การเมืองพม่า (จบ)

การเมืองพม่า (จบ) อ.เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — พฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2558

อ. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต

พัฒนาการทางการเมืองในพม่าถึงเวลานี้ โดย ภาพรวมอย่างหลวมๆ น่าจะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะลงแข่งขันกันในการเลือกตั้งของพม่า ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรค USDP พรรค NLD พรรคหลายพรรคของชนกลุ่มน้อย และมีความเป็นไปได้ว่า ตูระ ฉ่วย มาน ซึ่งเหมือนถูกบีบให้ออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค USDP นั้น น่าจะนำกลุ่มของตนร่วมลงแข่งขันในการเลือกตั้งคราวนี้ด้ว

เป้าหมายแห่งชัยชนะจากการเลือกตั้งนั้น จะแตกต่างกันไปในแต่ละพรรค คืออย่างที่กล่าวไว้แล้วนั้น แน่นอนว่าพรรค USDP ของกลุ่มอำนาจ เนปยีดอ ย่อมจะต้องมุ่งหวังชัยชนะให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อไป แบบไม่ยอมลงจากหลังเสือ นี่เป็นทิศทางเห็นมาแต่เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของพม่าแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้เองที่แม้จะเปิดประเทศแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยจริงๆ

ดูจากจุดนี้ การร่างรัฐธรรมนูญกีดกัน อองซาน ซูจี และทั้งกดขี่ กดดันพรรค NLD ของเธอ จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองของการต่อสู้ทางการเมือง ระหว่างพรรค USDP อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลของ USDP ถูกมองว่าไม่ได้เป็นไปอย่างชอบธรรม และนั่นคือการปรับแก้เปิดโอกาสให้ อองซาน ซูจี ลงเลือกตั้งซ่อมจนได้ชัยชนะ และประเด็นต่อสู้ในสภาของเธอ ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้

การนำเอาประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ค้ำจุนอำนาจของกลุ่มอำนาจ เนปยีดอ เช่นนี้ จะเป็นการรณรงค์สำคัญ ซึ่งก็จะมีพรรคชนกลุ่มน้อยเข้าร่วมด้วย เพื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในการกำหนดข้อเรียกร้องของชนกลุ่มน้อยในประเด็นเขตแดนอิสระของตน เราน่าจะเห็นการรณรงค์การเลือกตั้งดังกล่าวนี้ เป็นประเด็นหลักของพรรค NLD และพรรคชนกลุ่มน้อยทั้งหลาย ต่อสู้ในการเลือกตั้งแข่งขันกับพรรค USDP

ประเด็นดังกล่าวนี้ จะเป็นการวัดใจประชาชนผู้เลือกตั้งไปในตัว ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะหากมองในแง่จิตวิทยาสังคมด้วยแล้ว คงต้องยอมรับว่า ประชาชนพม่าส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ภายใต้การกดขี่ของระบอบเผด็จการทหารในพม่ามายาวนาน ความไม่ชอบจนถึงเกลียดชังทหารย่อมมีหลงเหลืออยู่มาก และนั่นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลงคะแนนให้กับพรรค NLD และพรรคของชนกลุ่มน้อยในการเลือกตั้งครั้งนี้

มีหลายฝ่ายประเมินถึงชัยชนะของอองซาน ซูจี และพรรค NLD ว่าจะมีเหนือกว่าพรรค USDP ของฝ่ายรัฐบาล โดยมองจากชัยชนะอันท่วมท้นของพรรค NLD ในสมัยการเลือกตั้งเมื่อปี 1990 แต่ไม่ว่าจะสามารถได้รับการเลือกตั้งมากขึ้น ก็ยังคิดกันว่า เป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพม่านั้นคงเป็นไปได้ยาก ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นไปเพื่อการสืบต่ออำนาจของกลุ่มอำนาจเนปยีดอนั้นมากกว่า

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2008) ของพม่า คือ คำประกาศว่า การเลือกตั้งปี 1990 ที่พรรค NLD ของอองซาน ซูจี ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นครั้งนั้น เป็นอันโมฆะไปอย่างเป็นทางการ นั่นน่าจะเป็นข้อบ่งชี้หนึ่ง ที่กลุ่มอำนาจเนปยีดอยังไม่พึงประสงค์ลงจากหลังเสือ และการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน คือไม่ว่าพรรค NLD จะประสบชัยชนะอย่างไร บางทีมาตรการกีดกันชัยชนะน่าจะมีตามมาอีก และที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มีความเป็นไปได้ยากเหลือทน

ยิ่งวันที่ใกล้การเลือกตั้งเข้ามา การเข้าหามวลชนจะเป็นไปอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น และวิธีการที่จะลดความนิยมในตัวของอองซาน ซูจี กับพรรค NLD จะเป็นไปอย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะนี้เริ่มมีข้อไม่แน่ใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า คะแนนนิยมในตัวของอองซาน ซูจี นั้น ยังเหนียวแน่น มั่นคง หรือสูงขึ้น หรือลดลง ความเชื่อมั่นในตัวเธอกับพรรคจะช่วยให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแค่ไหน กำลังเป็นคำถามขึ้นมา

