คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: It is your problem

คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: It is your problem
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — จันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2558
อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต
คนไทยเราเวลานี้ ดูจะวิตกจริตกันง่ายไปหมด  ไม่ว่าเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจการเงินของกรีซ ตลาดหุ้นในจีนล่ม เรื่องชนชาวอุยกูร์ที่ถล่มสถานทูตไทยในตุรกี ยังเรื่องประมง ธุรกิจการบิน ภัยแล้งที่กระหน่ำซ้ำเติม วิตกจริตทั้งหลายทั้งมวลแล้ว พลอยจะทำเอาคนไทยคลุ้มคลั่ง กังวลวิตกวิจารณ์ลั่นทั่วไปทุกเรื่อง ร่านทุรนฟุ้งซ่านกันจนเกิดเหตุอะไรที่ไหน มากน้อยยังไง โวยวายว่าจะกระทบไทยยังไงแล้ว

ผมก็พลอยไปกับเขาด้วย อย่างที่ได้หยิบเอาวิกฤติกรีซกับต้มยำกุ้งของไทยสมัยหนึ่ง มาเปรียบเทียบให้เห็นความเหมือนและความต่างให้เห็นไปบ้างแล้วในข้อเขียนที่ผ่านมาหลายคน โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายนั่นแหละตัวดี รีบชี้ให้เห็นผลกระทบถึงไทยจะเป็นจะตายขึ้นมาทีเดียว บอกได้จัดจ้านฉะฉานถึงมูลเหตุที่มาของหายนะที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านั้น บางคนก็ดูลืมเรื่องปัญหาในบ้านของตัวด้วยซ้ำไป

แล้วก็แบบไทยๆ นั่นแหละครับ กรีซยังอยู่ไกลไทย เราไม่มีการค้าขายโดยตรงกับเขา ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีเปรี้ยงอยู่ที่สหภาพยุโรปนั่นมากกว่า ไทยไม่ได้สะดุ้งสะเทือนอะไรกับเหตุอันเป็นวิกฤติกรีซ แต่กับจีน โอดโวยแต่ไก่โห่เชียว ไอ้หวังตายแน่ ถ้าจีนเอาเรื่องตลาดหุ้นล่ม ฟองสบู่จีนแตกไม่อยู่ กระทบไทยเปรี้ยงปร้าง หัวร้างข้างแตกทีเดียว ยังไม่ได้ยินเลย แล้วจะวางแผนรับมือกันยังไง

ประเทศเรานั้น ว่าที่จริงแล้ว ไม่ว่ามันจะเกิดเหตุวิกฤติทางเศรษฐกิจการค้าที่ไหนในโลก มันก็สะเทือนถึงเศรษฐกิจการค้าของไทยไม่มากก็น้อยอยู่นั่นเอง เพราะเหตุที่ฐานความเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยนั้น ต้องพึ่งพาตลาดการค้าในต่าง ประเทศเป็นสำคัญ อันเนื่องจากเศรษฐกิจการค้าของไทยล้วนตั้งอยู่บนฐานของการส่งออกนั่นเอง ถ้าตลาดต่างประเทศย่ำแย่ การส่งออกของไทยก็หดตัวเป็นธรรมดา

นี่ล้วนเป็นภาพที่เห็นได้ชัดอย่างง่าย เช่นอัตราสินค้าส่งออกของไทย หรือแม้ของจีน ซึ่งส่งออกมากมาย หดลดลงอย่างน่าเป็นห่วง และแน่นอนว่า มีผลกระทบโดยตรงต่อความเติบโตในผลิตภัณฑ์มวลรวมแห่งชาติ (GDP) ก็ถ้าประเทศในสหภาพยุโรปเจ๊งกะบ๊งกะเบ๊งกันอยู่อย่างนี้ ใครมันจะไปมีเงินซื้อสินค้าต่างๆ ก็ถ้าสหรัฐมัวเอาแต่รบที่โน่นที่นี่ ชี้นำสั่งการไปทั่ว มันจะมัวมาซื้อหาสินค้าใคร

