จะปฏิรูปประเทศได้ ต้องเข้าใจหลักการที่เป็นรากของปัญหา โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

จะปฏิรูปประเทศได้ ต้องเข้าใจหลักการที่เป็นรากของปัญหา

โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

quotes_172_20150504094256

นักจิตวิทยาสังคมพบว่า คนระดับมือใหม่หรือปานกลางจะมองเห็นแต่ตัวปัญหาแค่ผิวๆ และตามแก้ปัญหาตามอาการที่เขาเห็นไปทีละจุด

ขณะที่คนระดับผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ จะมองเห็นหลักการใหญ่ ที่เป็นรากของปัญหาในภาพรวม และจะคิดแก้ปัญหาทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

คนไทยส่วนใหญ่รวมทั้งผู้นำมักจะมองจากสภาพปัญหาที่พวกเขาเห็น และสรุปหาวิธีแก้อย่างง่ายๆ มากกว่าที่จะมองเห็นในเชิงโครงสร้างระบบสังคมทั้งหมดว่า ปัญหานั้นมีรากเหง้าที่แท้จริงมาจากไหน หรือเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ อะไรอีก การจัดการศึกษาของไทยเน้นการท่องจำความรู้สาขาต่างๆ มากกว่าจะสอนให้คนไทยคิดวิเคราะห์เป็น และเน้นสาขาวิชาเฉพาะทางแบบการแบ่งงานกันทำในโรงงานอุตสาหกรรมมากไป ทำให้เราเป็นแค่นักเทคนิคที่มองและ/แก้ปัญหาไปทีละส่วนทีละเรื่องแบบกลไก ไม่ได้เข้าใจปัญหาลึกๆ ทั้งระบบ และหาทางแก้ไขอย่างเห็นภาพรวมทั้งหมด

การที่คนไทยมักมองเห็นปัญหาแค่ปรากฏการณ์ที่เห็น เพราะการจัดการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องสำคัญๆ ที่ควรรู้อย่างเข้าใจองค์ความรู้ของสาขาวิชาต่างๆ ในเชิงปรัชญา ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง/สังคมวิทยา ฯลฯ ของวิชานั้นๆ อย่างบูรณาการ เชื่อมโยงกับมิติต่างๆ ในสังคมที่เป็นจริง และเข้าใจภาพรวมของชีวิตและสังคมทั้งหมด เหมือนเข้าใจป่าทั้งป่าหรือระบบนิเวศ (ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม) ทั้งระบบ ไม่ใช่เห็นและรู้จักแค่ต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งทีละต้นๆ

นั่นก็คือเรามองปัญหาสังคมแบบแยกส่วน (Reductionism) อย่างเป็นกลไกทางเทคนิคของระบบที่ใหญ่กว่า ไม่ได้มองเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม หรือระบบนิเวศทั้งหมดอย่างเป็นระบบองค์รวม (Holistic)

ยกตัวอย่างเช่น คนที่เรียนกฎหมายหรือถูกสังคมครอบงำให้เชื่อว่า กฎหมายคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในสังคม มักจะคิดว่า ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ให้ดี สังคมก็จะดีตามเอง พวกเขาไม่ได้มองในแง่เศรษฐกิจการเมืองที่เป็นจริงว่า การที่ระบบสังคมไทยมีชนชั้นนำผู้มีอำนาจ และความรู้สูงกว่าประชาชนทั่วไปมาก ทำให้คนเหล่านี้สามารถใช้ช่องโหว่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกตน ได้มากกว่าจะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ทำให้ถึงเราจะร่างรัฐธรรมนูญต่างๆ มาดูดี แต่มีผลบังคับใช้ต่ำ เพราะคนที่จะมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายได้มากกว่าคนอื่นๆ คือคนที่มีอำนาจเศรษฐกิจการเมืองสูงกว่าประชาชนทั่วไปมาก

ชนชั้นนำไทยเรียนเศรษฐศาสตร์ตะวันตกที่สอนแนวเดียวว่า การพัฒนาประเทศมีทางเดียวคือ แบบทุนนิยมอุตสาหกรรม เปิดเสรีการลงทุนการค้า เร่งรัดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมเติบโตให้สูงที่สุด เพราะหนทางอื่นคือสังคมนิยมก็ล้มเหลวมาแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่แล้วนอกจากทุนนิยม แต่ความจริง การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมมีหลายแนวทาง ไม่จำเป็นต้องเป็นทุนนิยมหรือสังคมนิยมแบบสุดโต่งอย่างใดอย่างหนึ่ง

