ความเป็นจริงของคุกวันนี้ อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

ความเป็นจริงของคุกวันนี้

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

เรื่องสะเปะสะปะวันศุกร์ เรื่องหนึ่งที่กวนมือกวนเท้ามากสำหรับคนไทย น่าจะเป็นเรื่องนายคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาปรากฏสัญชาติว่าเป็นคนข้างบ้านเพื่อนประเทศข้างเคียงไทย คือลาวนี่เอง นายคนนี้มีข่าวแพร่ออกตามสื่อออนไลน์ เที่ยวไล่ทำร้าย อวดเก่งนักเลงโต ข่มเหงรังแกคนไปทั่ว  โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า ผู้หญิงและเด็ก ใครที่ดูคลิปเรื่องที่เขาก่อขึ้น คงไม่ผิดหรอกที่ผมบอกว่า แหม! มันกวนมือกวนเท้าเอาจริง

และก็คอยดูเถอะ ไอ้ที่บอกว่า กวนมือกวนเท้านี่นะ คือคงจะกวนมือกวนเท้าของขาใหญ่ที่รออยู่ในคุกเสียก็ไม่ทราบ ตรงนี้นึกสนุกก็น่าตามข่าวตอนพ้นโทษออกมานะครับ น่าจะลองไปสอบถามดูว่า รสชาติของการไปทำร้ายคนอื่นอย่างอวดใหญ่นักเลงโตนั้น มีรสชาติแตกต่างกันบ้างสักแค่ไหนกับขาใหญ่ในคุกของไทย ฝากไว้ให้เป็นเรื่องจดจำนำไปเล่าให้ “ไอ้น้อง” ฟังเป็นบทเรียน

คำว่า “ไอ้น้อง” ดูจะเป็นคำที่คนไทยชอบเรียก คนลาว ซึ่งออกลักษณะดูว่า เราใหญ่กว่า น่าจะเป็นพี่เขาเป็นน้อง ซึ่งคนลาวก็ออกจะน้อยใจอยู่บ่อยครั้งในความรู้สึกที่ถูกมองว่าต่ำต้อยกว่า ก็ไหนว่าไทย-ลาว เป็นพี่น้องกัน แล้วทำไมเขาจึงต้องเป็นน้องอยู่เรื่อยๆ  เหมือนศักดิ์ศรีไม่เสมอกัน ในความรู้สึกของปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อกัน นี่ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของลาวท่านหนึ่งเคยบ่นออกมา

คนไทยรุ่นหลังๆ มานี้ คงจะไม่รู้กันว่า คนไทยแต่โบราณ เวลาที่เรียกคนพม่าจะต้องมีสร้อยคำต่อท้ายด้วยเสมอ เมื่อเอ่ย ถึงพม่า ก็จะพูดว่า  “พม่าข้าศึก” เป็นเหตุมีมูลจากเหตุบาดหมางทางใจในอดีตที่มีต่อกันของสองประเทศ เพราะไทยกับพม่านั้น ต่างก็รบราฆ่าฟันแย่งบ้านชิงเมืองกันมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์ เหตุเหล่านี้นั่นเอง  คนไทยเหมือนไม่ได้มองพม่าเป็นเพื่อนอะไรเลย  หากแต่มองเป็น “ข้าศึก” มากกว่า

มองในแง่มุมทางรัฐศาสตร์ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเป็น Stereotype ซึ่งเป็นการมองและคิดรู้สึกกับผู้อื่นในลักษณะเหยียดหยามต่ำต้อยกว่า ความกร่างของความรู้สึกอย่างนี้ มองได้ว่า เป็นมาจากการแสดงอำนาจอันยิ่งใหญ่ในอดีต ในการแพร่ขยายอำนาจไปในอาณาเขตต่างๆ รวมถึงการไปยึดผนวกเขตแดนประเทศอื่นเข้ามาไว้เป็นของตัว จักรวรรดินิยมนั้น วางอำนาจใหญ่โตเหนือผู้อื่นเสมอ

