จริยธรรมาภิบาลนักการเมืองกับการปฏิรูปประเทศไทย โดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2557 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ได้รับเชิญจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้บรรยายพิเศษเรื่อง “จริยธรรมาภิบาลนักการเมืองกับการปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งการบรรยายครั้งนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดขึ้นร่วมกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติและสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีสาระดังนี้

ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย

คำถามแรกสุดที่เราควรขบคิดก็คือ ทำไมประเทศไทยในวันนี้จึงโชคร้ายต้องตกมาอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งทางด้านการเมือง ทั้งโครงสร้าง ระบบ และตัวนักการเมือง รวมไปถึงเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การควบคุมการคอร์รัปชั่น และทุกๆ เรื่องที่สำคัญอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย ?

ในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยในหลายๆ ด้านอย่างรุนแรง มีวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศในปี 2540 ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญถึง 3 ครั้ง คือรัฐธรรมนูญปี 2540 ปี 2550 และปี 2557 – 2558 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันที่เรากำลังร่างอยู่ และทำให้โครงสร้างและระบบการเมืองของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญมาโดยตลอด รธน. ฉบับปี 2540 และฉบับปี 2550 ได้กระตุ้นให้เกิดขบวนการต่อต้านการคอร์รัปชั่นนักการเมืองครั้งใหญ่ถึงสองครั้งติดต่อกันคือ ขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2549 และขบวนการของ กปปส. ในปี 2556 – 2557 ในช่วงระหว่างปี 2549 – 2557 ได้เกิดเหตุการณ์การต่อต้านรัฐบาลและการต่อสู้บนท้องถนนอย่างนองเลือดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มการเมืองถึงสองปีติดต่อกัน คือปี 2552 และปี 2553 และที่สำคัญมีคณะทหารที่เข้ายึดอำนาจการปกครองถึงสองครั้งเช่นเดียวกัน คือในปี 2549 และปี 2557 และทั้งสองเหตุการณ์ติดตามมาด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550เราเห็นจุดอ่อนแล้ว แต่ รธน. ฉบับที่กำลังร่างอยู่ในขณะนี้คงต้องรอดูกันไปอีกระยะหนึ่ง ผมอยากให้กำลังใจแก่ สปช. และ กมธ. ยกร่าง รธน. ให้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ อย่างน้อยที่สุดก้คือเรื่องการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองในอนาคต

เมื่อวานนี้มีผู้นำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กล่าวปาฐกถาต่อหน้านักศึกษาจำนวนมากว่า สาเหตุของวิกฤติการณ์การเมืองไทยในระหว่างปี 2549 – 2554 มาจากกลุ่มผู้นำนักศึกษาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ผมคิดว่าความเห็นนี้ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะว่า

ประการแรก การเมืองตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2516 – 2557 ไม่ได้มีผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เป็นตัวแสดงหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น

ประการที่สอง การมองการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยควรมองอย่างเป็นกระบวนการ มากกว่าที่จะมองเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แล้วเหมาว่าเป็นเหตุสำคัญที่สุด เพราะว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา กระบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยไม่ได้มาจากนักศึกษา 14 ตุลาฯ เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มนักศึกษา 6 ตุลา 2519 การต่อสู้ของประชาชนในปี 2534 – 2535 ที่เรียกว่า “พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์ต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กปปส. ตลอดจนการต่อสู้ของพรรคการเมืองต่างๆ และคณะทหาร ซึ่งเป็นตัวแสดงที่สำคัญยิ่งกว่ากลุ่มนักศึกษา 14 ตุลาฯ

ประการที่สาม การโยนความผิดจากความไม่สงบของเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างปี 2547 – 2557 มาจากอดีตนักศึกษารุ่น 14 ตุลาฯ ที่ไปเข้าร่วมกับกลุ่มทุนสามานย์จริง แต่เป็นนักศึกษาส่วนน้อยมาก       เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักศึกษานับแสน นับล้านคนในวันนั้น ดังนั้น ทัศนะและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของผู้นำการร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นการโยนความผิดทั้งหมดให้แก่ขบวนการนักศึกษา และประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ โดยปราศจากความรับผิดชอบ เป็นการไม่แสดงความเคารพต่อวีรชน 14 ตุลาฯ ที่ได้เสียสละชีวิตไปเพื่อให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสการปกครองแบบประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นระบอบเผด็จการทหาร และ

ประการสุดท้าย ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญที่สุดของวิกฤติการณ์ทางการเมืองระหว่างปี 2549 – 2557 มาจากกลุ่มทุนสามานย์เป็นหลัก

ผมอยากขอให้ผู้ที่กล่าวตำหนิขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และวีรชนตุลาคม ได้ออกมากล่าวคำขอโทษต่อวิญญาณวีรชนที่พลีชีพเพื่อชาติในวันนั้น พวกเขาไม่ใช่จำเลยของประวัติศาสตร์ และพวกเขาก็ไม่ใช่ฆาตกรหรือผู้ก่อการร้ายในประวัติศาสตร์ หากแต่จะเป็นวีรชนของระบอบประชาธิปไตยไทยในตลอดกาลครับ

ความขัดแย้ง ความตึงเครียด และความรุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 จนกระทั่งถึงในขณะนี้ มีรากเหง้ามาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการออกแบบให้การเมืองมีเสถียรภาพสูง มีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากเป็นพิเศษ ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดของปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีข้อดีอีกหลายประการที่ทำให้โครงสร้างทางการเมืองและทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น กล่าวคือทำให้เกิดองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจในการวินิจฉัยการเลือกตั้ง และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่ามีการใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่? รวมทั้งเพิ่มบทบาทของภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็มีจุดอ่อนบางประการที่เป็นที่รับรู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้วคือ รัฐธรรมนูญมีอคติที่ส่งเสริมพรรคการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอคติต่อทุนของพรรคการเมือง กล่าวคือ พรรคที่มีทุนขนาดใหญ่จะมีความได้เปรียบมากกว่าพรรคที่มีทุนขนาดเล็ก นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้ ส.ส. ในสภาฯ ตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี และ รมต. ได้ค่อนข้างยาก เมื่อประกอบกับการที่นักการเมืองมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นและการมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง การเมืองไทยจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่ระบบการเมืองไม่สามารถเยียวยา แก้ไขตัวเองได้ด้วยตนเอง จนนำไปสู่การต่อต้านของภาคประชาชน และจบลงด้วยการรัฐประหารของคณะทหาร

รัฐธรรมนูญปี 2550 พยายามแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ กกต. ที่มาจากข้าราชการที่มีประวัติดี แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับรูปแบบและกระบวนการประชาธิปไตยแบบตะวันตกมากกว่าจะคำนึงถึงการหาคนดีและคนเก่งเข้าสู่ระบบการเมือง ผลที่ติดตามมาก็คือ สมาชิกในครอบครัวของนักการเมืองเก่ายังคงสามารุครอบงำระบบการเมืองไทยได้อย่างมั่นคง การคอร์รัปชั่นอย่างใหญ่โตมโหฬารโดยนักการเมือง และการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองที่ถูกศาลวินิจฉัยแล้วว่ามีการกระทำที่ทุจริตโดย ส.ส. เสียงข้างมากในสภา โดยไม่สนใจข้อท้วงติงของผู้ที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล ได้นำสังคมไทยตกกลับไปอยู่ในสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จบลงด้วยการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ปัญหาสำคัญๆ ของระบบการเมืองไทยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้ตกไปได้ก็คือ

