คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: เลือกตั้งพม่า : เปลี่ยนเพื่อก้าวไปข้างหน้า

คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: เลือกตั้งพม่า : เปลี่ยนเพื่อก้าวไปข้างหน้า

อ.เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ผู้ช่วยคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ประเด็นที่รณรงค์ต่อสู้กันในการเลือกตั้งของพม่า โดยเฉพาะในการนำเสนอความเป็นผู้นำให้ประชาชนเลือกนั้น ถึงเวลานี้ คะแนนที่เลือกอองซาน ซูจี อย่างท่วมท้นนั้น บอกชัดถึงการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ชัดเจนของประชาชนพม่า ประเด็นความเป็นผู้นำดังกล่าว ยังรวมไปถึงผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมืองอีกด้วย ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ผู้สมัครของพรรคเอ็นแอลดี ก็ดูมีภาษีเหนือกว่าผู้สมัครของพรรค USDP ด้วย

ซ่อนลึกอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเลือกผู้สมัครของพรรคเอ็นแอลดี และอองซาน ซูจี นั้น น่าจะสรุปง่ายไม่มีอะไรมากไปกว่า ผู้คนส่วนใหญ่ของพม่า ไม่ชอบให้ทหารปกครองบ้านเมืองนั่นเองเป็นประถม ประเด็นดังกล่าวนี้เกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย กับอีกประเด็นหนึ่งในการรณรงค์ต่อกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ นั่นคือ ประเด็นเรื่องนโยบายการพัฒนาประเทศทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

สำรวจดูจากข่าวของสื่อมวลชน ซึ่งรายงานการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเห็นสารสำคัญหนึ่ง ที่สื่อออกไปสู่การพิจารณาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ข้อความสำคัญ เน้นจุดเรื่องของการพัฒนา โดยเฉพาะถ้อยแถลงของพรรค USDP (สหภราดรภาพเพื่อการพัฒนา) ซึ่งเป็นพรรคของรัฐบาล จะใช้คำว่า “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” และ “การปฏิรูปที่จะต้องดำเนินต่อไป (Real change and continued reform)จะเห็นได้ชัดว่า พรรครัฐบาลนั้น เน้นรณรงค์เรื่องการพัฒนาและการสร้างความเติบโตให้กับพม่าเป็นสำคัญ หากแต่ดูเหมือนจะขาดความชัดเจนในการนำเสนอนโยบายดังกล่าว ซึ่งทำให้ประชาชนให้ความสนใจน้อย พรรครัฐบาลให้คำมั่นสัญญามากมายต่อการพัฒนาท้องถิ่นชนบท  เช่น การสร้างถนนหนทางให้ดีขึ้น การกระจายบริการของรัฐไปให้ทั่วถึงในชุมชนต่างๆ แต่คำสัญญาเหล่านี้ กลับถูกมองเป็นแต่เรื่องไม่น่าเชื่อถือได้เลย

จุดนี้ทำให้เห็นเหตุผลทางจิตวิทยาสังคมของคนพม่า ในส่วนซึ่งขาดความเชื่อถือ ขาดการยอมรับรูปแบบการปกครอง การบริหารประเทศภายใต้กรอบทหารนั่นเอง ในความเป็นจริงก็คือว่า เกือบครึ่งศตวรรษของประชาชนในประเทศนี้ ตกอยู่ในประเทศนี้ ตกอยู่ภายใต้สองระบบ คือระบบเผด็จการทหาร และระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในวิถีทางของพม่า ที่นำมาเป็นนโยบายพัฒนาพม่า ผลของมันคือความยากจนข้นแค้นของคนพม่าอย่างเสมอหน้ากัน

ตลอดช่วงเวลา 26 ปี 7 เดือน ในยุคของเน วิน  ตลอดช่วงนับแต่ซอ หม่อง มาจนถึงตัน ฉ่วย อีก 22 ปี พม่าในระบบเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ไม่ได้ยกสถานะความเป็นประเทศพัฒนาต่ำสุด ที่พม่าร้องขอไว้แต่เดือนธันวาคม 1987 สมัยของเน วิน โน้น และแม้เมื่อเปิดประเทศพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ในสมัยของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง นั้น คนพม่ายังคงมองเห็นความรุ่งเรืองนั้น กลับอยู่ในกำมือแวดวงของกลุ่มอำนาจทหารมากกว่าที่จะแพร่กระจายความเจริญของประเทศไปสู่ท้องถิ่นชนบทของพม่าอย่าแท้จริง

ภาพของการพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า จึงเป็นภาพที่ขัดกันมากกับความรู้สึกของคนพม่า ในท่ามกลางคำสัญญาของพรรครัฐบาลนั้น ดูจะสวนทางกับสิ่งอันเป็นข้อเรียกร้องต้องการของคนพม่าในชนบท ชาวนามุ่งหวังต่อการรอดพ้นจากความยากจน คนในวัยหนุ่มสาวมองเรื่องการศึกษาซึ่งขาดการเอาใจใส่จริงจังจากรัฐบาล ด้วยเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยให้พวกเขามีโอกาสต่างๆ ดีขึ้น ผู้เฒ่าผู้แก่มองอนาคตลูกหลานอยากให้ดีขึ้น ใช่แต่คำสัญญาของรัฐบาล หากแต่เชื่อว่า รัฐบาลใหม่ที่นำโดยอองซาน ซูจี น่าจะทำได้ดีกว่า นั่นคือผลของคะแนนเทท่วมท้นให้กับพรรคเอ็นแอลดี

กับพม่านั้น เรารู้มาโดยตลอด ถึงประเด็นอันเป็นปัญหายืดเยื้อทางการเมืองที่มีเรื่องของชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย เป็นปัจจัยอันมีผลทางการเมืองต่อพม่าอย่างสำคัญ และประเด็นเรื่องการพัฒนาในเขตแดนของชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย กับประเด็นควบขนานกับการพัฒนาพม่าโดยรวม จึงเห็นได้ชัดว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่งของการรณรงค์ต่อสู้กันในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราจะเห็นว่ามีพรรคของชนกลุ่มน้อยหลายพรรคทีเดียว เข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้

จุดอันน่าสนใจประเด็นนี้ก็คือ ทั้งฝ่ายพรรครัฐบาลและพรรคเอ็น แอลดี จะแย่งชิงชัยชนะในเขตเลือกตั้งของชนกลุ่มน้อยอย่างไร แน่นอนว่า ชนกลุ่มน้อยก็คงย่อมจะเลือกพรรคที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของตน การช่วงชิงที่นั่งตัวแทนในเขตเหล่านี้ จึงเห็นการส่งผู้สมัครเป็นชนกลุ่มน้อยด้วยกันลงแข่งขัน ตัวแทนที่ได้จากเขตของชนกลุ่มน้อยนี้  จะมีผลสำคัญต่อผลการเลือกตั้งโดยรวม ทั้งผู้แทนในระดับชาติ และผู้แทนในระดับสภาท้องถิ่น

ผลสำคัญทางการเมืองต่อประเด็นชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยนั้น คือเดิมพันหนึ่งของการเมืองพม่าทั้งในเรื่องของการกระจายอำนาจ บริหารจัดการออกไปยังภาคชนบท และเขตแดนของชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ การจัดสรรเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ยื้อแย่งกันอยู่ ยังการสู้รบที่มีอยู่ และขบวนการปรองดองและสันติภาพ ที่ยังจะต้องทำต่อไปกับกลุ่มชาติพันธุ์โดยรวม คาดกันว่าจะมีนักการเมืองหน้าใหม่ จากพรรคชนกลุ่มน้อยได้รับเลือกเข้าสภาด้วย ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าพรรคของอองซาน ซูจี จะได้ผู้แทนรับเลือกในเขตชนกลุ่มน้อย มากกว่าของพรรครัฐบาลนั่นด้วย