หยิบยกเอาเรื่องนี้มาพูดกันอีก เพราะทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ เป็นเหตุบาดหมางทางใจที่มีมาแต่ประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นความแตกต่างอยากหลากหลายที่มีอยู่ทั้งในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านด้วยกันและกับรัฐสมาชิกทั้ง 10 ประเทศของอาเซียน นับเป็นข้อพิจารณาท้าทายการเป็นประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นแต่ปลายปีนี้ เพราะกับความแตกต่างที่มีอยู่  ท้าทายอยู่มากกับการเป็นประชาคมอาเซียนว่าจะเป็นจริง หรือเป็นแต่เพียงจินตนาการ

เฉพาะกับสิ่งที่เป็น Stereotype ของไทยกับเพื่อนบ้าน เห็นได้ชัดมาแทบโดยตลอด เช่นเวลาที่ไทยโกรธลาว ก็จะนึกไปถึงเหตุบาดหมางทางใจในประวัติศาสตร์ เช่น นึกไปถึงเจ้าอนุวงศ์ที่ไทยกวาดต้อนมาอยู่ไทย ด้วยคิดว่าทรยศต่อราชวงศ์จักรี เวลาที่เราขุ่นเคืองเขมร เราจะนึกไปถึงเรื่องพญาละแวก ที่เอาเลือดมาล้างเท้าแล้วจะต้องไปกลัวอะไร เหตุบาดหมางทางใจเหล่านี้เอง เริ่มกลายเป็นคำถามขึ้นมาว่า แล้วนี่จะหลอมรวมเป็นประชาคมอาเซียนได้อย่างสนิทแนบแน่นอย่างไรต่อไป

ผมอาจจะพูดคุยสนุกเกินไปหน่อย ที่บอกว่า การเข้าคุกของคนกร่างนักเลงโตที่เที่ยวทำร้ายผู้คนทั่วไปนั้น น่าจะต้องเจอกับขาใหญ่ในคุกที่รออยู่ก็ได้ ก็เพราะดูสถานการณ์คุกของเมืองไทยแล้ว ออกจะเหลือกำลังลาก กับการกำกับดูแลคนคุกซึ่งล้นคุกเสียเหลือเกินแล้วเวลานี้ มีตัวเลขคนคุกว่ามีมากกว่า 3 แสนคน จนแทบจะไม่เหลือเนื้อที่พอต่อคนคุก ยัดเยียดกันยิ่งกว่าปลากระป๋อง คุกจะแตกเอา

ปริมาณคนล้นคุกอย่างนี้ จะยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาสักแค่ไหน เป็นเรื่องเหลือจะเดา เพราะคดีอาชญากรรมปัจจุบันนั้น ดูช่างมากมายเหลือคณานับ และเพิ่มขึ้นฟ้องให้เห็นจนล้นคุกกันอยู่ในขณะนี้ จำนวนคนคุกมากที่สุด น่าจะเป็นคดียาเสพติด คดีมโนสาเร่ ซึ่งจับกันทุกวัน และเมื่อต้องมาจองจำ ก็ต้องเป็นภาระดูแลกันมากมายเหลือกำลังลาก จนงบประมาณดูแลคนคุกเหล่านี้ น่าจะรับไม่ไหวกันอยู่แล้ว

ค่าอาหารต่อหัวของผู้ถูกจองจำเหล่านี้ ถัวเฉลี่ยอยู่ที่ 42 บาทต่อวัน กับปริมาณผู้ถูกจำคุกกว่า 3 แสนคน โดยประมาณต่อวันก็คือ  12,600,000 บาทต่อเดือนก็คือ 378,000,000 บาท และต่อปีคือ 4,536,000,000 บาท อาจถึง 5,000 ล้านบาทต่อปีก็ได้ แล้วจำนวนแต่ละคนที่จะต้องถูกจำคุกคนละหลายปี เท่ากับจะต้องเป็นภาระเลี้ยงดูคนเหล่านี้อย่างสิ้นเปลืองงบประมาณ เปลืองข้าวสุกต่อไปอีกสักเท่าไร ยิ่งกับค่าอาหารต่อหัว 42 บาทนั้น เลี้ยงนานไปเท่าไร ก็ดูจะยิ่งหัวโตก้นปอดเท่านั้นกระมัง

