จัดระเบียบ-ระบบงาน-กก.ขับเคลื่อนปฏิรูป อ.เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

จัดระเบียบ-ระบบงาน-กก.ขับเคลื่อนปฏิรูป

อ.เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

แน่นอนว่า มีงานรอคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปอยู่มากทีเดียว หลังจากการแต่งตั้งตัวบุคคลเข้าไปเป็นคณะกรรมการแล้ว แรกสุดเราก็จะเห็นว่ามี 11 ประเด็นของ คสช.รออยู่ แล้วยังจะประเด็นที่สภาปฏิรูปรวบรวมมอบเพิ่มอีก 36 ประเด็นกับอีก 7 ประเด็นพัฒนา ความเร่งด่วนของงานปฏิรูปของคณะกรรมการตรากำหนดมาแต่แรกทีเดียว

ใครจะมาเป็นประธาน ใครจะมาเป็นสมาชิกนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การรวมกำลังคนที่หลากหลายมารวมเป็นคณะทำงานนั้น คงต้องทำความเข้าใจลักษณะของงาน ลักษณะของการจัดสร้างองค์กรเชิงสถาบันเพื่อการปฏิรูป ตัวกำลังคนที่จะต้อง Put the right man in the right job กับกระบวนการทำงานและกลไกการทำงานให้ไปในทิศทางเดียวบรรลุจุดอันมุ่งประสงค์

งานปฏิรูปคราวนี้ต้องการตัวบุคคลที่มีลักษณะพิเศษกว่าธรรมดา และกระบวนการคัดเลือกตัวบุคคลจะต้องไม่ทำอย่างเดิมที่ทำกันมา ในระบบอุปถัมภ์ ระบบพรรคพวก ระบบวิ่งเต้นแสวงหาตำแหน่งเครื่องราชฯ หรือแม้จากพวกนายทุนขุนศึกศักดินา ที่ใช้ระบบชนชั้นเป็นเหตุผลของการพิจารณาและโดยเฉพาะ “เพื่อความเหมาะสม” นั้น ขลาดเขลาและน่าขำ น่าเย้ยหยันมากกว่า

เราต่างคาดหวังอยากได้คนผู้ซึ่งมีโลกทัศน์กว้างขวาง เข้าใจกระบวนทัศน์อันเป็นกระแสหลักของโลกาภิวัตน์ได้ดี เราต้องการคนที่ยังมี Spirit of democracy หรือมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย เข้าใจเรื่องธรรมาภิบาล นิติรัฐ นิติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และมนุษยธรรม เพราะนั่นคือฐานหลักในการปฏิรูปลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม

เหตุการณ์งานปฏิรูปคราวนี้จะต่างกันมากกับประมวลการปฏิรูปหลายครั้งที่ทำกันมาอย่างเหลวไหล ปฏิรูปคราวนี้ต้องเห็นผลออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่โอ่อวดอหังการในความหลวมโพรกของการปฏิรูปที่เหลวเปล่าอีก และนั่นคือสิ่งซึ่งควรหวังได้ว่า ผู้ที่ได้รับเลือกเข้าไปเป็นกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปคราวนี้ ต้องมีใจให้กับการปฏิรูป ต้องจริงจัง ต้องจริงใจ ทำงานกันจริงๆ

ตรงนี้น่าสนใจว่า คนที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปคราวนี้เป็นสับปะรดแค่ไหน รู้เรื่องการบริหารโครงการดีพอแค่ไหน จัดรูปแบบการทำงานแบบไม่มีงานให้ทำหรือเปล่า การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้นั้นไม่น่าจะเป็นงานยากให้กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องเอาไปทำอย่างที่ทำกันมาก็ทำกันไป กรรมการปฏิรูปต้องทำงานเป็นด้วย

ผมไม่คิดว่ารูปแบบการทำงานในรูปกรรมการเช่นที่เคยทำกันมานั้น จะใช้ได้ดีเป็นรูปแบบการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปที่จะขับเคลื่อนอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพดีจริง การตั้งรูปแบบคณะกรรมาธิการ การใช้ระเบียบของสภามาประยุกต์ เช่นที่สภาปฏิรูปที่ล้มไปแล้วนั้น พิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่งว่า ไม่ได้ช่วยให้งานลุล่วงไปด้วยดีมากไปกว่ามั่วๆ จับปูใส่กระด้ง มีกี่คนกันเชียวที่ทำงาน

การขับเคลื่อนการปฏิรูปคราวนี้ ไม่ใช่งานประชุมอุ้มปึ้กกันอยู่แต่ในที่ประชุมส่วนใหญ่อีกต่อไปแล้ว  จะนั่งขับเคลื่อนอยู่กับเก้าอี้ใน ห้องแอร์ จิบกาแฟ คุยเขื่องอย่างที่เห็นๆ กันอยู่อีกไม่ได้แล้ว ขับเคลื่อนมันต้องขยับขยายพุง ก้าวเท้ากำมือออกไปทำงานปฏิรูปกันอย่างจริงจังแล้ว ไม่ใช่โอ่อวดองค์อยู่แต่กับความสะดวกสบายของตัวในขณะที่ความยากจนเดือดร้อนยังดำรงอยู่ทั่ว