ประการแรก มีนักธุรกิจที่เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มทุนกึ่งผูกขาด ได้จัดตั้งพรรคการเมืองที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการลงทุนทางการเมือง กล่าวคือ เป็นการใช้เงินไปซื้ออำนาจทางการเมือง และเมื่อได้อำนาจทางการเมืองแล้ว ก็ใช้อำนาจทางการเมืองนั้นไปแสวงหาผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจโดยมิชอบต่อไป

ประการที่สอง เป็นที่น่าสังเกตว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นเหมือนองค์กรธุรกิจส่วนตัวของนักธุรกิจการเมือง มากกว่าที่จะเป็นพรรคการเมืองที่จะเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประเทศและของประชาชน

ประการที่สาม ระบบการบริหารจัดการการเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับชาติและนักการเมืองในระดับท้องถิ่น โดย กกต. ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ยังไม่สามารถควบคุมให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตได้ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นปรากฏการณ์ที่เกินความสามารถของ กกต. จะกระทำได้ และถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถหาหลักคิดใหม่ในการกรองให้คนดีเข้าสู่สังคมการเมืองได้ ปัญหาวิกฤติการเมืองไทยจะกลายเป็นวัฏจักรที่ไม่ช้าก็เร็วก็จะหวนคืนกลับมาอีก และ

ประการที่สี่ ระบบการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และนักการเมืองโดย ป.ป.ช. ยังไม่อยู่ในความคาดหวังของประชาชน ผู้คนจำนวนมากยังรู้สึกว่าประสิทธิภาพและประสิทธิผลของ ป.ป.ช. ในการจัดการกับคนทุจริตยังไม่ดีพอ

การทุจริตในการเลือกตั้งและการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันไม่ได้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา แต่มีความสลับซับซ้อนมากจนยากที่จะจัดการกับปัญหานี้ด้วยวิธีการทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเหตุว่าการทุจริตการเลือกตั้งเป็นการโกงโดยใช้มิติทางด้านวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การใช้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ การใช้ลัทธิเครือญาติ และการใช้ลัทธิพวกพ้อง ส่วนนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกระดับการโกงด้วยการออกเป็นนโยบายของพรรคการเมืองและของรัฐบาล มีการใช้มติของสภาฯมติของคณะรัฐมนตรี การใช้พระราชกฤษฎีกา และการออกเป็นพระราชบัญญัติโดยมี ส.ส. ส่วนใหญ่ให้การรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทุจริตที่นักการเมืองได้ผลประโยชน์ไปนั้น ไม่ได้ทำให้ประชาชนที่เป็นฐานคะแนนเสียงของพวกเขามองว่าเป็นการทุจริต แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องของบุญคุณ ผู้ที่ทุจริตกลับได้รับการยกย่องและชื่นชมจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และคนในชุมชนว่าเป็นคนที่ได้ดีแล้วไม่ลืมพรรคพวก หรือได้ดีแล้วไม่ลืมตัว

สังคมไทยทุกวันนี้จึงตกอยู่ในสภาวะที่คนจำนวนมาก ไม่สามารถจำแนกได้ว่าอะไรคือความดี และอะไรคือความชั่ว? ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจำแนกได้ว่านักการเมืองที่ดีควรมีคุณสมบุติอย่างไร? ควรมีบทบาทหน้าที่อย่างไร? ควรมีความรับผิดชอบต่อประเทศและสังคมอย่างไร? อะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรทำและทำได้? และอะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรหลีกเลี่ยงไม่ทำ และไม่สามารถทำได้? ผมคิดว่าวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ แบบเครือญาติ แบบพวกพ้อง และผลประโยชน์เฉพาะหน้าได้ทำให้คนไทยจำนวนมากเห็นผิดเป็นชอบ จนการปฏิรูปทางการเมืองและการปฏิรูปประเทศไทยในวันนี้ ต้องการหลักคิดใหม่ๆ มากกว่าจะมองการปฏิรูปอยู่ในกรอบประชาธิปไตยแบบเดิมๆ

ในบรรดาการปฏิรูปด้านต่างๆ นั้น ผมเห็นว่าการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้า และเป็นประเด็นเร่งด่วนที่เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ประเด็นแรก สิ่งที่เรากำลังถกเถียงกันในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่คณะ กมธ. ปฏิรูปการเมืองนำเสนอคือ ให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและ ครม.โดยทางตรง ส.ส.ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ และนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถยุบสภาฯ ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เลือกตั้งแล้วทั้งรัฐบาลและสภาฯ จะอยู่ได้จนครบวาระ 4 ปี

ผมคิดว่าหลักคิดนี้มองว่าอยากให้ทั้งรัฐบาลและสภาฯ เข้มแข็ง และแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ สำหรับในประเด็นนี้ผมมีข้อสังเกต ดังนี้คือ

