คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: เรื่องซื่อบื้อเกี่ยวกับสื่อ

คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: เรื่องซื่อบื้อเกี่ยวกับสื่อ

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

สถานการณ์ของสื่อมวลชนขณะนี้ คล้ายกับจะย้อน ยุคกลับไปสู่ยุคก่อนหน้าช่วงสมัยของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 อีกครั้ง คือยุคที่ตลอดมาเป็นการต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน กับอำนาจรัฐ ที่ต้องการแต่จะควบคุม และชอบที่แต่จะแทรกแซงการทำงานของสื่อให้อยู่ใต้การครอบงำ บงการของฝ่ายรัฐ เป็นหลักการสำคัญ

สมัยรัฐบาลทหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้น มีมาตรา 17 ที่เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของคณะรัฐประหาร ช่วงนั้น ดูเหมือนไม่เพียงแต่จะกำจัดสิทธิเสรีภาพของสื่อเท่านั้น หากแต่ภาพแห่งการปฏิบัติต่อสื่อ ดูกันว่าเป็นการคุกคามสื่อด้วยซ้ำไป เพราะเลยเถิดไปถึงขั้นทุบแท่นพิมพ์ของสื่อสิ่งพิมพ์ หรือล่ามโซ่เครื่องพิมพ์ไม่ให้หนังสือพิมพ์กันเลยทีเดียว

รัฐประหารของ คสช. ล่าสุดผ่านมาแล้วกว่าครึ่งทศวรรษ บรรยากาศความสัมพันธ์กับองค์อธิปัตย์ใหม่ ออกลักษณะขรุขระ หงุดหงิดด้วยทัศนคติอันเป็นลบ และด้วยมาตรา 44 ของรัฐ ธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 อันเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น แม้ไม่ถึงกับปฏิบัติการต่อสื่อมวลชนเช่นสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ก็มีประเด็นต้องปรับทัศนคติกับสื่อมวลชนอยู่มาก

ทัศนะอันเป็นลบของฝ่ายอำนาจรัฐนั้น เริ่มกลายเป็นข้อกังวลและกังขาของฝ่ายสื่อมวลชนมากขึ้น จากหลายมาตรการต่อการควบคุมสื่อมวลชนที่ขยายตัวหลายรูปแบบ แนวความคิดของการควบคุมสื่อด้วยอำนาจรัฐเริ่มมองเห็นได้มาแต่ สปช.ชุดเดิมที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น ต่อข้อเสนอจัดตั้งองค์กรของรัฐขึ้นมาควบคุมสื่อ แนวความคิดเช่นว่านี้ไหลเลื่อนมาเป็นความคิดเดียวกันแล้วกับ สปท.ขณะนี้

องค์กรของฝ่ายรัฐที่จะจัดตั้งขึ้นควบขนานกับองค์กรของวิชาชีพสื่อ เห็นจากเหตุผลต่อการมององค์กรวิชาชีพสื่อ ขาดความน่าเชื่อถือ ควบคุมเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมกันเองไม่ได้ มีประเด็นหลักสำคัญที่เป็นข้ออ้างเสนอขององค์กรภาครัฐที่จะเกิดขึ้น คือจุดมุ่งประสงค์สนองต่อการดูแลสวัสดิการของผู้ทำงานสื่อ ด้วยการจัดตั้งกองทุนขึ้นถึง 50 ล้านบาทด้วยซ้ำไป

ปฏิกิริยาอันพลุ่งพล่านของสื่อทั่วไป และองค์กรวิชาชีพสื่อ คือมองไปในทัศนะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อแนวคิดการจัดตั้งองค์ กรภาครัฐด้านสื่อมวลชน ทั้งโดยแนวคิดของ สปช. หรือ สปท. ขณะนี้ แน่ละ มองเห็นเป็นอื่นไปไม่ได้ว่านี่คือลักษณะของการควบคุมสื่อ ซึ่งจะกระทบสิทธิเสรีภาพของสื่อเกินขีดจำกัด ข้อวิพากษ์สำคัญต่อข้อเสนอนี้ คือ มองเห็นเป็นความพยายามของรัฐต่อการแทรกแซงสื่อนั่นเอง

ความขัดกันต่อแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อกับฝ่ายอำนาจรัฐจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง มันเหมือนกับเป็นการลบบทบัญญัติหลายมาตราที่ตราเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้ ทั้งในรัฐ ธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 ซึ่งหากเป็นจริงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก และแม้จะดำเนินการเป็นจริงในที่สุด เรื่องนี้จะกลายเป็นตำหนิใหญ่ในสังคมประชาธิปไตยที่ คสช.จะสร้างขึ้นกับความเป็นธรรมาธิปไตยของประเทศไทย ที่พูดกันนักหนาในเวลานี้

และนี่เองที่เราจะเห็นว่า สื่อองค์กรวิชาชีพสื่อต้องออกมายื่นหนังสือข้อเสนอต่อประเด็นอันเป็นแนวคิดก่อตั้งองค์กรของรัฐควบคุมคู่ขนานกับองค์กรวิชาชีพสื่อ ข้อหนึ่งในข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งสำคัญมาก และอยากให้คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตระหนักไว้ ก็ คือให้คงมาตราต่างๆ ด้านสิทธิเสรีภาพของสื่อไว้อย่างเดิม ในรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ในขณะนี้