ไม่ว่าผลของการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญของพม่า ก็จะยังคงเป็นประเด็นการเมืองที่สำคัญในการเมืองพม่า การต่อสู้ในการเมืองพม่า ก็จะยังเป็นเรื่องความเป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญพม่าอยู่นั่นเอง เพราะมันจะเป็นสิ่งแสดงภาพลักษณ์ของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ที่จะได้รับความชอบธรรมในความเป็นประชาธิปไตยจากนานาชาติ แค่ไหนเพียงไร

จุดนี้จะต้องมองกระแสตะวันตก ที่กดดันเรื่องความเป็นประชาธิปไตยกับเรื่องสิทธิมนุษยชนในพม่าตลอดมา จุดน่าสนใจกับการเลือกตั้งของพม่านี้ อีกจุดหนึ่งก็คือ เป็นการเลือกตั้งในเวลาใกล้เคียงกันกับการเลือกตั้งของสหรัฐ ถ้าหากฮิลลารี คลินตัน ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีนโยบาย “Pivot Asia” ของเธอ จะทำงานกดดันพม่าอย่างมีสีสันทีเดียว

ถึงอย่างไร กลุ่มอำนาจเนปยีดอ และพรรค USDP ของเต็ง เส่ง จะต้องต่อสู้ในทุกวิถีทางเพื่อกลับเข้าผสานต่ออำนาจเดิมของตนอีก มีความได้เปรียบของฝ่ายรัฐบาลอยู่มากแล้ว โดยเฉพาะข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ดังกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเสมือนข้อกำหนดการสานต่ออำนาจอยู่แล้วในตัวภาพที่จะปรากฏให้เห็น จะไม่ต่างกับการมีอองซาน ซูจี ประดับสภา เพื่อให้สภาและรัฐบาลของกลุ่มอำนาจเนปยีดอได้รับการยอมรับมากขึ้นในสายตาของชุมชนโลกเท่านั้นเอง

แม้กระนั้น ก็ยังมีประเด็นอันเปราะบางอย่างยิ่ง ต่อการสร้างความเชื่อมั่นในความมั่นคงทางการเมืองของพม่า ซึ่งจะมีผลกว้างขวางไม่น้อยกับการลงทุนโดยตรงของต่างประเทศ การเปิดประเทศที่ให้ภาพการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น สำหรับพม่าแล้ว ก็ยังไม่บอกได้ชัดเจนเลยต่อความมั่นคง ที่จะมั่นใจได้เต็มที่ต่อทุนโดยตรงของต่างประเทศ นี่คือข้ออันท้าทายอย่างมากต่อรัฐบาลใดๆ ในพม่าที่จะมีขึ้นภายหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

กับสถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ น่าจะเห็นได้ว่า หาใช่การหาตลาดใหม่จริงๆ ในพม่าไม่ หากแต่เป็นการลงทุนเพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่พม่ามีอยู่ รวมถึงค่า แรงขั้นต่ำนั่นด้วยต่างหาก และเพราะด้วยข้อตกลงที่ยังไม่บรรลุผลจริงๆ กับชนกลุ่มน้อยทั้งหลายนั้น การลงทุนเช่นว่านั้น จึงมีอัตราสุ่มเสี่ยงอยู่มาก ทั้งยังต้องประสานประโยชน์กับชน กลุ่มน้อยอีกด้วย

การเมืองในพม่ายังไม่หยุดนิ่ง เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องชนกลุ่มน้อยก็ยังหาข้อยุติจริงๆ ไม่ได้ และจุดเปราะบางในสังคมพม่า ประเด็นความขัดแย้งของกลุ่มชนชาติพันธุ์และกลุ่มศาสนา ล้วนเป็นปัจจัยอันเป็นชนวนก่อสงครามกลางเมือง และสงครามหรือการต่อสู้ก่อความไม่สงบระหว่างกันได้ง่าย การสร้างอำนาจของกลุ่มอำนาจเผด็จการทหารย่อมเป็นปฏิปักษ์กับคนพม่าโดยรวม ทั้งหมดของสภาพปัจจุบันของการเมืองพม่าเปราะบางมากกับการเกิด “พม่าผ่าเมือง” ขึ้นในพม่าอีกครั้งก็เป็นได้

ดูการเมืองพม่า แล้วดูการเมืองไทย ก็จะเห็นฉากการ เมืองไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทั้งในแง่เงื่อนของการร่างรัฐ ธรรมนูญ และเงื่อนงำของการสานต่ออำนาจ ภาพของเหตุ การณ์และพัฒนาการทางการเมืองของพม่า คล้ายกับจะเป็นภาพจำลองของการเมืองของไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น บางทีแม้หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญทื่กำลังร่างกันอยู่นี้ การเมืองของไทยก็คงไม่ได้แตกต่างกับการเมืองพม่าเลยกระมัง.