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ดำเนินอยู่จริง มีจุดอ่อนตรงที่ไม่ได้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพในแง่ส่วนรวมตามทฤษฎีจริง หากเป็นระบบผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด โดยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่และคนรวยกลุ่มน้อย พวกเขาเลือกผลิตสินค้าฟุ่มเฟือยที่ล้นเกิน ผลิตสินค้าที่จำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่น้อยหรือมีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้คนส่วนใหญ่ที่ยากจน ระบบทุนนิยมผูกขาดที่เน้นการเติบโตหากำไรของนายทุนกลุ่มน้อย ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ/ซบเซาบ่อยครั้งและอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และวิกฤติทางสังคมวัฒนธรรมอย่างรุนแรงและยืดเยื้อด้วย

ความเชื่อว่า แนวทางพัฒนาแบบทุนนิยมที่เน้นการหากำไรสูงสุดของเอกชน จะทำให้เกิดการแข่งขันประสิทธิภาพและความมั่งคั่ง คนส่วนใหญ่รวยและมีความสุขขึ้นก็ไม่จริง คือนอกจากจะเกิดการกระจายทรัพย์สินรายได้ไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมากขึ้นแล้ว แม้แต่คนรวยส่วนน้อยก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นจริง การเป็นคนรวยมากกว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมเดียวกันนั้น ทำให้คนคนนั้นมีความสุขเพิ่มขึ้นได้เฉพาะช่วงที่พวกเขาได้ความร่ำรวยมาใหม่ๆ ไม่นานนัก หลังจากนั้นพวกเขาก็เคยชิน จนไม่รู้สึกว่าเงินที่ได้เพิ่มมาทำให้เขามีความสุขเพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป แต่พวกเขายังต้องห่วงวิตกว่า รายได้พวกเขาจะลดลงหรือยังรวยสู้คนอื่นไม่ได้ ทำให้พวกเขาเครียดและทุกข์มากขึ้น เพราะความรู้สึกแข่งขันอย่างไม่มีวันรู้จักคำว่า พอเพียง

แนวทางการพัฒนาประเทศที่ดีกว่าทุนนิยมคือ ระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่เน้นการกระจายทรัพย์สิน รายได้ การศึกษา การมีงานที่เหมาะสมให้ประชาชนทั้งประเทศอย่างทั่วถึงเป็นธรรม เศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองเป็นสัดส่วนสูงขึ้น ลดการพึ่งพาการลงทุนและตลาดต่างประเทศลง ลดการทำลายระบบนิเวศ ลดการใช้พลังงาน สารเคมี หันมาใช้พลังงานทางเลือก เกษตรทางเลือก และเทคโนโลยีทางเลือกต่างๆ แทน เน้นการพัฒนาคน พัฒนาทรัพยากรตลาดภายในประเทศ พึ่งพาตนเองในระดับประเทศได้เพิ่มขึ้น เน้นการผลิตและกระจายสินค้าปัจจัยพื้นฐาน ที่จำเป็นสู่ประชาชนส่วนใหญ่อย่างพอเพียง เป็นธรรม และอย่างยั่งยืน

การปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้พึ่งตนเองระดับประเทศ (ลงทุนซื้อขายกันภายในประเทศ) ได้มากขึ้น และกระจายความเป็นธรรม รวมทั้งเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและสังคมด้านต่างๆ จะแก้ปัญหาความด้อยพัฒนาทางการเมือง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้งผู้แทนระดับต่างๆ ได้ด้วย เพราะถ้าเราปฏิรูปเศรษฐกิจการเมือง ชนิดที่จะทำให้ประชาชนมีการศึกษา มีความรู้ ข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพ และฐานะทางเศรษฐกิจสังคมใกล้เคียงกันหรือไม่ห่างกันมากเกินไป ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะรู้เท่าทันนักการเมือง ต่อรองกับนักการเมืองเชิงนโยบายได้มากขึ้น

เราต้องตั้งคำถาม วิเคราะห์ ค้นคว้าปัญหาต่างๆ ในสังคมให้ลึกจนเข้าใจรากเหง้าหรือธาตุแท้ของปัญหานักการเมืองรวบอำนาจทุจริตฉ้อฉล, ความขัดแย้งแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง ความด้อยพัฒนาทางการจัดการศึกษา ความยากจน ฯลฯ และคิดหาทางแก้ไขในเชิงผ่าตัดเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ที่เป็นตัวการที่แท้จริงของปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจสังคมใหม่ ที่สามารถการกระจายผลการพัฒนาอย่างสมดุล เป็นธรรม มีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวมและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านต่างๆ ของประเทศไทยได้อย่างจริงจัง และยกระดับคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง

ที่มา. กรุงเทพธุรกิจ