  • หลักคิดนี้ยังคงมองระบอบประชาธิปไตยแบบดั้งเดิม คืออยากเห็นรัฐบาลและสภาฯ เข้มแข็ง ดูเหมือนว่าหลักคิดนี้จะให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยไปหน่อย ผมคิดว่าประชาธิปไตยแบบใหม่ของไทยควรต้องเอาภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นตัวแสดงที่สำคัญในพื้นที่ทางการเมือง นอกเหนือจากการมีรัฐบาล และสภาฯ ที่เป็นตัวแสดงสำคัญดั้งเดิมอยู่แล้ว
  • เราไม่ควรมอง รธน. เป็นจุดๆ หรือด้านเดียว ประเด็นเดียว แต่ควรมองภาพรวม เพราะมาตรการแก้ปัญหาหนึ่ง อาจสร้างปัญหาใหม่ เช่น การเลือกตั้ง นายกฯ / ครม. ทางตรงอาจดูดี เพราะเป็นการให้ประชาชนเลือกใช้อำนาจทางตรง แต่เราจะป้องกันการแทรกแซงของกลุ่มธนกิจการเมืองที่จะง่ายขึ้นในการแทรกแซงครอบงำนายกฯ / ครม. ทางตรงได้เช่นเดียวกัน เพราะว่ากลุ่มธนกิจการเมืองไม่ต้องไปจ่ายเงินผ่าน ส.ส. ผ่านพรรคการเมืองอีกต่อไป
  • เรื่องคนกับระบบ เรายังเน้นเฉพาะการออกแบบระบบ แต่ยังให้น้ำหนักน้อยในการพัฒนาคุณภาพคน หรือการออกแบบมาตรฐานการคัดคนเข้าสู่ระบบ เราควรเพิ่มมาตรฐานของคนที่จะประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองให้มากขึ้น หรือเพื่อให้ระบบประชาธิปไตยไทยมีหลักประกันเรื่องคุณธรรมความดี และความสุจริตของผู้ที่จะประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ มากยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป
  • ปัญหาทุจริตเลือกตั้งยังแก้ไม่ตกและยังรุนแรง ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการซื้อขายเสียงธรรมดากลายเป็นการซื้อ กกต. มีการแทรกแซงกลไกจัดการเลือกตั้ง ทำให้กระบวนการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการสัมปทานอำนาจรัฐแก่กลุ่มธนกิจการเมืองเท่านั้น กระบวนการเลือกตั้งไม่ใช่กระบวนการคัดคนเข้าสู่อำนาจที่น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นควรแก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้งให้ลดลงให้ได้ โดยการตัดอำนาจกึ่งตุลาการของ กกต. โดยให้มีศาลคดีเลือกตั้ง และกำหนดให้ กกต. ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เช่น การจัดงบประมาณที่พอเพียง การอบรมอาสาสมัครเพื่อตรวจสอบการเลือกตั้ง และห้ามใช้นโยบายประชานิยมมาหาเสียงโดยปราศจากแผนการหาทุนที่ชัดเจน
  • การเมืองที่ล้มเหลวมีสาเหตุจากการผูกขาดทางการเมือง หรือความพยายามสร้างอำนาจเดี่ยวเข้าครอบงำการถ่วงดุลตรวจสอบ และปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณะเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริตเชิงนโยบาย ฉะนั้นต้องลดระดับการปกครองโดยส่วนกลางและเพิ่มบทบาทในการตัดสินใจทางการเมืองของภาคประชาชนให้มากขึ้น เช่น การกระจายอำนาจในทุกมิติ ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง
  • รธน.ต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากรอบเวลาในการตรากฎหมายลูกแต่ละฉบับจะใช้เวลาได้ไม่เกินกี่ปี ถ้าสภาฯ ทำไม่ได้จะต้องให้สภาฯ รับผิดรับชอบอย่างไร รวมทั้งต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะต้องทบทวนหรือยกเลิกกฎหมายเดิมที่ขัดกับ รธน. กี่ฉบับ ภายในเวลากี่ปี เพราะปัญหาใหญ่ประการหนึ่งคือ ราชการยังคงใช้กฎหมายที่ขัดกับ รธน. อยู่หลายร้อยฉบับ
  • ทำอย่างไรที่เราจะออกแบบ รธน. ไม่ให้เกิดรัฐบาลที่เข้มแข็งมากจนเกินไป หรือมีอำนาจมากจนเกินไป เพราะว่าเราได้ผ่านประสบการณ์มาแล้วว่ารัฐบาลยิ่งมีอำนาจมาก ก็ยิ่งคอร์รัปชั่นมาก เพราะฉะนั้นเราควรออกแบบ รธน. ให้เกิดระบบพรรคการเมืองหลายพรรคที่แข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม ไม่ให้พรรคการเมืองเป็นเพียงธุรกิจส่วนตัวของนักการเมืองบางคน
  • การแก้ปัญหาการบริหารจัดการพรรคการเมืองอย่างมีธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร จากรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใส (Transparency International) ได้ระบุว่าพรรคการเมืองและองค์กรตำรวจของไทยมีการคอร์รัปชั่นสูงสุด ผมคิดว่าคงต้องออกแบบกฎหมายเพื่อให้อำนาจแก่ กกต. และ ปปง. ในการเข้าไปตรวจสอบระบบการเงินของพรรคการเมืองบางพรรคที่ใช้เงินที่ผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้สามารถนำมาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนให้แก่ ส.ส. ของพรรค และการใช้จ่ายเงินที่ผิดกฎหมายไปให้แก่หัวคะแนนอยู่เป็นระยะๆ ทั้งก่อนและในระหว่างการเลือกตั้ง
  • การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนดต่อ ป.ป.ช. ต้องให้ครอบคลุมทั้งสามี ภรรยา และลูกๆ ทั้งที่บรรลุนิติภาวะแล้วและยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย
  • การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะ ป.ป.ช. ต้องทำงานเชิงรุกโดยการสุ่มตรวจบุคคลที่น่าสงสัย โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้มาร้องเรียนก่อน
  • สำหรับผู้ที่จะสมัครเป็น ส.ส. ส.ว. และนักการเมืองท้องถิ่น ต้องมีการรายงานและมีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะเหล่านี้ นอกจากนี้ควรเปรียบเทียบภาษีเงินได้กับรายได้โดยย้อนหลัง 5 ปีว่าสอดคล้องกันหรือไม่
  • การจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุควรออกเป็นพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ พ.ร.บ.การจัดหาพัสดุ แทนที่การออกระเบียบสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นอำนาจของ ครม.
  • ควรจัดตั้งศาลชำนาญการพิเศษที่เรียกว่า “ศาลควบคุมการคอร์รัปชั่น” ตามแนวความคิดขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคดีคอร์รัปชั่นให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งเป็นหลัก แต่ความรู้เรื่องคอร์รัปชั่นเป็นศาสตร์ใหม่ที่ผู้พิพากษาที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยในเรื่องนี้ควรต้องผ่านการศึกษา อบรมเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเหตุว่าความรู้ แนวคิด ทฤษฎีการควบคุมการคอร์รัปชั่น มีการเปลี่ยนแปลงทั้งแนวความคิด ความหมาย และวิธีบริหารจัดการเพื่อควบคุมการคอร์รัปชั่น ผู้พิพากษาในศาลนี้จึงจำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะ มีความชำนาญในเรื่องนี้ที่อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และ OECD เป็นต้น ที่สำคัญศาลควบคุมการคอร์รัปชั่นต้องมีบทลงโทษต่อผู้ที่ทุจริตทั้งทางด้านอาญาและทางแพ่งด้วย
  • การออก พ.ร.บ. เพื่อจัดตั้งองค์กรตรวจสอบคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลสาธารณะทั้งพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นักการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ใช้ความหมายการคอร์รัปชั่นขององค์การสหประชาชาติ ที่ครอบคลุมทั้งทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และสิ่งที่เรียกว่า “ผลประโยชน์ของส่วนรวม” หรือ “ผลประโยชน์ของชาติ” หรือ “ผลประโยชน์สาธารณะ” (Public interest) ความหมายการคอร์รัปชั่นแบบนี้ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่ภาคประชาสังคม และองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ จะสามารถใช้ในการกำกับดูแลและควบคุมพฤติกรรมที่ฉ้อฉลของบุคคลสาธารณะได้ดียิ่งขึ้น
  • ไม่ควรควบรวม ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. เข้าเป็นองค์กรเดียวกันตามที่คณะ กมธ. คณะหนึ่งใน สปช. นำเสนอ เนื่องจากทั้ง 3 องค์กรในปัจจุบันต่างมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานเหมือนๆ กัน บางองค์กรเคยมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส และเคยเป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมืองมาก่อน การปรับปรุงหน่วยงานทั้ง 3 หน่วยงานให้มีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานและให้รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทั้ง 3 หน่วยงานต้องร่วมกันทำงานอย่างมีบูรณาการน่าจะเป็นทางออกในปัจจุบันได้ดีกว่า รวมทั้งต้องนำ สตง. และ คณะกรรมการตรวจการแผ่นดินเข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานเพื่อควบคุมการคอร์รัปชั่นด้วย
  • ควรออก พ.ร.บ. จัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการให้การศึกษาและการรณรงค์ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยตั้งเป็นองค์กรใหม่ให้เน้นการทำงานเรื่องการป้องกันการทุจริตเป็นหลัก ส่วน ป.ป.ช. ให้เน้นเรื่องการปราบปรามการคอร์รัปชั่น สำหรับผมแล้วนโยบายการป้องกันการคอร์รัปชั่นจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในระยะยาวมากกว่าการปราบปราม และ
  • ในบทเฉพาะกาลของ รธน. หากอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ ผมใคร่ขอเสนอให้ระบุว่า คดีความใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต การคอร์รัปชั่นและการประพฤติมิชอบที่หมดอายุความไปแล้วก็ดี หรือหน่วยงานภาครัฐจงใจไม่อุทธรณ์คดีที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่นก็ดี ให้ประชาชนหรือภาคประชาสังคมสามารถทำเรื่องร้องขอให้ ป.ป.ช. รื้อฟื้นคดีนั้นๆ ขึ้นมา เพื่อพิจารณาใหม่ได้ แต่ให้พิจารณาได้เฉพาะความรับผิดทางแพ่งเท่านั้น เช่น คดีอัลไพน์ หรือคดีบ่อบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

