ่านจึงควรที่จะใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลและทำการวิเคราะห์ด้วยตนเอง ทั้งก่อนที่จะซื้อหุ้น และก่อนที่จะขายหุ้น ทำให้นึกถึง “ประโยคทอง” ของ แซมพาทที่ว่า “Before buying any stock, write down the reasons why you are buying that stock and before selling review those points that you have noted down, then take a decision to sell.” แปลตามความได้ว่า… “ก่อนที่คุณจะซื้อหุ้นตัวไหนก็ตาม จงเขียนเหตุผลที่คุณจะซื้อหุ้นตัวนั้นไว้เสียก่อน และก่อนที่คุณจะขาย คุณก็ควรกลับมาทบทวนเหตุผลต่างๆ ที่คุณได้เขียนไว้เสียก่อนที่คุณจะตัดสินใจขาย” – See more at:

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com