การจับกุมคุมขังคนคุกมากมายขนาดนี้ หากเทียบอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เรือนจำที่มีอยู่ในความเป็นจริงกับสภาพที่เป็นอยู่ ไม่เพียงพอไม่ได้สัดส่วนอยู่แล้ว กับการควบคุมดูแลคนเหล่านี้ และจุดนี้เองที่เราคาดการณ์น่ามองเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 12,000 คน กับผู้ต้องขัง 3 แสนคน มันควบคุมดูแลกันไม่ได้ทั่วถึงหรอก ตรงนี้ไงในความเป็นจริงของคุก ก็คือการเอาขาใหญ่มาช่วยควบคุมดูแล

เรื่องในคุกมีเรื่องสนุกโหดๆ เล่าต่อกันมามากมาย ขาใหญ่เหล่านี้ ยังมีซามูไรไว้คุ้มครองตัวเอง และคอยเป็นมือไม้ให้ขาใหญ่เรียกค่าคุ้มครองนักโทษใหม่นั่นอีก ขาใหญ่ยังต่อสายเป็นทอดๆ ไปถึงเจ้าหน้าที่เรือนจำบางคนเป็นประเพณีปฏิบัติ นักโทษใหม่จะโดนทั้งอัดทั้งอบรมก่อนให้อยู่ในระเบียบในกำกับของขาใหญ่จนอยู่หมัด แล้วก็อยู่กันไปอย่างที่เรียกว่า เอาเข้าคุกเพื่ออบรมดัดนิสัยให้เป็นคนดีคืนสู่สังคม

ในความเป็นจริงกับการนำคนเหล่านี้มากักขังไว้นั้น ได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนดีสู่สังคมจริงหรือ เพราะชีวิตหลายปีในคุก คือการคลุกคลีตีโมงโยงใยเกาะกลุ่มสุมหัวในหมู่ผู้ชั่วร้ายทำผิดกฎหมายทำผิดต่อสังคมมากกว่า หลายกรณีพบว่า กลับเป็นการก่อตัวสร้างเครือข่ายแห่งความชั่วร้ายมาจากในคุกด้วยซ้ำไป เป้าหมายของการทำคนในคุกให้เป็นคนดี แทบไม่เห็นเลยในความเป็นจริง

หลายกรณีของความผิดจนถึงต้องติดคุกติดตะรางนั้น เป็นแต่ความผิดพลาดจากคำสั่งของศาล  เราน่าจะมีการกลั่นกรองเรื่องขังเข้าคุกสักชั้นหนึ่งไหมว่า เขาควรอยู่ในคุก หรือมีวิธีการอื่นใดที่จำกัดหรือกำหนดคนผิดให้อยู่ในกฎเกณฑ์โดยไม่ต้องอยู่คุก คนดีที่เข้าคุกหลายคนออกมาแล้วกลายเป็นคนเลวจากการหล่อหลอมของคนในคุกมาก็มี ไม่ใช่คนดีที่คืนให้กับสังคมเลย

คนขับรถชนคนเสียชีวิต ส่วนใหญ่มาจากเหตุประมาททั้งนั้น ต้องเอาเข้าคุกเลย หรือหาวิธีให้เขาถูกจองจำข้างนอก กำหนดการเคลื่อนย้ายทุกครั้งทุกเรื่อง ต้องแจ้งต้องรายงานตัวได้ไหม ทำไมจะเอาคนดีไปรวมอยู่กับคนคุก คดีเช็คเด้งไม่มีวิธีอื่นกักขังจองจำเลยหรือ นอกจากเข้าคุกอย่างเดียว ที่พูดๆ กันว่าคุกเป็นแดนนรก แล้วคิดหรือว่าไม่มีวิธีอื่นนอกจากส่งเขาไปลงนรก แล้วบอกว่าเขาจะเป็นคนดี

ความเป็นจริงของคุกวันนี้ มีเรื่องต้องปฏิรูปอีกมากมาย หากยังปล่อยสภาพให้เป็นอยู่อย่างนี้  ชีช้ำก็คือสังคมไทย เราไม่ได้ก้าวพ้นยุคโบราณเลย เรื่องของคุกยังเล่ากันได้อีกยาวไม่จบ แล้วจะค่อยแหยมๆ ออกมา

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — ศุกร์ที่ 11 กันยายน