ทั้ง สปท.และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คงจะรู้และน่าจะรู้ดีว่า แม้วงการสื่อของประเทศไทยจะไม่เข้มแข็งเท่ากับบาง ประเทศ แต่สื่อในประเทศนี้ก็มีวิวัฒนาการมานาน และได้รับความเชื่อถือในระดับหนึ่งของนานาชาติ ลำพังในอาเซียนด้วยกัน แล้ว ส่วนของสื่อในประเทศไทยยังนับได้ว่าก้าวหน้าอยู่ไม่แพ้เพื่อน อาเซียนด้วยกัน เรามีบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อในรัฐธรรม นูญถึงสองฉบับต่อเนื่อง ขณะที่แทบไม่มีกี่ประเทศอาเซียนทำได้ ความน่าชื่นชมตรงนี้กำลังจะหมดหายไปแล้วหรือ

เมื่อพัฒนาการของประชาธิปไตย ควบคู่กับวิวัฒนาการของสื่อมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 แล้วนั่นเอง ได้ก่อให้เกิดการไหวตัวขนานใหญ่ของสื่อมวลชนในประเทศไทย ตอบรับบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อในรัฐธรรมนูญ

นั่นคือการรวมตัวของสื่อทุกแขนง ประกาศตัวตนชัดเจนต่อการรักษาหลักการและอุดมการณ์ของสื่อ ด้วยการจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตั้งแต่ 4 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา เพื่อให้เกิดการควบคุมจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อด้วยกันเอง โดยไม่พีงประสงค์ให้รัฐแทรกแซง ไม่ว่าในรูปแบบใดต่อการเข้ามาควบคุมสื่อ เช่นที่หลายประเทศดำเนินการกันอยู่ขณะนั้น

ถึงเวลานี้ 18 ปีแล้วของการก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติของประเทศไทย แนวความคิดนี้แพร่ขยายให้เกิดการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพลักษณะเดียวกัน กับบางประเทศในอาเซียน ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวหลักเรื่องของสื่อในการบูรณาการความเป็นประชาคมอาเซียน ที่จะเริ่มขึ้นนับแต่ 31 ธันวาคม 2558 นี้เป็นต้นไป เรากำลังถอยหลังเข้าคลองหรือเปล่า กับแนวคิดใหม่ของ สปท. ปรัชญาและหลักการขององค์กรวิชาชีพสื่อ เช่นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติของไทยที่ไม่ปรารถนาการแทรกแซงของรัฐนั้น กำลังจะถูกลบล้างแล้วละหรือ

ทัศนคติอันเป็นลบของภาครัฐต่อสื่อ ก็คือการมองว่าสื่อ เองควบคุมกันเองไม่ได้ สื่อใช้สิทธิเสรีภาพอย่างอิสระเกินขอบ เขตอันควรรับผิดชอบ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาตินั้น ถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษด้วยซ้ำไป เพราะด้วยไม่สามารถควบคุมและลงโทษสื่อที่ทำผิดจริยธรรมสื่อได้จริงๆ กลไกการลงโทษนั้น เป็นไปลักษณะให้สังคมลงโทษมากกว่า แม้กระนั้นที่เรียกว่า Social sanction ในสังคมไทยนั้น ก็ช่างอ่อนแอเหลือเกิน หากยังเห็นการยกมือไหว้ยกย่องคนทำผิดกันอยู่อย่างนี้

แต่นั่นควรเป็นเหตุผลของการที่รัฐจะต้องสอดแทรกเข้ามาควบคุมสื่อเสียเองหรือ เป็นเพราะรัฐต้องการลงโทษสื่อให้สาสมหรือ จึงถึงกับหักไม้เรียวเลยเลื้อยเข้าไปกำกับ จำกัดและควบคุมสิทธิเสรีภาพของสื่อนั่นเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าทำกันหรือ ก็ถ้าเช่นนั้นก็ควรล้มเลิกสภาการหนังสือพิมพ์เสียเลย หากรัฐอยากทำหน้าที่เสียเอง

ที่จริงมีมาตรการมากมายของภาครัฐต่อการควบคุมสื่อ เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายเด็กและเยาวชน เป็นต้น นักหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งถึงกับบอกว่ามีกฎหมายถึง 27 ฉบับที่ควบคุมสื่ออยู่แล้วขณะนี้  มาตรการทางกฎหมายเหล่านั้นไม่เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ยังไง ถึงคิดตั้งองค์กรคู่ขนานมาดูแลสื่อตามแนวคิดของ สปท.ขณะนี้

สมัยร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และมีแนวปฏิรูปหลายลักษณะขณะนั้น มีการพูดถึงส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลลงโทษสื่อ ที่ผิดจรรยาบรรณ ถึงกับกำหนดโทษชดใช้เป็นเงินจำนวนมหา ศาล เช่นอย่างของต่างประเทศ ผู้ประกอบการสื่อถึงกับขนหัวลุก วงแตก นี่อาจช่วยสภาการหนังสือพิมพ์ควบคุมสื่อได้ดีขึ้น และสง่างามกว่ามั้ย สปท.เอ๋ย.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558 00:00:11 น.