คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: งานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป

คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: งานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ค่อนข้างเงียบไปสักหน่อยนะครับ สำหรับงานขับเคลื่อนการปฏิรูปของ สปท. หะแรกก็ตื่นเต้นกันดีอยู่ เพราะแค่คำว่าขับเคลื่อน ก็บอกลักษณะงานที่มันจะต้องเข้มข้นคึกคัก เห็นดอกเห็นผลกันทันใจพอสมควร คนไทยมีคำว่า “ท่าดีทีเหลว” ที่มักจะพูดดักหน้าดักคอล้อเลียนกันอยู่เสมอๆ ที่เอามาใช้กันหลังมีผลงานออกมาแล้ว เห็นจะใช้กันได้กับ สปช.ชุดที่แล้วกระมัง

สปท.ชุดนี้ก็หวือหวากันมาแต่การคัดสรรจนประกาศรายชื่อออกมาให้รู้กันว่าใครเป็นใคร แต่ก็จะสังเกตว่า ไม่มีข้อวิพากษ์ตัวบุคคลอะไรนักหนา เพราะต่างก็รู้กันดีว่า ปล่อยให้แป๊ะเลือกกันไป แล้วก็ตั้งความคาดหวังกันว่า การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศคราวนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย  แต่สังคมไทยออกจะเรื่อยเฉื่อย (Passive) อยู่มาก นั่งดูรอคอยกันไป

มีสิ่งบ่งชี้อยู่บ้าง กับการคาดหวังการทำงานของ สปท. ดูกันมาแต่การเลือกประธาน สปท. ซึ่งต้องออกมาการันตีตัวเองว่า ยังเก่งและทำงานไหวในวัยที่ผ่านประสบการณ์มามาก เลื่องลือทางวิชาการ งานการขับเคลื่อนการปฏิรูป ต้องการความคิดริเริ่มมากมาย กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ท้าทายอยู่มาก กับการขับเคลื่อนให้การปฏิรูปบรรลุเป้าหมายและจุดมุ่งประสงค์ ทั้งของ คสช. สปท. ทั้งประธานและสมาชิก

การวางกรอบการทำงานของ สปท. จะเป็นอีกตัวชี้หนึ่งของงานขับเคลื่อนการปฏิรูป จุดน่าสนใจอยู่ที่กรรมการทำงานใหม่ที่กำหนดขึ้นนี้ ก็ยังคงนำเอากรอบการทำงานในระบบรัฐ สภามาใช้อีก ไม่ต่างกันนักกับที่เป็นกรอบการทำงานของ สปช.ชุดเดิม วิธีการตั้งคณะกรรมาธิการต่างๆ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาบอกกล่าวเรื่องที่จะต้องปฏิรูป ลงเอยก็คงไม่ต่างกับ สปช.เดิม คือผลิตเอกสารเสนอ คสช.ชิ้นหนึ่ง

เอกสารชิ้นหนึ่งของ สปช.เดิมนั้น อาจถือได้ว่าเป็นไปตามจุดมุ่งประสงค์ของการทำงานของ สปช. สนองตอบต่อ คสช. ซึ่งกำหนดประเด็น 11 หัวข้อเรื่องที่ประเทศนี้ต้องการปฏิรูป ผลผลิตของเอกสารของ สปช. โดยหลักการส่วนใหญ่จึงเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ที่แตกกระจายออกอย่างพยายามให้กว้างขวางครอบคลุมถึง 37 เรื่องด้วยกัน นั่นคือผลงานของ สปช. 250 คน

แต่คนที่ส่งต่อมาให้คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ไม่ใช่เพียงการผลิตเอกสารอีกชิ้นหนึ่งให้กับ คสช. หรือส่วนที่เกี่ยวข้องของแม่น้ำ 5 สายเท่านั้น มันจะต้องเป็นการขับเคลื่อนตามแนวยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้เสนอต่อมา คสช.รับทราบ และให้ สปท.รับมาดำเนินการต่อ ในการนำยุทธศาสตร์สู่แนวทางของการปฏิบัติ

 

กรอบการทำงานของ สปท. นำเอาระบบการทำงานแบบของรัฐสภาเช่นที่ สปช.ทำมานั้น จะช่วยให้งานของ สปท.บรรลุเป้าหมายด้วยดีหรือ น่าติดตามดู เพราะการกำหนดยุทธศาสตร์ของการปฏิรูปที่ สปช.ทำไว้นั้น ต่างกันกับการขับเคลื่อนการปฏิรูป และการขับเคลื่อนนั้น นอกจากบอกชัดถึงกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติการ (Course of action) ที่ สปท.ต้องทำออกมา

สิ่งหนึ่งแน่นอนกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ สปท.จะต้องทำเพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อเสนอในเอกสารของ สปช. ก็คือการที่จะต้องกำหนดกลไกของการปฏิรูป ซึ่งดูเหมือนยังไม่ได้ทำหรือไม่เห็นชัดกับการวางกรอบของการทำงาน ที่เห็นพูดกันออกมาก็คือ สปท.ไม่มีอำนาจหน้าที่ในทางปฏิบัติ หากแต่เป็นไปตามกระบวนการผ่านแม่น้ำ 5 สาย และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการไปขับเคลื่อนการปฏิรูป ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้วยกระดาษเช่นเคยนั้น น่าจะไม่ใช่กระมัง