ยังมีประเด็นสำคัญที่ใช้รณรงค์ในการเลือกตั้งครั้งนี้อีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องของศาสนากับเรื่องคุณค่าของศาสนา ดูจากสื่อมวลชนพม่า จับเอาประเด็นศาสนาสองมุมมองที่ว่านี้ มาใช้ต่อสู้แย่งชิงคะแนนจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ชี้ให้เห็นเป็นประเด็นอันเป็นข้อกังวลของคนพม่าอยู่มาก เพราะกับการเมืองพม่าแล้ว จะเห็นว่าเรื่องของสถาบันศาสนา และปัญหาจากศาสนา เป็นปัญหาและมีบทบาททางการเมืองของพม่าสูงทีเดียว

กับการเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นว่า กลุ่มศาสนาอิสลามถูกแยกออกไม่ได้มีสมัครลงรับเลือกตั้งเลย โดยเฉพาะในเขตอิรวดี ยะไข่ ซึ่งเป็นเขตมีปัญหาไม่ลงรอยกันอย่างแรง ระหว่างกลุ่มพุทธกับกลุ่มมุสลิม การโจมตี กลุ้มรุมทำร้าย การก่อเหตุจลาจลถึงขั้นเผาบ้านเรือนกันรุนแรง เกิดขึ้นบ่อย ด้วยความศรัทธาทางศาสนาที่ต่างกัน และปัญหาชาวโรฮีนจา คือปัญหาการเมืองพม่าที่มีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยชัดเจน

เรื่องศาสนาที่เป็นประเด็นนี้ มีมาแต่เดิมในการเมืองพม่าแล้ว หากยังไม่ลืมกันว่า ในสมัยของการเลือกตั้งปี ค.ศ.1960 นั้น อู นุ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า ใช้ประเด็นรณรงค์การเลือกตั้งของเขาด้วยการเสนอนโยบายให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งผลจากนโยบายเช่นว่า ได้เกิดเหตุจลาจลวุ่นวายต่อต้านนโยบายดังกล่าวตามมา จนในที่สุดเป็นเหตุหนึ่งที่นายพลเน วิน ยึดอำนาจจากอู นุ ในวันที่ 2 มีนาคม 1962 ต่อมา

แน่นอนว่า ปัญหาเรื่องศาสนา เป็นประเด็นในการเมืองพม่าตลอดมา พอๆ กันกับปัญหาเรื่องของชนกลุ่มน้อยในฉากการเมืองพม่าหลายฉาก เราจะเห็นพระเป็นหัวขบวนในการประท้วง หรือต่อต้านกลุ่มอำนาจทหารอยู่แทบทุกครั้ง และเห็นได้ชัดมาก เช่นในการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่ม 8888 ในช่วงก่อนหน้าที่นายพลซอ หม่อง กลับมายึดอำนาจอีกครั้ง ตั้งแต่ 18 กันยายน 1988 นั่น

ผลแห่งความแตกแยกนี้ จะมีผลแก่การเลือกตั้งในเขตดังกล่าวอย่าง ไร น่าจะบอกได้จากผลรวมคะแนนเลือกตั้งที่มีออกมาในที่สุด ประเด็นศาสนาและกับเหตุที่เกิดกับชาวโรฮีนจานี้ กลายเป็นจุดอ่อนหนึ่งที่ถูกนำมาโจมตี อองซาน ซูจี ที่ไม่มีท่าทีแสดงออกต่อเรื่องนี้อย่างจริงใจ หรืออย่างเห็นใจ ในการประสานให้การอยู่ร่วมกันของสังคมพม่าที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ดูเหมือนนี่จะเป็นประเด็นเดียวที่เธอออกอาการอึดอัดอยู่

ในการเลือกตั้งทุกครั้ง ยังต้องมองไปถึงเสียงเงียบของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งด้วยว่า ในที่สุดแล้วจะเทคะแนนเสียงไปให้กับฝ่ายไหน นี่เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองต้องล้วงลึกลงไปในความรู้สึกของคนพม่าโดยรวม และถ้าโดยพื้นฐานของคนพม่าทั่วไป หมดศรัทธากับกลุ่มอำนาจทหารแล้ว ความต้องการต่อการ “เปลี่ยน” รัฐบาล จึงเห็นแรงแห่งปรารถนาประชาชนต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่จะเทคะแนนอย่างท่วมท้นให้แก่อองซาน ซูจี และพรรคของเธอ.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — พฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558 00:00:35 น.