ประเด็นที่สอง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมคือ องค์กรตำรวจ อัยการ และศาล เป็นส่วนที่สำคัญกับการปฏิรูปประเทศไทย และเกี่ยวโยงกับนักการเมืองด้วย

ที่ผ่านมานักการเมืองได้เข้าแทรกแซงองค์กรตำรวจ และอัยการ จนทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไป

ปัญหาภายในของกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันคือ กระบวนการสอบสวน การฟ้องร้อง และการพิจารณาคดีถูกแยกออกเป็นส่วนๆ ทำให้กระบวนการจุติธรรมของไทยถูกตั้งข้อสงสัยเสมอว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด สำนวนคดีของตำรวจ กรณีเกาะเต่าถูกสังคมตั้งข้อสงสัยมากมาย เช่นเดียวกับสำนวนคดีเชอรี่ แอน ดันแคน ที่ตำรวจทำขึ้น และศาลชั้นต้นกับศาลชั้นอุทธรณ์ตัดสินให้ประหารชีวิตจำเลย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ยกฟ้อง

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ ต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมให้มากที่สุด

โดยหลักการแล้ว กระบวนการยุติธรรม คือการสอบสวน ฟ้องร้อง ต้องเป็นอำนาจเดียวที่แบ่งแยกมิได้

กระบวนการยุติธรรมมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ชั้นพนักงาน มีตำรวจ และอัยการ ส่วนชั้นที่ 2 คือ ชั้นศาล

สำหรับชั้นสอบสวนและฟ้องร้องควรโอนอำนาจของตำรวจไปไว้ที่อัยการ โดยให้ตำรวจทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลืออัยการ ในสากลประเทศล้วนแล้วแต่ให้พนักงานอัยการเข้ามาเป็นผู้ควบคุมการสอบสวนทั้งนั้น

ส่วนองค์กรตำรวจต้องสลายการเป็นกองทัพที่ 4 และให้ตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ผมเห็นว่าควรระบุไว้เป็นมาตรการหนึ่งใน รธน. ฉบับใหม่ เรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรตำรวจ โดยการกระจายอำนาจของตำรวจออกไปเป็นตำรวจจังหวัด ตำรวจจังหวัดจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด และสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของตำรวจได้ง่ายที่สุด ถ้าการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ไม่มีการปฏิรูปตำรวจ ผมคิดว่าประชาชนคงผิดหวังกันมาก การปฏิรูปตำรวจควรเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการปฏิรูปประเทศไทยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

หน่วยงานใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของตำรวจ เช่น ตำรวจป่าไม้ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจรถไฟ ตำรวจน้ำ ตำรวจป่าไม้ ฯลฯ ควรโอนงานเหล่านี้กลับไปให้หน่วยงานนั้นๆ ดูแลรับผิดชอบเอง

ส่วนสถาบันการศึกษาตำรวจในระดับปริญญา ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกทำกัน ก็ควรเปลี่ยนเป็นการรับบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย แล้วใช้สถาบันนี้อบรมความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนและสอบสวนให้แก่ตำรวจ

ส่วนกองบัญชาการสอบสวนกลางยังให้ทำหน้าที่ดูแลคดีทั่วประเทศ

สำหรับระบบศาลยุติธรรม สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือการทำให้ข้อเท็จจริงยุติที่ศาลชั้นต้น ในศาลชั้นต้นต้องเปิดโอกาสให้มีการนำพยานเข้ามาสอบสวนได้อย่างเต็มที่ และทำให้การดำเนินคดีในศาลชั้นต้นรวดเร็วขึ้น ส่วนศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาสามารถอุทธรณ์และฎีกาได้เฉพาะข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่สามารถอุทธรณ์และฎีกาข้อเท็จจริงได้ กระบวนการแบบนี้จะทำให้คดีจบเร็วขึ้น และเป็นกระบวนการที่ศาลทั่วโลกใช้กันทั่วไป

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างศาลกับคดีคอร์รัปชั่น ผมใคร่ขอเสนอว่า

  • ควรจัดตั้งศาลชำนาญการพิเศษเรื่องการควบคุมคอร์รัปชั่น เพราะเหตุว่าผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีความรู้จากระบบการศึกษาคือ คดีอาญา และคดีแพ่ง แต่การคอร์รัปชั่นมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการ โดยนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ
  • แต่เดิมการคอร์รัปชั่นพุ่งเข้าไปที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ปัจจุบันการคอร์รัปชั่นกลายเป็นตัวแสดงที่สำคัญอีกตัวหนึ่งของการคอร์รัปชั่นแล้ว เพราะฉะนั้นสังคมไทยในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีศาลที่ชำนาญการเรื่องการควบคุมการคอร์รัปชั่น ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ของศาล หากเอาคดีคอร์รัปชั่นไปพิจารณาที่ “ศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลอุทธรณ์” ตามที่คณะ กมธ. กระบวนการยุติธรรมเสนอ ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อเสนอของคณะ กมธ. ที่ช่วยทำให้การควบคุมการคอร์รัปชั่นดีขึ้นกว่าเดิม แต่เราก็จะไม่ได้ผู้พิพากษาที่เป็นผู้ชำนาญการพิเศษเรื่องคอร์รัปชั่น
  • เพื่อทำให้การควบคุมการคอร์รัปชั่นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมเห็นว่าแนวทางปฏิบัติที่องค์การสหประชาชาติกำลังดำเนินการผลักดันให้เกิดศาลชำนาญการพิเศษเรื่องการควบคุมคอร์รัปชั่น ในประเทศที่มีรายได้ขนาดปานกลางและรายได้น้อยให้มีการจัดตั้งศาลควบคุมคอร์รัปชั่นขึ้น ประเทศในอาเซียนบางประเทศ ก็ได้เริ่มต้นดำเนินการแล้ว เช่น ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น
  • ศาลควบคุมการคอร์รัปชั่น ควรครอบคลุมการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหากคดีใดที่มีนักธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็ให้นำนักธุรกิจผู้นั้นเข้าพิจารณาในศาลนี้ด้วย
  • เพราะฉะนั้น ความผิดของผู้ที่ร่วมกันคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักธุรกิจ เมื่อศาลได้วินิจฉัยแล้วว่ามีความผิดจริง ผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษทั้งทางด้านอาญาและคดีแพ่งด้วย คือ ผู้กระทำความผิดจะต้องมีการชดใช้เงินคืนให้แก่รัฐตามความเสียหายที่พวกเขากระทำด้วย

ท่านผู้มีเกียรติครับ การปฏิรูปประเทศไทยและการปฏิรูปทางการเมืองในครั้งนี้ ผมใคร่ขอย้ำว่าเราไม่ควรไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันประชาธิปไตย คือรัฐบาลมากนัก เพราะทั้งรัฐบาลและสภาฯ เป็นระบบที่ล้มเหลวคล้ายคลึงกันทั่วโลก เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่เราจะได้นักการเมืองที่เป็นคนดี และมีความรู้ความสามารถเข้าสู่การเมือง สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากยิ่งกว่า คือการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็งขึ้น มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่สำคัญมากขึ้น รวมทั้งมีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานราชการให้มากยิ่งขึ้นต่างหาก

สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2557 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ได้รับเชิญจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้บรรยายพิเศษเรื่อง “จริยธรรมาภิบาลนักการเมืองกับการปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งการบรรยายครั้งนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดขึ้นร่วมกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติและสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีสาระดังนี้

ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย

คำถามแรกสุดที่เราควรขบคิดก็คือ ทำไมประเทศไทยในวันนี้จึงโชคร้ายต้องตกมาอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งทางด้านการเมือง ทั้งโครงสร้าง ระบบ และตัวนักการเมือง รวมไปถึงเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การควบคุมการคอร์รัปชั่น และทุกๆ เรื่องที่สำคัญอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย ?

ในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยในหลายๆ ด้านอย่างรุนแรง มีวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศในปี 2540 ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญถึง 3 ครั้ง คือรัฐธรรมนูญปี 2540 ปี 2550 และปี 2557 – 2558 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันที่เรากำลังร่างอยู่ และทำให้โครงสร้างและระบบการเมืองของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญมาโดยตลอด รธน. ฉบับปี 2540 และฉบับปี 2550 ได้กระตุ้นให้เกิดขบวนการต่อต้านการคอร์รัปชั่นนักการเมืองครั้งใหญ่ถึงสองครั้งติดต่อกันคือ ขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2549 และขบวนการของ กปปส. ในปี 2556 – 2557 ในช่วงระหว่างปี 2549 – 2557 ได้เกิดเหตุการณ์การต่อต้านรัฐบาลและการต่อสู้บนท้องถนนอย่างนองเลือดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มการเมืองถึงสองปีติดต่อกัน คือปี 2552 และปี 2553 และที่สำคัญมีคณะทหารที่เข้ายึดอำนาจการปกครองถึงสองครั้งเช่นเดียวกัน คือในปี 2549 และปี 2557 และทั้งสองเหตุการณ์ติดตามมาด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550เราเห็นจุดอ่อนแล้ว แต่ รธน. ฉบับที่กำลังร่างอยู่ในขณะนี้คงต้องรอดูกันไปอีกระยะหนึ่ง ผมอยากให้กำลังใจแก่ สปช. และ กมธ. ยกร่าง รธน. ให้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ อย่างน้อยที่สุดก้คือเรื่องการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองในอนาคต

เมื่อวานนี้มีผู้นำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กล่าวปาฐกถาต่อหน้านักศึกษาจำนวนมากว่า สาเหตุของวิกฤติการณ์การเมืองไทยในระหว่างปี 2549 – 2554 มาจากกลุ่มผู้นำนักศึกษาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ผมคิดว่าความเห็นนี้ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะว่า

ประการแรก การเมืองตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2516 – 2557 ไม่ได้มีผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เป็นตัวแสดงหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น

ประการที่สอง การมองการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยควรมองอย่างเป็นกระบวนการ มากกว่าที่จะมองเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แล้วเหมาว่าเป็นเหตุสำคัญที่สุด เพราะว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา กระบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยไม่ได้มาจากนักศึกษา 14 ตุลาฯ เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มนักศึกษา 6 ตุลา 2519 การต่อสู้ของประชาชนในปี 2534 – 2535 ที่เรียกว่า “พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์ต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กปปส. ตลอดจนการต่อสู้ของพรรคการเมืองต่างๆ และคณะทหาร ซึ่งเป็นตัวแสดงที่สำคัญยิ่งกว่ากลุ่มนักศึกษา 14 ตุลาฯ

ประการที่สาม การโยนความผิดจากความไม่สงบของเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างปี 2547 – 2557 มาจากอดีตนักศึกษารุ่น 14 ตุลาฯ ที่ไปเข้าร่วมกับกลุ่มทุนสามานย์จริง แต่เป็นนักศึกษาส่วนน้อยมาก       เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักศึกษานับแสน นับล้านคนในวันนั้น ดังนั้น ทัศนะและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของผู้นำการร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นการโยนความผิดทั้งหมดให้แก่ขบวนการนักศึกษา และประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ โดยปราศจากความรับผิดชอบ เป็นการไม่แสดงความเคารพต่อวีรชน 14 ตุลาฯ ที่ได้เสียสละชีวิตไปเพื่อให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสการปกครองแบบประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นระบอบเผด็จการทหาร และ

ประการสุดท้าย ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญที่สุดของวิกฤติการณ์ทางการเมืองระหว่างปี 2549 – 2557 มาจากกลุ่มทุนสามานย์เป็นหลัก

ผมอยากขอให้ผู้ที่กล่าวตำหนิขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และวีรชนตุลาคม ได้ออกมากล่าวคำขอโทษต่อวิญญาณวีรชนที่พลีชีพเพื่อชาติในวันนั้น พวกเขาไม่ใช่จำเลยของประวัติศาสตร์ และพวกเขาก็ไม่ใช่ฆาตกรหรือผู้ก่อการร้ายในประวัติศาสตร์ หากแต่จะเป็นวีรชนของระบอบประชาธิปไตยไทยในตลอดกาลครับ

ความขัดแย้ง ความตึงเครียด และความรุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 จนกระทั่งถึงในขณะนี้ มีรากเหง้ามาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการออกแบบให้การเมืองมีเสถียรภาพสูง มีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากเป็นพิเศษ ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดของปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีข้อดีอีกหลายประการที่ทำให้โครงสร้างทางการเมืองและทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น กล่าวคือทำให้เกิดองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจในการวินิจฉัยการเลือกตั้ง และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่ามีการใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่? รวมทั้งเพิ่มบทบาทของภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็มีจุดอ่อนบางประการที่เป็นที่รับรู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้วคือ รัฐธรรมนูญมีอคติที่ส่งเสริมพรรคการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอคติต่อทุนของพรรคการเมือง กล่าวคือ พรรคที่มีทุนขนาดใหญ่จะมีความได้เปรียบมากกว่าพรรคที่มีทุนขนาดเล็ก นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้ ส.ส. ในสภาฯ ตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี และ รมต. ได้ค่อนข้างยาก เมื่อประกอบกับการที่นักการเมืองมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นและการมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง การเมืองไทยจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่ระบบการเมืองไม่สามารถเยียวยา แก้ไขตัวเองได้ด้วยตนเอง จนนำไปสู่การต่อต้านของภาคประชาชน และจบลงด้วยการรัฐประหารของคณะทหาร

รัฐธรรมนูญปี 2550 พยายามแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ กกต. ที่มาจากข้าราชการที่มีประวัติดี แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับรูปแบบและกระบวนการประชาธิปไตยแบบตะวันตกมากกว่าจะคำนึงถึงการหาคนดีและคนเก่งเข้าสู่ระบบการเมือง ผลที่ติดตามมาก็คือ สมาชิกในครอบครัวของนักการเมืองเก่ายังคงสามารุครอบงำระบบการเมืองไทยได้อย่างมั่นคง การคอร์รัปชั่นอย่างใหญ่โตมโหฬารโดยนักการเมือง และการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองที่ถูกศาลวินิจฉัยแล้วว่ามีการกระทำที่ทุจริตโดย ส.ส. เสียงข้างมากในสภา โดยไม่สนใจข้อท้วงติงของผู้ที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล ได้นำสังคมไทยตกกลับไปอยู่ในสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จบลงด้วยการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ปัญหาสำคัญๆ ของระบบการเมืองไทยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้ตกไปได้ก็คือ