แผนปฏิบัติ (Action Plan) นี้เอง คือสิ่งซึ่งควรเป็นผลิตผลที่ได้ออกมาจาก สปท.คณะนี้ นี่จะเป็นส่วนยากที่สุด เพราะต้องการความคิดริเริ่มใหม่ๆ มากที่จะเป็นนวัตกรรมนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ต้องการ  มันต้องบอกได้ว่า ใครต้องทำอะไร ที่ไหน ในกรอบระยะเวลาเท่าไร เป็นแผนปฏิบัติการระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว การสร้าง Course of action นั้น มีได้เป็นร้อยเป็นพันหรือหมื่นเรื่องได้ทีเดียว

ที่จริงกรอบเหล่านี้ คงต้องมีอยู่ในแนวคิดของแป๊ะแล้วก็เป็นได้ จึงได้รวมตั้งเอาข้าราชการทั้งประจำ ทั้งแก่ทั้งเก่าล้าสมัยรวมเข้าเป็นองค์ประกอบสมาชิกขับเคลื่อนการปฏิรูปคราวนี้ เพราะในการกำหนดกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติการขับเคลื่อนนั้น จะต้องผ่านกลไกของหน่วยงานของราชการที่เกี่ยวข้องนั่นเอง ประสบการณ์ข้าราชการเก่าเหล่านี้ จะช่วยได้มากในการวางกลไกการขับเคลื่อนปฏิรูป ถ้าไม่เข้าใจท่านเหล่านี้ก็คงแต่จะรอ แต่จะให้ส่งเรื่องเข้ามาด้วยความเคยชิน และก็เพราะกรอบการทำงานแบบระบบรัฐสภานั่นด้วย

มองดูการวางรูปงานของ สปท.คณะนี้ ก็ต้องบอกว่าเข้มแข็งคล่องแคล่วอยู่มาก เร็วจนดูเหมือนยังไตร่ตรองไม่ครบถ้วน กับการวางกรอบทำงานให้มองเห็นว่ามีประสิทธิภาพ และคาดหวังผลของการทำงานขับเคลื่อนได้ ผลของงานขับเคลื่อนวัดได้โดยดูจากลักษณะของการขับเคลื่อน ครอบคลุมเขตเป้าหมายแค่ไหน (Area coverage) และครอบคลุมบริการแค่ไหน (Service  delivery) เรายังไม่เห็นพูดจากันในเรื่องเหล่านี้

คือทุกคนกระโจนเข้าหาเอกสารสำเร็จรูปที่ สปช.ทำเสนอไว้ ฉีกประเด็นต่างๆ เท่าที่มีเสนอไว้ แยกกลุ่มเป็นคณะกรรมาธิการแบบงานของรัฐสภาในแต่ละหัวข้อเรื่อง แล้วก็เห็นเสนอเข้าที่ประ ชุม รายงานของแต่ละคณะว่ามีความคิดอะไร อยากทำอะไรที่เรียกว่าขับเคลื่อนการปฏิรูป มันเหมือนกับต่างคนต่างคณะต่างช่วยกันคิด ขาดรูปแบบที่ช่วยให้กรอบความคิดหลอมรวมอยู่ในทิศทางเดียวกัน คือยังทำกันแบบเคยทำกันมายังไงก็ทำกันไปยังงั้น แล้วค่อยเอามารวมกัน ไม่ต่างกันนักหรอกกับการตัดแปะนั่นไง

สิ่งเหล่านี้จะอยู่ในการจับจ้องมองดูของสาธารณชนไทย ต่อการทำงานของ สปท. ว่าจะบรรลุจุดมุ่งประสงค์โดยแท้ของการปฏิรูป หรือถูกมองว่าล้มเหลวเช่น สปช.ที่ถูกโละทิ้งไปแล้ว การติดตามตรวจสอบ (Monitoring) การประเมินผลงาน (Evaluation) จะเป็นกลไกของสังคม วัดประสิทธิภาพของงาน สปท. และประสิทธิผลของการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่จะมีขึ้น รับได้หรือโละทิ้ง

เรื่องการติดตามตรวจสอบและการประเมินผลนี้  ควรเป็น กลไกสำคัญที่กำหนดไว้ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้ด้วย เพราะนั่นจะเป็นเครื่องวัดเนื้องานของการปฏิรูป และช่วยสร้างประสิทธิ ภาพแก่การทำงานปฏิรูป แผนงานหลายๆ แผนงานของรัฐบาลที่มันล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ ก็เพราะอ่อนมากกับการสร้างกลไกเหล่านี้ไว้คอยตรวจสอบ ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศต้องมีนวัตกรรมความคิดใหม่ในเรื่องเหล่านี้ คสช.และแม่น้ำ 5 สายคงไม่คาดหวังเพียงได้รับเอกสารเชยๆ อีกชิ้นหนึ่งเท่านั้นกระมัง

การปฏิรูปใดๆ นั้น ในที่สุดเราก็จะเห็นและยอมรับกันว่า จะต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ปรับใหม่อยู่ตลอดเวลา การปล่อยหยุดนิ่งไว้ คือจุดเริ่มต้นของการถอยหลังเข้าคลองมากกว่า และนี่จะต้องมีนวัตกรรมความคิดออกมาให้ชัดจาก สปท.คณะนี้ หากนึกไกลออกไป งานของ สปท.ใช่แต่เพียงส่งผ่านงานของ สปท.ไปให้แม่น้ำ 5 สายเท่านั้น หากแต่จะต้องมีคณะทำงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจ และพูดภาษาปฏิรูปเป็นภาษาเดียวกันกับภาคส่วนที่จะไปขับเคลื่อนปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

เมื่ออยู่ตรงหน้าต่างที่สาธารณชนมองเห็นได้ เป็นสับปะรดหรือไม่ เดี๋ยวก็รู้เอง.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — พุธที่ 28 ตุลาคม 2558 00:00:20 น.