ควรต้องคิดกำหนดโครงสร้างเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ อย่างน้อยงานขับเคลื่อนการปฏิรูปจะมีกรอบเวลาของการทำงานถึงประมาณสองปี หากกำหนดโครงสร้างของการทำงานแบบเดิมๆ อีก จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงาน ขณะที่ก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งนั่งดูเพื่อนคนอื่นทำงานไป ซึ่งใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วกับกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปคราวนี้

ลักษณะของงานขับเคลื่อนการปฏิรูปคราวนี้ มองได้ว่าน่าจะจัดเป็นรูปแบบของการบริหารจัดการโครงการ ซึ่งจะเอายุทธศาสตร์การพัฒนาและการปฏิรูปที่เสนอไว้นั้นนำมาสู่การปฏิบัติ  โดยไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างการทำงานที่ใหญ่โตเทอะทะ แต่ต้องกระชับคล่องตัวต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานกิจกรรมแต่ละเรื่องและทุกเรื่องของการปฏิรูป ควรเป็นโครงสร้างแบบที่ท่านนายกฯ บอกไว้ว่า “ประชารัฐ” นั่นแหละครับ

ที่จริงเราน่าจะผสมผสานรูปแบบการทำงานของภาคเอกชนกับภาครัฐมาใช้ในการทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปได้ มีรูปแบบง่าย ไม่เพียงกี่โครงสร้าง หากกำหนดอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ (Mandate) ไว้ให้ชัด จะมีความกระฉับกระเฉงมากกว่ารูปแบบของภาคราช การ หรือรูปแบบคร่ำครึของระบบรัฐสภาไอ้ชนิดทำแล้วปล่อยทิ้งให้คนข้างหลังควานหาผลที่ได้ออกมาเองนั้น ล้าสมัยแล้วและควรเลิกกันเสียที

200 สมาชิกขับเคลื่อนแบ่งงานกันถูกไหม หรือก็จะยังแย่งงานกันโดยไม่คำนึงถึงความรู้ ความชำนาญ ความสามารถ ทำงานกันแบบเย็นกินเหล้า เช้าฮาเฮ อยู่นั่นเอง ใครที่เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนคราวนี้ หากแม้ยังทำตัวดัง Philosopher King กันอีก ปรับโครงสร้างคนและกระบวนการไม่เป็นท่าแต่ต้น งานขับเคลื่อนการปฏิรูปอาจมีผลเป็น “เจ๊ง” รออยู่ข้างหน้าได้

หากแม้จะจัดรูปแบบการบริหารจัดการในรูปโครงการ ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการใหญ่ (Board) ทำหน้าที่บริหารนโยบายและยุทธศาสตร์โดยรวม ก็ไม่น่าขัดข้องที่จะทำเช่นที่รัฐวิสาหกิจทำกัน ที่สำคัญคือ คนที่จะเป็นกรรมการใหญ่นี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่เป็นเนื้อแท้ของแต่ละยุทธศาสตร์อย่างแจ่มแจ้ง เพราะหน้าที่สำคัญของกรรมการใหญ่คณะนี้ จะกำหนดทิศทางนโยบายยุทธศาสตร์ให้ทุกภาคส่วนเป็นไปในการบรรลุจุดมุ่งประ สงค์เดียวกัน

ไม่ต้องจัดโครงสร้างใหญ่ แบ่งงานให้คน 200 คนทำงานลักษณะบริหารโครงการที่นำยุทธศาสตร์ไปดำเนินการ มีฝ่ายปฏิบัติการโครงการ มีฝ่ายบริหารการเงินและบุคคล มีฝ่ายวางแผนและประเมินผล มีฝ่ายกิจกรรมความสัมพันธ์และประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับการบริหารจัดการของคณะกรรมการใหญ่ นี่เป็นข้อเสนอจากประสบการณ์การบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ

เอ้า! ใครอยากได้รายละเอียดบอกมา จะถ่อสังขารมาอธิบายให้ฟัง
แล้วคอยดูเถอะลักษณะงานขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้จะต้องพบกับการเผชิญหน้าท้าทายขององค์กรภาคประชาชนที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐบาล หรือเอนจีโอ (NGO = Non govermental Organization) ซึ่งได้ทำตัวเป็นอุปสรรคสำคัญกับนโยบายพัฒนาของภาครัฐ ถ้าไม่เข้าใจเนื้อแท้และองคาพยพของหน่วยงานภาคสังคมเหล่านี้ จะแยกความเข้าใจเรื่องอนุรักษ์นิยมกับการพัฒนาได้ยังไง

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับหน่วยงานภาคเอกชน เช่น เอนจีโอนั้นเป็นประสบการณ์อันน่าเบื่อหน่าย ตรงที่ดูเหมือนจะแทบพูดกันไม่รู้เรื่อง นี่จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งจะท้าทายกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป จำได้เลยว่าในความริเริ่มเพื่อการขับเปลี่ยนแปลงใดๆ นั้นจะต้องเผชิญกับการต่อต้านอยู่เสมอ และสำหรับเมืองไทยแล้วก็น่าจะเป็นเอนจีโอนี่เอง ก็เห็นขัดขวางและขัดแย้งไปแทบทุกเรื่องไม่ใช่หรือ

ถ้ายิ่งการขับเคลื่อน เลื่อนเปื้อน เลอะเทอะล่ะก็เอ็งเอ๋ยได้เละกันเป็นโจ๊กเลยละเอ็ง.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — อังคารที่ 29 กันยายน 2558