ประการแรก มีนักธุรกิจที่เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มทุนกึ่งผูกขาด ได้จัดตั้งพรรคการเมืองที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการลงทุนทางการเมือง กล่าวคือ เป็นการใช้เงินไปซื้ออำนาจทางการเมือง และเมื่อได้อำนาจทางการเมืองแล้ว ก็ใช้อำนาจทางการเมืองนั้นไปแสวงหาผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจโดยมิชอบต่อไป

ประการที่สอง เป็นที่น่าสังเกตว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นเหมือนองค์กรธุรกิจส่วนตัวของนักธุรกิจการเมือง มากกว่าที่จะเป็นพรรคการเมืองที่จะเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประเทศและของประชาชน

ประการที่สาม ระบบการบริหารจัดการการเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับชาติและนักการเมืองในระดับท้องถิ่น โดย กกต. ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ยังไม่สามารถควบคุมให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตได้ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นปรากฏการณ์ที่เกินความสามารถของ กกต. จะกระทำได้ และถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถหาหลักคิดใหม่ในการกรองให้คนดีเข้าสู่สังคมการเมืองได้ ปัญหาวิกฤติการเมืองไทยจะกลายเป็นวัฏจักรที่ไม่ช้าก็เร็วก็จะหวนคืนกลับมาอีก และ

ประการที่สี่ ระบบการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และนักการเมืองโดย ป.ป.ช. ยังไม่อยู่ในความคาดหวังของประชาชน ผู้คนจำนวนมากยังรู้สึกว่าประสิทธิภาพและประสิทธิผลของ ป.ป.ช. ในการจัดการกับคนทุจริตยังไม่ดีพอ

การทุจริตในการเลือกตั้งและการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันไม่ได้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา แต่มีความสลับซับซ้อนมากจนยากที่จะจัดการกับปัญหานี้ด้วยวิธีการทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเหตุว่าการทุจริตการเลือกตั้งเป็นการโกงโดยใช้มิติทางด้านวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การใช้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ การใช้ลัทธิเครือญาติ และการใช้ลัทธิพวกพ้อง ส่วนนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกระดับการโกงด้วยการออกเป็นนโยบายของพรรคการเมืองและของรัฐบาล มีการใช้มติของสภาฯมติของคณะรัฐมนตรี การใช้พระราชกฤษฎีกา และการออกเป็นพระราชบัญญัติโดยมี ส.ส. ส่วนใหญ่ให้การรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทุจริตที่นักการเมืองได้ผลประโยชน์ไปนั้น ไม่ได้ทำให้ประชาชนที่เป็นฐานคะแนนเสียงของพวกเขามองว่าเป็นการทุจริต แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องของบุญคุณ ผู้ที่ทุจริตกลับได้รับการยกย่องและชื่นชมจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และคนในชุมชนว่าเป็นคนที่ได้ดีแล้วไม่ลืมพรรคพวก หรือได้ดีแล้วไม่ลืมตัว

สังคมไทยทุกวันนี้จึงตกอยู่ในสภาวะที่คนจำนวนมาก ไม่สามารถจำแนกได้ว่าอะไรคือความดี และอะไรคือความชั่ว? ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจำแนกได้ว่านักการเมืองที่ดีควรมีคุณสมบุติอย่างไร? ควรมีบทบาทหน้าที่อย่างไร? ควรมีความรับผิดชอบต่อประเทศและสังคมอย่างไร? อะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรทำและทำได้? และอะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรหลีกเลี่ยงไม่ทำ และไม่สามารถทำได้? ผมคิดว่าวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ แบบเครือญาติ แบบพวกพ้อง และผลประโยชน์เฉพาะหน้าได้ทำให้คนไทยจำนวนมากเห็นผิดเป็นชอบ จนการปฏิรูปทางการเมืองและการปฏิรูปประเทศไทยในวันนี้ ต้องการหลักคิดใหม่ๆ มากกว่าจะมองการปฏิรูปอยู่ในกรอบประชาธิปไตยแบบเดิมๆ

ในบรรดาการปฏิรูปด้านต่างๆ นั้น ผมเห็นว่าการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้า และเป็นประเด็นเร่งด่วนที่เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ประเด็นแรก สิ่งที่เรากำลังถกเถียงกันในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่คณะ กมธ. ปฏิรูปการเมืองนำเสนอคือ ให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและ ครม.โดยทางตรง ส.ส.ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ และนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถยุบสภาฯ ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เลือกตั้งแล้วทั้งรัฐบาลและสภาฯ จะอยู่ได้จนครบวาระ 4 ปี

ผมคิดว่าหลักคิดนี้มองว่าอยากให้ทั้งรัฐบาลและสภาฯ เข้มแข็ง และแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ สำหรับในประเด็นนี้ผมมีข้อสังเกต ดังนี้คือ

