การเมืองพม่า (2) อ.เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

การเมืองพม่า (2)

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — อังคารที่ 18 สิงหาคม 2558

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

เมื่อวานเขียนบอกไปแล้วว่า การเลือกตั้งของพม่าที่ จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนปีนี้ เห็นเป้าหมายหลักของทุกกลุ่มการเมืองก็คือ การช่วงชิงอำนาจทางการเมืองและการปกครองประเทศ ที่มีฝ่ายอำนาจทหารของกลุ่มอำนาจ เนปยีดอ ครอบงำอยู่ แน่ละกับการทรงอิทธิพลในรูปแบบเผด็จการทหารมานาน จะทำให้การขับเคี่ยวทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้เข้มข้นช่วงชิงกันสุดๆ อีกครั้งหนึ่ง

นั่นไม่ใช่เป้าหมายอย่างเดียวของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของ อองซาน ซูจี แต่เพียงเท่านั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดในการรณรงค์การเลือกตั้งของพรรคนี้ก็คือ ความมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของพม่า ซึ่งตั้งเงื่อนไขเข้มงวดเด็ดขาดไม่ให้ผู้สมรสกับชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวพม่าเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ

เงื่อนไขดังกล่าวนี้เอง โดยนัยชัดเจนในตัวเองเป็นที่รู้เข้าใจกันโดยแท้ว่า คือข้อจำกัด กำกับ และกีดกันไม่ให้อองซาน ซูจี ได้เข้าสู่ขบวนการที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีหรือเป็นผู้นำของพม่าในอนาคต  ความพยายามปัดป้องไม่ให้เธอเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว เห็นได้ชัดมาแต่สมัยของการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่ามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 (2531) โน่นแล้ว

แต่ความโดดเด่นในบุคลิกภาพเฉพาะตัวของอองซาน ซูจี กับความเข้มแข็งในกระบวนการต่อสู้กับเผด็จการทหารแต่นั้นมา นั่นต่างหากที่หนุนเสริมความนิยมในตัวเธอและพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของเธอ นั่นต่างหากกลายเป็นหอกข้างแคร่และหนามแทงใจเผด็จการที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยิ่งกับการหนุนช่วยของนานาชาติด้วยแล้ว อองซาน ซูจี อยู่ในสถานะหนึ่งเดียวต่อการขับเคี่ยวกับอำนาจของเผด็จการได้

ผลของความโดดเด่นนี้เห็นได้จากการเลือกตั้งซ่อมในปี ค.ศ.2012 ซึ่งเธอสามารถนำพาพลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จากจำนวนผู้สมัครที่จะต้องเลือกตั้งซ่อมใหม่ 48 คน เธอสามารถนำสมาชิกของพรรคเธอได้รับเลือกตั้งถึง 47 คน และจะเห็นบทบาทในสภาเน้นเป็นสำคัญส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด เพื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย

ในช่วงเวลาเหล่านี้ อองซาน ซูจี แสดงบทบาทโดดเด่นเห็นชัดยิ่งขึ้นกับการสร้างปฏิสัมพันธ์กับนานาชาติ นี่นับเป็นแรง สนับสนุนคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นอีกด้านหนึ่ง ผู้สังเกตการณ์ทาง การเมืองดูเหมือนจะมองเห็นด้วยซ้ำว่า คล้ายกับอองซาน ซูจี ฟื้นฟูภาพลักษณ์ของพม่าได้มากยิ่งกว่ารัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลของเต็ง เส่งเสียอีก ราวกับนานาชาติจะให้การยอมรับนับถือเธอมากกว่าเป็นนัยๆ

นี่จะเป็นจุดหนึ่งที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ของพม่าจะต้องต่อสู้กับความนิยมชมชอบในตัวเธอ และนี่จะเป็นข้อกังวลของพรรค USDP มากที่สุดที่จะจัดการกับพรรค NLD ของอองซาน ซูจี

เช่นในการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1990 ได้ไหม และจะนำพาพรรค USDP ได้ชัยชนะเช่นการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.2010 ได้ไหม นี่จะเป็นงานยากมากอีกครั้งของพรรค USDP

แต่ในท่ามกลางที่สถานการณ์หลายด้านทางการเมืองของพม่าที่เปลี่ยนไป และหรือกำลังเกิดขึ้นขณะนี้ จะแน่ใจได้แค่ไหนกับคะแนนนิยมชมชอบต่ออองซาน ซูจี นั้นจะยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่นและจะนำพาเธอไปสู่ชัยชนะอย่างท่วมท้นเช่นเลือกตั้งที่ผ่านมา มีหลายคำถามต่อประเด็นดังกล่าว และเริ่มรู้สึกถึงความคลอนแคลนกับจุดยืนทางการเมืองของเธอ

มีหลายประเด็นน่าคิดในการรณรงค์ลดความนิยมของอองซาน ซูจี เช่นในช่วงของการเลือกตั้งปี ค.ศ.2010 ที่ผ่านมา เต็ง เส่ง ประกาศนโยบายไม่ให้มีการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำอิรวดีตลอดช่วงสมัยที่หากเขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ประชาชนชอบมากและทำให้เขาได้รับความนิยม จนได้รับการเลือกตั้งมาถึงการเลือกตั้งคราวนี้ เขาประกาศนโยบายไม่มีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำ อิรวดีอีกครั้ง และคราวนี้เป็นนโยบายไม่ก่อสร้างตลอดกาล เพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรค USDP อีก