ผมขี้เกียจเอาตัวเลขมาอวดมาโชว์มาชี้ เหมือนอย่างนักเศรษฐกิจทั้งหลาย ในการอธิบายความต่างๆ เหล่านี้ บอกง่ายๆ บอกรวมๆ ก็แล้วกันว่า ดัชนีการบริโภคของสหรัฐก็ลดลงฮวบฮาบ เพราะก็ได้เห็นกันว่าใช้เงินกันอย่างฉิบหายวายป่วงจนเกิดฟองสบู่ ไม่ว่าที่กรีซ หรือที่จีน ผลก็จะเป็นอย่างที่เป็นข่าวครึกโครมขณะนี้ แล้วมันก็ไม่หลาบจำกันเสียที แม้ต้มยำกุ้ง เราก็ดูเหมือนลืมบทเรียนครั้งนั้นแล้ว

ประเทศไทยในท่ามกลางวิกฤตการณ์ต่างๆ  เหล่านี้ มันมีผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมอยู่แล้วกับแรงกดดันของต่างประเทศโดยเฉพาะก็คือสหรัฐกับสหภาพยุโรป นั่นแหละตัวดี อีกทั้งองค์กรโลกบาลที่อยู่ใต้อุ้งมือบงการของชาติมหาอำนาจเหล่านี้ ที่พลอยกระหน่ำซ้ำเติมไทยอยู่ในที นี่นะเห็นง่ายๆ เลยที่มีเหตุกระทบไทย จะมีแถลงการณ์ในทันทีทันใด สร้างภาพลบของไทยไม่รีรอเลย

ขอให้สังเกตดูเถิด ไม่ว่าโรฮีนจา ชนกลุ่มอุยกูร์ แถลงการณ์ขององค์การเหล่านี้เหมือนเตรียมพร้อมถล่มไทยในทันทีวินาทีแรกของเหตุการณ์ ดูๆ ไปแล้ว นี่คือการแซงก์ชั่นอย่างไม่ประกาศที่ทำกับไทยอย่างมีเจตนาแฝงเร้นนั่นเอง ไม่ว่าจะเรื่องสิทธิมนุษยชน การค้ามนุษย์ การประมง การบิน หรือเรื่องของอุยกูร์ล่าสุด ยังไม่รู้จะมีเรื่องอะไรอื่นตามมาอีก

ว่าไปแล้ว ใช่แต่ไทยเท่านั้นที่ตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ บรรดาประเทศเล็กประเทศน้อย ก็เจอสภาพกดดันอย่างนี้อยู่เสมอ สภาพเช่นว่านี้ก็คือ ลักษณะของประเทศที่ต้องขึ้นอยู่กับการพึ่งพาประเทศอื่นๆ (Dependency theory) อยู่นั่นเอง นี่ขนาดว่าปลดแอกหลุดออกจากการเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจเหล่านี้ แต่การชี้นิ้วบงการจากชาติเหล่านี้ก็ยังมีมาเสมอ

เหล่านี้เป็นผลของลัทธิอาณานิคมหนึ่ง และผลแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองนั่นด้วย เพราะชัยชนะของสงครามครั้ง นั้น ก็คือชัยชนะของผู้ชนะ ซึ่งถึงเวลานี้น่าจะเห็นได้ว่า กลุ่มประ เทศผู้ชนะนั่นต่างหาก ที่เกาะกลุ่มสุมหัว กำหนดระเบียบโลกขึ้นมา  ดังเช่นองค์การสหประชาชาตินั่น แม้ภายหลังการสิ้นสุดยุคสงครามเย็นแล้ว การกำหนด “ระเบียบโลกใหม่” ก็ประธานาธิบดีสหรัฐไม่ใช่หรือที่ประกาศออกมา