  • หลักคิดนี้ยังคงมองระบอบประชาธิปไตยแบบดั้งเดิม คืออยากเห็นรัฐบาลและสภาฯ เข้มแข็ง ดูเหมือนว่าหลักคิดนี้จะให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยไปหน่อย ผมคิดว่าประชาธิปไตยแบบใหม่ของไทยควรต้องเอาภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นตัวแสดงที่สำคัญในพื้นที่ทางการเมือง นอกเหนือจากการมีรัฐบาล และสภาฯ ที่เป็นตัวแสดงสำคัญดั้งเดิมอยู่แล้ว
  • เราไม่ควรมอง รธน. เป็นจุดๆ หรือด้านเดียว ประเด็นเดียว แต่ควรมองภาพรวม เพราะมาตรการแก้ปัญหาหนึ่ง อาจสร้างปัญหาใหม่ เช่น การเลือกตั้ง นายกฯ / ครม. ทางตรงอาจดูดี เพราะเป็นการให้ประชาชนเลือกใช้อำนาจทางตรง แต่เราจะป้องกันการแทรกแซงของกลุ่มธนกิจการเมืองที่จะง่ายขึ้นในการแทรกแซงครอบงำนายกฯ / ครม. ทางตรงได้เช่นเดียวกัน เพราะว่ากลุ่มธนกิจการเมืองไม่ต้องไปจ่ายเงินผ่าน ส.ส. ผ่านพรรคการเมืองอีกต่อไป
  • เรื่องคนกับระบบ เรายังเน้นเฉพาะการออกแบบระบบ แต่ยังให้น้ำหนักน้อยในการพัฒนาคุณภาพคน หรือการออกแบบมาตรฐานการคัดคนเข้าสู่ระบบ เราควรเพิ่มมาตรฐานของคนที่จะประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองให้มากขึ้น หรือเพื่อให้ระบบประชาธิปไตยไทยมีหลักประกันเรื่องคุณธรรมความดี และความสุจริตของผู้ที่จะประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ มากยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป
  • ปัญหาทุจริตเลือกตั้งยังแก้ไม่ตกและยังรุนแรง ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการซื้อขายเสียงธรรมดากลายเป็นการซื้อ กกต. มีการแทรกแซงกลไกจัดการเลือกตั้ง ทำให้กระบวนการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการสัมปทานอำนาจรัฐแก่กลุ่มธนกิจการเมืองเท่านั้น กระบวนการเลือกตั้งไม่ใช่กระบวนการคัดคนเข้าสู่อำนาจที่น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นควรแก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้งให้ลดลงให้ได้ โดยการตัดอำนาจกึ่งตุลาการของ กกต. โดยให้มีศาลคดีเลือกตั้ง และกำหนดให้ กกต. ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เช่น การจัดงบประมาณที่พอเพียง การอบรมอาสาสมัครเพื่อตรวจสอบการเลือกตั้ง และห้ามใช้นโยบายประชานิยมมาหาเสียงโดยปราศจากแผนการหาทุนที่ชัดเจน
  • การเมืองที่ล้มเหลวมีสาเหตุจากการผูกขาดทางการเมือง หรือความพยายามสร้างอำนาจเดี่ยวเข้าครอบงำการถ่วงดุลตรวจสอบ และปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณะเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริตเชิงนโยบาย ฉะนั้นต้องลดระดับการปกครองโดยส่วนกลางและเพิ่มบทบาทในการตัดสินใจทางการเมืองของภาคประชาชนให้มากขึ้น เช่น การกระจายอำนาจในทุกมิติ ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง
  • รธน.ต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากรอบเวลาในการตรากฎหมายลูกแต่ละฉบับจะใช้เวลาได้ไม่เกินกี่ปี ถ้าสภาฯ ทำไม่ได้จะต้องให้สภาฯ รับผิดรับชอบอย่างไร รวมทั้งต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะต้องทบทวนหรือยกเลิกกฎหมายเดิมที่ขัดกับ รธน. กี่ฉบับ ภายในเวลากี่ปี เพราะปัญหาใหญ่ประการหนึ่งคือ ราชการยังคงใช้กฎหมายที่ขัดกับ รธน. อยู่หลายร้อยฉบับ
  • ทำอย่างไรที่เราจะออกแบบ รธน. ไม่ให้เกิดรัฐบาลที่เข้มแข็งมากจนเกินไป หรือมีอำนาจมากจนเกินไป เพราะว่าเราได้ผ่านประสบการณ์มาแล้วว่ารัฐบาลยิ่งมีอำนาจมาก ก็ยิ่งคอร์รัปชั่นมาก เพราะฉะนั้นเราควรออกแบบ รธน. ให้เกิดระบบพรรคการเมืองหลายพรรคที่แข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม ไม่ให้พรรคการเมืองเป็นเพียงธุรกิจส่วนตัวของนักการเมืองบางคน
  • การแก้ปัญหาการบริหารจัดการพรรคการเมืองอย่างมีธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร จากรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใส (Transparency International) ได้ระบุว่าพรรคการเมืองและองค์กรตำรวจของไทยมีการคอร์รัปชั่นสูงสุด ผมคิดว่าคงต้องออกแบบกฎหมายเพื่อให้อำนาจแก่ กกต. และ ปปง. ในการเข้าไปตรวจสอบระบบการเงินของพรรคการเมืองบางพรรคที่ใช้เงินที่ผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้สามารถนำมาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนให้แก่ ส.ส. ของพรรค และการใช้จ่ายเงินที่ผิดกฎหมายไปให้แก่หัวคะแนนอยู่เป็นระยะๆ ทั้งก่อนและในระหว่างการเลือกตั้ง
  • การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนดต่อ ป.ป.ช. ต้องให้ครอบคลุมทั้งสามี ภรรยา และลูกๆ ทั้งที่บรรลุนิติภาวะแล้วและยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย
  • การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะ ป.ป.ช. ต้องทำงานเชิงรุกโดยการสุ่มตรวจบุคคลที่น่าสงสัย โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้มาร้องเรียนก่อน
  • สำหรับผู้ที่จะสมัครเป็น ส.ส. ส.ว. และนักการเมืองท้องถิ่น ต้องมีการรายงานและมีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะเหล่านี้ นอกจากนี้ควรเปรียบเทียบภาษีเงินได้กับรายได้โดยย้อนหลัง 5 ปีว่าสอดคล้องกันหรือไม่
  • การจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุควรออกเป็นพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ พ.ร.บ.การจัดหาพัสดุ แทนที่การออกระเบียบสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นอำนาจของ ครม.
  • ควรจัดตั้งศาลชำนาญการพิเศษที่เรียกว่า “ศาลควบคุมการคอร์รัปชั่น” ตามแนวความคิดขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคดีคอร์รัปชั่นให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งเป็นหลัก แต่ความรู้เรื่องคอร์รัปชั่นเป็นศาสตร์ใหม่ที่ผู้พิพากษาที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยในเรื่องนี้ควรต้องผ่านการศึกษา อบรมเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเหตุว่าความรู้ แนวคิด ทฤษฎีการควบคุมการคอร์รัปชั่น มีการเปลี่ยนแปลงทั้งแนวความคิด ความหมาย และวิธีบริหารจัดการเพื่อควบคุมการคอร์รัปชั่น ผู้พิพากษาในศาลนี้จึงจำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะ มีความชำนาญในเรื่องนี้ที่อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และ OECD เป็นต้น ที่สำคัญศาลควบคุมการคอร์รัปชั่นต้องมีบทลงโทษต่อผู้ที่ทุจริตทั้งทางด้านอาญาและทางแพ่งด้วย
  • การออก พ.ร.บ. เพื่อจัดตั้งองค์กรตรวจสอบคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลสาธารณะทั้งพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นักการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ใช้ความหมายการคอร์รัปชั่นขององค์การสหประชาชาติ ที่ครอบคลุมทั้งทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และสิ่งที่เรียกว่า “ผลประโยชน์ของส่วนรวม” หรือ “ผลประโยชน์ของชาติ” หรือ “ผลประโยชน์สาธารณะ” (Public interest) ความหมายการคอร์รัปชั่นแบบนี้ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่ภาคประชาสังคม และองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ จะสามารถใช้ในการกำกับดูแลและควบคุมพฤติกรรมที่ฉ้อฉลของบุคคลสาธารณะได้ดียิ่งขึ้น
  • ไม่ควรควบรวม ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. เข้าเป็นองค์กรเดียวกันตามที่คณะ กมธ. คณะหนึ่งใน สปช. นำเสนอ เนื่องจากทั้ง 3 องค์กรในปัจจุบันต่างมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานเหมือนๆ กัน บางองค์กรเคยมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส และเคยเป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมืองมาก่อน การปรับปรุงหน่วยงานทั้ง 3 หน่วยงานให้มีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานและให้รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทั้ง 3 หน่วยงานต้องร่วมกันทำงานอย่างมีบูรณาการน่าจะเป็นทางออกในปัจจุบันได้ดีกว่า รวมทั้งต้องนำ สตง. และ คณะกรรมการตรวจการแผ่นดินเข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานเพื่อควบคุมการคอร์รัปชั่นด้วย
  • ควรออก พ.ร.บ. จัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการให้การศึกษาและการรณรงค์ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยตั้งเป็นองค์กรใหม่ให้เน้นการทำงานเรื่องการป้องกันการทุจริตเป็นหลัก ส่วน ป.ป.ช. ให้เน้นเรื่องการปราบปรามการคอร์รัปชั่น สำหรับผมแล้วนโยบายการป้องกันการคอร์รัปชั่นจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในระยะยาวมากกว่าการปราบปราม และ
  • ในบทเฉพาะกาลของ รธน. หากอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ ผมใคร่ขอเสนอให้ระบุว่า คดีความใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต การคอร์รัปชั่นและการประพฤติมิชอบที่หมดอายุความไปแล้วก็ดี หรือหน่วยงานภาครัฐจงใจไม่อุทธรณ์คดีที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่นก็ดี ให้ประชาชนหรือภาคประชาสังคมสามารถทำเรื่องร้องขอให้ ป.ป.ช. รื้อฟื้นคดีนั้นๆ ขึ้นมา เพื่อพิจารณาใหม่ได้ แต่ให้พิจารณาได้เฉพาะความรับผิดทางแพ่งเท่านั้น เช่น คดีอัลไพน์ หรือคดีบ่อบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