แต่การได้รับเลือกตั้งจนจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ในรูปแบบทหารถอดรูปให้ดูประหนึ่งเป็นรัฐบาลพลเรือนของพม่านั้น กลุ่มอำนาจเน ปยีดอรู้ดีว่าจะยังไม่ได้รับการยอมรับนับถือจากนานาชาติ หากตราบ ใดที่ยังไม่เปิดโอกาสให้อองซาน ซูจี เข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองใหม่ นี่เองที่ทำให้มองเห็นการจัดการให้อองซาน ซูจี ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม นำชัยชนะจนมีตัวแทนของพรรค NLD ของเธอได้ถึง 47 ที่นั่งในสภาขณะนี้

น่าสังเกตว่าเขตเลือกตั้งซ่อมที่อองซาน ซูจี ถูกกำหนดให้ลงเลือกตั้งซ่อมนั้นคือเกาะมุง ซึ่งอยู่นอกกรุงย่างกุ้ง เป็นการดึงเอาเธอออกไปจากย่างกุ้งไปมีบทบาทอยู่ในเขตเล็กๆ และเมื่อรณรงค์เลือกตั้งที่มีเป้าประสงค์เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพม่านั้น ก็เป็นที่รับรู้กันแล้วในขณะนั้นว่าเป็นข้อที่เธอจะทำอะไรไม่ได้เลย การได้รับการเลือกตั้งในสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะมาจากประชาชนไม่ชอบทหารนั่นเอง มากกว่าที่เลือกอองซาน ซูจี เข้าไปคานอำนาจทหารในสภาผู้แทนฯ

จะเห็นว่าบทบาทของอองซาน ซูจีในสภาฯ ในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สร้างเงื่อนไขไว้มากมาย และมองไม่ได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ยากที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ซึ่งแม้เมื่อนำมาเป็นอีกนโยบายสำคัญในการรณรงค์การเลือกตั้งคราวนี้ ก็เห็นความยากลำบากที่จะช่วยให้พรรคของเธอได้คะแนนท่วมท้นเพียงพอแก่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรค NLD อาจไม่ชนะท่วมท้นเด็ดขาดเช่นในการเลือกตั้งที่ผ่านมาอีกแล้วก็ได้

การทำลายความนิยมของอองซาน ซูจี ยังมีเรื่องที่ทำให้เธอพลอยต้องไปมีข้อเบาะแว้งกับชาวบ้านอีกคือ เรื่องการให้สัมปทานเหมืองทองแดงที่แล้ปปะดังใกล้กับมัณฑะเลย์ ซึ่งมีทั้งชาวบ้านและพระสงฆ์ออกมาต่อต้าน ดุเดือดถึงขั้นมีการใช้กำลังและมีผู้เสียชีวิตด้วย เต็ง เส่งแก้ปัญหานี้ไม่ได้ก็มอบให้อองซาน ซูจีแก้แทน ราวกับวางกับดักให้อองซาน ซูจีทะเลาะกับชาวบ้านแทน มาจนถึงการเลือกตั้งคราวนี้

มีสองสามประเด็นที่น่าคิดว่า ความนิยมในตัวของอองซาน ซูจีในการเลือกตั้งคราวนี้จะลดลง  ประการแรก เลยก็คือ การวางตัวผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งของพรรค NLD ล้วนเอาคนมีเงิน มีฐานะชื่อเสียงเป็นตัวแทนของพรรค ซึ่งสร้างความไม่พอใจทั่วไปในพรรค NLD ของเธอเอง ประการที่สอง คือ ที่ปรึกษาของอองซาน ซูจี คือ อู โก นี เป็นมุสลิมที่พยายามดึงความช่วยเหลือจากตะวันออกกลางเข้ามา สร้างความไม่พอใจกับบางกลุ่มในพรรค มีข่าวลืออีกด้วยว่าลูกชายคนโตของอองซาน ซูจีก็เป็นมุสลิมด้วย

ประการสุดท้าย คือ กรณีชนชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของพม่า ซึ่งได้เห็นการแสดงออกของ อองซาน ซูจี ในทางที่เอาใจและเข้าข้างโรฮีนจาจนหลายฝ่ายในพม่าไม่พอใจ ยิ่งถ้าย้อนไปดูสุนทรพจน์ของเธอที่ไปเยือน อินเดีย ที่กล่าวถึงพระพุทธศาสนาในทางซึ่งไม่ได้ยกย่องพระ พุทธเจ้าด้วยแล้ว ก็ได้ก่อเหตุแห่งความไม่พอใจในตัวเธอมากขึ้น ซึ่งแน่ล่ะที่มีผลกระทบต่อคะแนนนิยมในตัวที่น่าจะลดน้อยลงกว่าเดิม

แต่การเมืองพม่ามีปัจจัยเรื่องของชนกลุ่มน้อยที่จะละเลยลืมไปไม่ได้เลย พรุ่งนี้มาว่ากัน.