ตัวอย่างของประเทศไทย น่าจะเห็นได้ชัดในลักษณะที่เป็น Dependency state ดังเช่นลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ซึ่งแม้จะเอ่ยอ้างชื่นชมความเป็นพันธมิตรเก่าแก่ แต่ดูให้ดีเถิด ผมชอบมาเขียนถึงบ่อยครั้งว่า มันเป็นลักษณะความสัมพันธ์แบบ “เจ้านายกับลูกกะจ๊อก” เลยเถิดออกไป บางครั้งจะเป็นลูกโป่งถูกเป่าลอยเคว้งคว้างไปมาบ่อยครั้งไป

ความเป็น Dependency state อย่างนี้เอง เหมือนอยู่กับวิตกจริตอยู่ทุกเวลา หากเมื่อใดเกิดเหตุการณ์ ณ ที่ใดว่าจะมีผลกระทบมาถึง นี่ก็เห็นได้กับเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจและการเงิน ที่กำลังเกิดอยู่กับกรีซและจีน ยิ่งผสมผสานกับวิกฤติต่างๆ ในประเทศ พลอยจะทำให้คนไทยบ้าคลั่งยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมกับพวกไม่อยากสามัคคีปรองดองกับไทยด้วยกันอีก หมุนเป็นลูกข่างเลยคู้ณ

คนไทยชอบพูดกันนักกับคำว่า “ไม่เป็นไร” โดยนัยแล้ว แฝงความเป็นกังวลลึกๆ อยู่ คือไม่เป็นไร ปลอบใจไว้ก่อน นั่นไม่ใช่ปัญหา เดี๋ยวจะจัดการให้ พลอยเป็นกังวลวิตกจริต คิดหาทางแก้ไขยังไงต่อไป ผมเคยอยู่อินเดียนานพอสมควร เจอกับ “No problem” แรกๆ เป็นงงว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะพูดว่า No problem แล้วส่ายหน้าไปมาทั้งซ้ายขวาไม่รู้ว่าคืออะไร

นานพอสมควรทีเดียว กว่าจะเรียนรู้ว่า No problem ของคนอินเดีย คือ No problem ของคนที่พูด It is your problem not my problem ซึ่งก็หมายความว่าเขาไม่รับรู้หรอกว่า เขาจะต้องไปทำอะไร เมื่อเป็นปัญหาของท่าน ก็ไปแก้ปัญหาของท่านเองก็แล้วกัน  เขาไม่เห็นจะต้องมาวิตกจริตด้วย นึกๆ แล้ว ถ้าคนไทยมีความรู้สึกอย่างนี้เสียบ้าง ก็คงไม่ต้องมาเสียกบาลกับเรื่องคนอื่นเขาก็จะดี

เหตุการณ์ในหลายภาคส่วนของโลก เหมือนกำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับเหตุอันจะเกิดการเปลี่ยนกลับครั้งใหญ่ของโลกอีกครั้งหนึ่ง นักรัฐศาสตร์บางคนพูดถึง “การปะทะกันทางวัฒนธรรม” ซึ่งก็คงได้เห็นเหตุในบางภาคส่วนของโลก ราวกับเป็นการปะทะท้าทายกันระหว่างศาสนา เบื้องลึกของความขัดแย้งเหล่านี้ คือการขัดขืนไม่ยอมรับอำนาจและอิทธิพลที่ครอบงำอยู่กับระเบียบโลกใหม่ ที่ควบคุม กำกับ จำกัด เพื่อผลประโยชน์ของเจ้ามหาอำนาจที่สำคัญนั่นเอง

เราจะเห็นการคัดค้านในเรื่องอันเป็นอุดมการณ์ซึ่งตั้งอยู่บนฐานความคิด ความเชื่อ คุณค่าที่ต่างกัน เห็นได้ชัดอย่างเรื่องสิทธิมนุษยชน การตอบโต้และปะทะสังสรรค์ระหว่างคุณค่าของเอเชียกับคุณค่าทางตะวันตก การขยายความเป็นประชาธิปไตย (Enhance democracy) ของสหรัฐกับความเป็นประชาธิปไตยในกรอบบริบทของแต่ละประเทศระหว่าง US กับ IS ระหว่างเอเชียกับตะวันตก

เอ้า! ผมวิตกจริตเสียเองแล้วนี่ เฮ้ย! It is your problem.