ประเด็นที่สอง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมคือ องค์กรตำรวจ อัยการ และศาล เป็นส่วนที่สำคัญกับการปฏิรูปประเทศไทย และเกี่ยวโยงกับนักการเมืองด้วย

ที่ผ่านมานักการเมืองได้เข้าแทรกแซงองค์กรตำรวจ และอัยการ จนทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไป

ปัญหาภายในของกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันคือ กระบวนการสอบสวน การฟ้องร้อง และการพิจารณาคดีถูกแยกออกเป็นส่วนๆ ทำให้กระบวนการจุติธรรมของไทยถูกตั้งข้อสงสัยเสมอว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด สำนวนคดีของตำรวจ กรณีเกาะเต่าถูกสังคมตั้งข้อสงสัยมากมาย เช่นเดียวกับสำนวนคดีเชอรี่ แอน ดันแคน ที่ตำรวจทำขึ้น และศาลชั้นต้นกับศาลชั้นอุทธรณ์ตัดสินให้ประหารชีวิตจำเลย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ยกฟ้อง

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ ต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมให้มากที่สุด

โดยหลักการแล้ว กระบวนการยุติธรรม คือการสอบสวน ฟ้องร้อง ต้องเป็นอำนาจเดียวที่แบ่งแยกมิได้

กระบวนการยุติธรรมมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ชั้นพนักงาน มีตำรวจ และอัยการ ส่วนชั้นที่ 2 คือ ชั้นศาล

สำหรับชั้นสอบสวนและฟ้องร้องควรโอนอำนาจของตำรวจไปไว้ที่อัยการ โดยให้ตำรวจทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลืออัยการ ในสากลประเทศล้วนแล้วแต่ให้พนักงานอัยการเข้ามาเป็นผู้ควบคุมการสอบสวนทั้งนั้น

ส่วนองค์กรตำรวจต้องสลายการเป็นกองทัพที่ 4 และให้ตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ผมเห็นว่าควรระบุไว้เป็นมาตรการหนึ่งใน รธน. ฉบับใหม่ เรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรตำรวจ โดยการกระจายอำนาจของตำรวจออกไปเป็นตำรวจจังหวัด ตำรวจจังหวัดจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด และสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของตำรวจได้ง่ายที่สุด ถ้าการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ไม่มีการปฏิรูปตำรวจ ผมคิดว่าประชาชนคงผิดหวังกันมาก การปฏิรูปตำรวจควรเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการปฏิรูปประเทศไทยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

หน่วยงานใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของตำรวจ เช่น ตำรวจป่าไม้ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจรถไฟ ตำรวจน้ำ ตำรวจป่าไม้ ฯลฯ ควรโอนงานเหล่านี้กลับไปให้หน่วยงานนั้นๆ ดูแลรับผิดชอบเอง

ส่วนสถาบันการศึกษาตำรวจในระดับปริญญา ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกทำกัน ก็ควรเปลี่ยนเป็นการรับบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย แล้วใช้สถาบันนี้อบรมความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนและสอบสวนให้แก่ตำรวจ

ส่วนกองบัญชาการสอบสวนกลางยังให้ทำหน้าที่ดูแลคดีทั่วประเทศ

สำหรับระบบศาลยุติธรรม สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือการทำให้ข้อเท็จจริงยุติที่ศาลชั้นต้น ในศาลชั้นต้นต้องเปิดโอกาสให้มีการนำพยานเข้ามาสอบสวนได้อย่างเต็มที่ และทำให้การดำเนินคดีในศาลชั้นต้นรวดเร็วขึ้น ส่วนศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาสามารถอุทธรณ์และฎีกาได้เฉพาะข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่สามารถอุทธรณ์และฎีกาข้อเท็จจริงได้ กระบวนการแบบนี้จะทำให้คดีจบเร็วขึ้น และเป็นกระบวนการที่ศาลทั่วโลกใช้กันทั่วไป

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างศาลกับคดีคอร์รัปชั่น ผมใคร่ขอเสนอว่า

  • ควรจัดตั้งศาลชำนาญการพิเศษเรื่องการควบคุมคอร์รัปชั่น เพราะเหตุว่าผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีความรู้จากระบบการศึกษาคือ คดีอาญา และคดีแพ่ง แต่การคอร์รัปชั่นมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการ โดยนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ
  • แต่เดิมการคอร์รัปชั่นพุ่งเข้าไปที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ปัจจุบันการคอร์รัปชั่นกลายเป็นตัวแสดงที่สำคัญอีกตัวหนึ่งของการคอร์รัปชั่นแล้ว เพราะฉะนั้นสังคมไทยในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีศาลที่ชำนาญการเรื่องการควบคุมการคอร์รัปชั่น ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ของศาล หากเอาคดีคอร์รัปชั่นไปพิจารณาที่ “ศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลอุทธรณ์” ตามที่คณะ กมธ. กระบวนการยุติธรรมเสนอ ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อเสนอของคณะ กมธ. ที่ช่วยทำให้การควบคุมการคอร์รัปชั่นดีขึ้นกว่าเดิม แต่เราก็จะไม่ได้ผู้พิพากษาที่เป็นผู้ชำนาญการพิเศษเรื่องคอร์รัปชั่น
  • เพื่อทำให้การควบคุมการคอร์รัปชั่นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมเห็นว่าแนวทางปฏิบัติที่องค์การสหประชาชาติกำลังดำเนินการผลักดันให้เกิดศาลชำนาญการพิเศษเรื่องการควบคุมคอร์รัปชั่น ในประเทศที่มีรายได้ขนาดปานกลางและรายได้น้อยให้มีการจัดตั้งศาลควบคุมคอร์รัปชั่นขึ้น ประเทศในอาเซียนบางประเทศ ก็ได้เริ่มต้นดำเนินการแล้ว เช่น ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น
  • ศาลควบคุมการคอร์รัปชั่น ควรครอบคลุมการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหากคดีใดที่มีนักธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็ให้นำนักธุรกิจผู้นั้นเข้าพิจารณาในศาลนี้ด้วย
  • เพราะฉะนั้น ความผิดของผู้ที่ร่วมกันคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักธุรกิจ เมื่อศาลได้วินิจฉัยแล้วว่ามีความผิดจริง ผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษทั้งทางด้านอาญาและคดีแพ่งด้วย คือ ผู้กระทำความผิดจะต้องมีการชดใช้เงินคืนให้แก่รัฐตามความเสียหายที่พวกเขากระทำด้วย

ท่านผู้มีเกียรติครับ การปฏิรูปประเทศไทยและการปฏิรูปทางการเมืองในครั้งนี้ ผมใคร่ขอย้ำว่าเราไม่ควรไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันประชาธิปไตย คือรัฐบาลมากนัก เพราะทั้งรัฐบาลและสภาฯ เป็นระบบที่ล้มเหลวคล้ายคลึงกันทั่วโลก เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่เราจะได้นักการเมืองที่เป็นคนดี และมีความรู้ความสามารถเข้าสู่การเมือง สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากยิ่งกว่า คือการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็งขึ้น มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่สำคัญมากขึ้น รวมทั้งมีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานราชการให้มากยิ่งขึ้นต่างหาก

สวัสดีครับ